บทที่ 5 พี่ไม่ได้หึงพี่แค่ถาม
บทที่ 5 พี่ไม่ได้หึง พี่แค่ถาม
---------------------------
“พริม ส่งไฟล์โลโก้ตัวสุดท้ายให้กูหรือยัง”
เสียงนนท์ดังมาตามสาย ขณะที่ฉันกำลังพยายามถือแท็บเล็ต แฟ้มตัวอย่าง และแก้วกาแฟพร้อมกันด้วยสองมือ
“ส่งแล้ว เมื่อกี้”
“กูไม่เห็น”
“เปิดอีเมลสิ ไม่ใช่เปิดไอจี”
ปลายสายเงียบไปสองวินาที
“เจอแล้ว”
“เห็นไหม เพราะชอบโทษคนอื่น”
“โอเคครับ คุณพริมผู้ไม่เคยผิด”
“รู้ก็ดี”
ฉันกดลิฟต์ลงชั้นล่างของคอนโดลูกค้า ก่อนจะได้ยินนนท์หัวเราะ
“เย็นนี้กินข้าวไหม”
“เลี้ยง?”
“หาร”
“งั้นไม่ไป”
“โอเค เลี้ยงก็ได้”
“ร้านเดิมหนึ่งทุ่ม”
“เออ เจอกัน”
ฉันวางสายพอดีกับประตูลิฟต์เปิด
นนท์เป็นช่างภาพที่ทำงานด้วยกันมาสองปี เราเจอกันแทบทุกเดือน บางช่วงแทบทุกอาทิตย์ เพราะลูกค้าที่จ้างฉันทำภาพประกอบหรือออกแบบแบรนด์ มักต้องใช้ภาพถ่ายควบคู่กันไปด้วย
คุยกันง่าย ทำงานกันรู้เรื่อง และสำคัญที่สุด มันรู้ว่าเวลาฉันบอกว่า “แก้สีอีกนิด” หมายถึงนิดจริง ไม่ใช่รื้อใหม่ทั้งงาน
มินเคยถามว่าทำไมไม่ลองคบนนท์
ฉันตอบไปว่า ถ้ามองหน้ามันแล้วนึกถึงแฟน คนแรกที่ควรไปหาหมอน่าจะเป็นฉัน
ก็เพื่อนกันมาตั้งนาน จะให้คิดอะไรได้
พอคิดคำนี้ขึ้นมา ฉันก็หยุดเดิน
เดี๋ยวนะ
นี่มันประโยคเดียวกับที่ฉันใช้หลอกตัวเองเรื่องพี่ธามมาตลอดหรือเปล่า
“ไม่เหมือนกัน”
ฉันพึมพำกับตัวเองแล้วรีบเดินไปที่รถ
หกโมงครึ่ง ฉันแต่งตัวเสร็จเร็วกว่าปกติ เพราะร้านอยู่ไม่ไกลจากบ้าน
กำลังจะออก เสียงกริ่งก็ดังขึ้น
ฉันเปิดประตูแล้วเจอธามยืนอยู่พร้อมแฟ้มสีดำในมือ
“มาทำอะไรคะ”
“เอาเอกสารมาให้แม่พริม”
“แม่ไม่อยู่ค่ะ ไปออกกำลังกาย”
ธามยื่นแฟ้มให้
“งั้นฝากไว้”
ฉันรับมาแล้ววางบนโต๊ะข้างประตู
นึกว่าเขาจะกลับ แต่ธามยังยืนอยู่
สายตาเขากวาดมองฉันตั้งแต่หัวจรดรองเท้าอย่างไม่ค่อยปิดบังนัก
ฉันเลิกคิ้ว
“มีอะไรติดหน้าพริม?”
“จะไปไหน”
“กินข้าว”
“กับใคร”
ฉันเกือบยิ้ม
มาแล้ว
คำถามที่สองภายในไม่ถึงสิบวินาที
“เพื่อนค่ะ”
“คนไหน”
“พี่รู้จักเพื่อนพริมทุกคนหรือไง”
“ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
คราวนี้ฉันยิ้มจริง
“ผู้ชายค่ะ”
สีหน้าธามไม่ได้เปลี่ยนมาก แค่คิ้วขยับนิดหนึ่ง
ถ้าไม่รู้จักเขามาตั้งแต่เด็ก ฉันคงไม่เห็น
“ใคร”
“นนท์”
“นนท์ไหน”
“ช่างภาพที่ทำงานด้วยกัน”
“รู้จักกันนานหรือยัง”
ฉันกอดอก
“สองปีค่ะ”
“ทำงานด้วยกันบ่อย?”
“บ่อย”
“ไปกินกันสองคน?”
“ค่ะ”
ฉันตอบทุกคำอย่างให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะเริ่มอยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะถามได้อีกกี่ข้อ
ธามพยักหน้าเหมือนกำลังบันทึกข้อมูลลงหัว
“เขามารับ?”
“เดี๋ยวมา”
“ทำไมไม่ไปเอง”
“รถพริมอยู่”
“แล้ว?”
“วันนี้ขี้เกียจขับ”
ธามเงียบ
ฉันหรี่ตา
“หมดหรือยังคะ”
“อะไร”
“คำถาม”
“ถามเฉย ๆ”
คำตอบนี้คุ้นเหลือเกิน
“อ๋อ”
ฉันลากเสียงยาว
ธามมองฉันเหมือนไม่ชอบน้ำเสียง แต่ยังไม่ทันพูด เสียงรถก็มาจอดหน้าบ้าน
ฉันชะโงกออกไปมอง
นนท์ลงจากรถแล้วโบกมือ
“มาแล้ว”
ฉันหยิบกระเป๋า
ธามยังยืนขวางทางอยู่ครึ่งหนึ่ง
“พี่คะ”
“อะไร”
“ถอยค่ะ”
เขาขยับหลบให้ช้า ๆ
ฉันเดินออกไปสองก้าว ก่อนเสียงเรียบ ๆ จะดังตามมา
“เขามีแฟนหรือยัง”
ฉันหยุด
หันกลับช้า ๆ
โอ้โห
ยังไม่หมดจริงด้วย
“ไม่รู้ค่ะ”
“ทำงานด้วยกันสองปีไม่รู้?”
“พริมไม่ได้ทำแบบสอบถามประวัติส่วนตัวก่อนรับงานด้วยกันนะ”
“ก็คุยกันไม่ใช่เหรอ”
ฉันเม้มปากกลั้นหัวเราะ
“พี่ธาม”
“ว่า”
“พี่สอบประวัติคนที่จะมาจีบพริมหรือคะ”
คราวนี้เงียบไปจริง ๆ
ธามมองฉันนิ่ง สีหน้าแบบเดียวกับเวลาถูกจับได้แต่ยังคิดหาคำตอบทัน
ฉันยืนรออย่างมีความสุข
หนึ่งวินาที
สองวินาที
สาม
ในที่สุดเขาก็ตอบ
“แม่พริมฝากให้ดูแล”
ฉันเกือบหัวเราะออกมา
แม่อีกแล้ว
ทุกครั้งที่ไม่มีเหตุผล ผู้ชายคนนี้จะโยนแม่ฉันลงสนามทันที
“แม่ฝากตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็ฝากเรื่อย ๆ”
“ฝากว่าอะไร”
“ให้ดูพริมหน่อย”
“พริมยี่สิบสี่แล้วนะ”
“รู้”
“ไม่ใช่สิบสี่”
“ก็ไม่ได้บอกว่าสิบสี่”
“แล้วพี่จะถามถึงขั้นเขามีแฟนหรือยังทำไม”
ธามยกมือพิงกรอบประตู
“ถ้าเขามีแฟนแล้วพริมยังไปกินข้าวสองคน มันก็ดูไม่ดี”
“ถ้าไม่มีล่ะ”
เขาหยุด
ฉันยิ้ม
“ถ้านนท์ไม่มีแฟน พริมไปกินข้าวกับเขาได้ใช่ไหม”
“ก็เรื่องของพริม”
คำตอบมาเร็ว แต่ไม่เร็วเท่าตอนถามว่าเขามีแฟนหรือยัง
ฉันพยักหน้า
“ดีค่ะ”
“ดีอะไร”
“ไม่มีอะไร”
ฉันหันหลังเดินไปที่รถ
นนท์ลดกระจกลง
“เสร็จยังคุณนาย”
“เสร็จแล้ว”
“นั่นใคร”
“พี่ข้างบ้าน”
นนท์มองเลยไหล่ฉันไป
ฉันไม่ต้องหันก็รู้ว่าธามยังอยู่ตรงประตู
“คนที่กลับมาจากต่างประเทศ?”
“อือ”
“หล่อกว่าที่มึงเคยเล่าอีก”
ฉันหันขวับ
“กูเคยเล่า?”
“เยอะด้วย”
“ขึ้นรถไปเลย!”
นนท์หัวเราะ
ฉันเปิดประตูขึ้นนั่ง แต่ก่อนจะปิด ธามเดินลงมาจากบ้านอีกสองก้าว
“พริม”
ฉันชะโงกหน้าออกมา
“คะ”
“กลับกี่โมง”
นนท์ที่กำลังคาดเข็มขัดชะงักมือทันที
ฉันเองก็ชะงัก
ถามอีกแล้ว
“ไม่รู้ค่ะ”
“พรุ่งนี้ไม่มีงาน?”
“มีตอนบ่าย”
“อย่ากลับดึก”
ฉันมองเขา
บางทีถ้าเป็นเมื่อเจ็ดปีก่อน ฉันคงรับคำง่าย ๆ แล้วคิดว่าเขาเป็นพี่ชายที่แสนดี
แต่ตอนนี้ฉันเพิ่งประกาศว่าจะจีบเขา
ดังนั้นทุกคำมันชวนคิดไปหมด
“ค่ะ”
ฉันตอบก่อนปิดประตูรถ
นนท์ออกรถพ้นหน้าบ้านได้ไม่ถึงร้อยเมตรก็หันมามอง
“มึง”
“อะไร”
“พี่ข้างบ้านนั่นเขาเป็นพ่อมึงเหรอ”
ฉันหลุดหัวเราะ
“ไม่ใช่”
“กูเห็นถามตั้งแต่ชื่อ อายุ อาชีพหรือยังไม่รู้ แต่ถ้าอยู่อีกห้านาทีคงขอผลตรวจเลือดกู”
“เขาเป็นแบบนี้แหละ”
“แบบไหน”
ฉันอ้าปาก
แล้วเงียบ
แบบไหนวะ
ดูแล?
ขี้บ่น?
ชอบยุ่ง?
หรือ...
“ไม่มีอะไรหรอก”
ฉันหันไปมองนอกรถ
นนท์หัวเราะในลำคอ แต่ไม่ได้เซ้าซี้
ร้านอาหารอยู่ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบนาที เราคุยเรื่องงานเป็นส่วนใหญ่ กว่าจะนึกถึงธามอีกทีก็ตอนโทรศัพท์สั่นอยู่บนโต๊ะ
ข้อความจากเขา
ถึงร้านแล้ว?
ฉันจ้องหน้าจอ
นนท์ชะโงกมอง
“พ่อถาม?”
“กินข้าวไปเลย”
ฉันพิมพ์ตอบสั้น ๆ
ถึงแล้วค่ะ
อีกฝ่ายอ่านทันที
ไม่มีข้อความตามมา
ฉันวางโทรศัพท์คว่ำ แต่ไม่ถึงห้านาทีมันก็สั่นอีกครั้ง
ร้านไหน
ฉันหลุดหัวเราะ
นนท์มองหน้า
“ยังจะบอกว่าไม่มีอะไร?”
“เขาก็แค่ชอบดูแล”
“อ๋อ”
น้ำเสียงมันน่าหมั่นไส้มาก
ฉันไม่ตอบธามทันที ปล่อยข้อความไว้อย่างนั้น แล้วคีบอาหารเข้าปาก
แต่พอกลับถึงบ้านเกือบสามทุ่ม ไฟบ้านข้าง ๆ ยังเปิดอยู่
ฉันลงจากรถ นนท์ลดกระจกแล้วบอกลา
“พรุ่งนี้ส่งรูปให้ดู”
“เออ ขับดี ๆ”
รถแล่นออกไป
ฉันหันกลับมาแล้วเกือบชนคน
ธามยืนอยู่ข้างรั้ว
“พี่มายืนทำอะไรตรงนี้”
“เอาถังขยะออก”
ฉันมองถังขยะ
อยู่ห่างเขาไปเกือบสามเมตร
“ค่ะ”
“กินอะไรมา”
“อาหารญี่ปุ่น”
“อร่อย?”
“อร่อยค่ะ”
“นนท์เลือก?”
ฉันมองหน้าเขาอีกครั้ง
จริง ๆ นะ
ถามเยอะจนมันเริ่มไม่เนียนแล้ว
ฉันเดินเข้าใกล้รั้ว ขยับเข้าไปจนเหลือระยะไม่ถึงช่วงแขน
ธามเลิกคิ้วเหมือนถามว่ามีอะไร
ฉันยิ้ม
“พี่ธาม”
“ว่า”
“พริมไม่ได้อยากได้ผู้ปกครองค่ะ”
เขานิ่ง
ฉันเอียงหน้าเล็กน้อย
“อยากได้แฟน”
เว้นจังหวะให้เขาตั้งตัวไม่ทัน แล้วถามต่อหน้าตาเฉย
“พี่สมัครไหม”
