บทที่ 6 คนไม่ว่างที่โผล่มาอีกฝั่งเมือง
บทที่ 6 คนไม่ว่างที่โผล่มาอีกฝั่งเมือง
--------------------------------------
“พี่ธาม เย็นนี้ว่างไหมคะ”
ฉันถามผ่านโทรศัพท์ตอนเกือบห้าโมงเย็น ระหว่างใช้ปลายปากกาดิจิทัลลากเส้นแก้โลโก้รอบสุดท้ายให้ลูกค้า
ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนเสียงทุ้มจะตอบกลับมา
“มีประชุม”
“กี่โมง”
“หกโมง”
“เลิกกี่โมง”
“ไม่รู้”
“งั้นหลังประชุม?”
“พริม”
แค่เรียกชื่อ ฉันก็รู้แล้วว่าคำตอบคือไม่
ฉันเอนหลังพิงเก้าอี้ หมุนปากกาเล่น
“ร้านอาหารเปิดใหม่ตรงโครงการริเวอร์ยาร์ดน่ะคะ เห็นรีวิวว่าพาสต้าอร่อย”
“ไว้วันอื่น”
“วันอื่นนี่วันไหน”
“เดี๋ยวบอก”
“แปลว่ายังไม่กำหนด”
“อือ”
“โอเคค่ะ”
ฉันวางสายง่าย ๆ
สามวินาทีต่อมา โทรศัพท์สั่น
งอน?
ฉันหลุดยิ้ม
คนไม่ว่างยังมีเวลาถามว่าใครงอน
ฉันพิมพ์ตอบ
ไม่ค่ะ คนสวยมีทางเลือก
อ่านแล้ว
ไม่ตอบ
ฉันหัวเราะเบา ๆ แล้วเปิดแชตนนท์แทน
เย็นนี้ว่างไหม
มันตอบกลับมาเร็วมาก
เลี้ยง?
หาร
ไม่ว่าง
ฉันกลอกตา
กูเลี้ยง
ว่างทันที ร้านไหน
นี่แหละ ความสัมพันธ์ที่ไม่ซับซ้อน
หนึ่งทุ่มตรง ฉันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนนท์ในร้านที่ตั้งใจชวนธามมา โต๊ะริมกระจกมองเห็นสวนด้านนอก มีไฟเส้นเล็ก ๆ พันต้นไม้จนบรรยากาศดูเหมาะกับการเดตมากกว่ากินข้าวกับเพื่อนปากหมา
นนท์เปิดเมนูได้ไม่ถึงนาทีก็เงยหน้า
“มึงเลี้ยงจริงนะ”
“เออ”
“งั้นกูเอาสเต๊ก”
“งบคนละสามร้อย”
“เมื่อกี้บอกเลี้ยง”
“แต่ไม่ได้บอกว่าจะเลี้ยงจนล้มละลาย”
มันหัวเราะแล้วเปลี่ยนไปสั่งพาสต้าแทน
อาหารยังไม่มา โทรศัพท์ฉันก็สั่น
ชื่อบนหน้าจอทำให้ฉันเผลอขยับตัว
พี่ธาม
นนท์มองตาม
“พี่ชายโทรตาม?”
“ไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ”
“รีบแก้เชียวนะ”
ฉันถลึงตาแล้วกดรับ
“คะ”
“อยู่ไหน”
ไม่มีสวัสดี ไม่มีถามว่ากินข้าวหรือยัง
เปิดมาก็สอบสวนเลย
“ร้านอาหารค่ะ”
“ร้านไหน”
ฉันเหลือบมองนนท์ มันกำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แต่สีหน้าชัดมากว่ากำลังฟัง
“ร้านที่ชวนพี่ไง”
ปลายสายเงียบ
“ไปกับใคร”
ฉันแทบหัวเราะ
“เพื่อนค่ะ”
“นนท์?”
โอ้โห
จำชื่อได้ด้วย
“ค่ะ”
“สองคน?”
“ค่ะ”
“ประชุมพี่เสร็จแล้วเหรอคะ”
คำถามของฉันทำให้เขาเงียบไปอีกนิด
“เพิ่งเสร็จ”
“งั้นกลับบ้านพักเถอะค่ะ ทำงานมาทั้งวันแล้ว”
“ส่งโลเคชันมา”
ฉันเลิกคิ้ว
“ทำไม”
“ถามทาง”
“พี่จะมาทำอะไร”
“แถวนี้มีร้านวัสดุที่พี่ต้องแวะ”
ฉันมองนาฬิกา
หนึ่งทุ่มสิบเจ็ด
“ร้านวัสดุอะไรเปิดหนึ่งทุ่มกว่า”
“มี”
“ชื่ออะไรคะ”
เงียบ
ฉันกัดริมฝีปากกลั้นขำ
“พี่ธาม”
“ว่า”
“พี่กำลังแต่งเรื่องอยู่หรือเปล่า”
“ส่งมา”
“ไม่ส่ง”
“พริม”
“ถ้าหาเก่งก็หาเองค่ะ”
ฉันตัดสาย
นนท์วางแก้วลงช้า ๆ
“ทะเลาะกัน?”
“เปล่า”
“ฟังเหมือนผัวตามเมีย”
“กินน้ำไปเลย”
“ยังไม่ได้กินข้าว”
“งั้นกินน้ำรองท้อง”
อาหารมาในอีกไม่กี่นาที ฉันพยายามไม่มองโทรศัพท์ แต่สุดท้ายก็เผลอเปิดดู
ไม่มีข้อความจากธาม
ดี
จะได้เลิกคิดว่าเขาจะโผล่มาจริง ๆ
ฉันกับนนท์คุยเรื่องงานที่ต้องถ่ายภาพสัปดาห์หน้า มันเสนอโลเคชันสองแห่ง ฉันไม่ชอบทั้งคู่ เลยเถียงกันเรื่องแสงจนลืมเวลาไปพักหนึ่ง
“ถ้าใช้โกดังเก่า มึงต้องยอมให้กูเพิ่มไฟ”
“เพิ่มได้ แต่อย่าให้มันดูเหมือนโฆษณารถยนต์”
“ลูกค้าขายเฟอร์นิเจอร์ ไม่ใช่ขายลูกอม จะให้หวานไปไหน”
“กูไม่ได้บอกให้หวาน บอกให้มีชีวิต”
“คำว่า ‘มีชีวิต’ ของอาร์ตไดเรกเตอร์นี่น่ากลัวที่สุดแล้ว”
ฉันกำลังจะเถียง เสียงคุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง
“พริม”
ส้อมในมือฉันหยุดกลางอากาศ
ไม่ต้องหันก็รู้
แต่ฉันก็หันอยู่ดี
ธามยืนอยู่ข้างโต๊ะ ในชุดเดียวกับที่เห็นตอนเช้า เพียงแต่พับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เนกไทหายไปแล้ว และในมือไม่ได้ถือถุงจากร้านวัสดุอะไรสักอย่าง
ฉันกะพริบตา
“พี่มาได้ไง”
“ขับรถมา”
“รู้ค่ะ หมายถึงมาทำไม”
“ผ่านมา”
ฉันนิ่งไปหนึ่งวินาที
นนท์ก้มหน้า
ไหล่มันสั่น
ฉันหันไปจ้อง
“ขำอะไร”
“เปล่า”
โกหกชัด ๆ
ธามมองเก้าอี้ว่างข้างโต๊ะ
“นั่งได้ไหม”
“ถ้าพี่ผ่านมา แล้วไม่ต้องไปต่อเหรอคะ”
“ไม่รีบ”
อ้อ
เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนมีร้านวัสดุสำคัญมาก
ตอนนี้ไม่รีบแล้ว
“เชิญค่ะ”
ธามนั่งลงข้างฉัน
นนท์ยกมือไหว้
“สวัสดีครับพี่”
“ครับ”
“ประชุมเสร็จแล้วเหรอครับ”
“ครับ”
ตอบนนท์สุภาพมาก
ต่างกับตอนถามฉันว่าอยู่ไหนราวกับเป็นผู้ต้องสงสัย
พนักงานเดินมารับออร์เดอร์ ธามสั่งอเมริกาโนเย็น
“ไม่กินข้าวเหรอคะ”
“กินแล้ว”
“ที่ไหน”
“บริษัท”
“ประชุมเสร็จ กินข้าวบริษัท แล้วขับผ่านมาแถวนี้?”
ธามหันมามอง
“ใช่”
ฉันวางส้อม
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแผนที่ พิมพ์ชื่อบริษัทเขา แล้วกดเส้นทางมายังร้าน
ตัวเลขขึ้นชัดเจน
11 กม. 26 นาที
ฉันวางหน้าจอลงตรงหน้าเขา
“ผ่านมา?”
นนท์หลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ คราวนี้
ธามเหลือบมองตัวเลข แล้วเงยหน้ามองฉัน สีหน้าไม่สะทกสะท้าน
“รถไม่ติด”
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รถติดค่ะ”
“สิบเอ็ดกิโลเอง”
“ค่ะ บ้านพริมไปสนามบินก็ ‘เอง’ เหมือนกัน”
มุมปากเขากระตุก
ฉันจ้อง
“แล้วร้านวัสดุล่ะคะ”
“ปิดแล้ว”
“เมื่อกี้บอกเปิด”
“ไปถึงแล้วปิด”
“เร็วมากนะคะ ร้านนั้น”
นนท์ไอแรง ๆ แล้วหยิบแก้วน้ำขึ้นบังหน้า
ฉันรู้ว่ามันกำลังสนุก
ธามคงรู้เหมือนกัน เพราะปรายตามองอีกฝ่าย
“คุณนนท์ทำงานกับพริมนานแล้วเหรอครับ”
มาแล้ว
เปลี่ยนจากแก้ตัวเป็นสอบสวนทันที
นนท์วางแก้ว
“ประมาณสองปีครับ”
“ทำงานคู่กันบ่อย?”
ฉันหันขวับ
“พี่ธาม”
“อะไร”
“ถามอีกแล้ว”
“คุยกัน”
“คุยกับนนท์หรือเช็กประวัติ”
นนท์ยิ้ม
“ถามได้ครับ ผมไม่มีประวัติอาชญากรรม”
ฉันหลุดหัวเราะ
ธามไม่ขำ
“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”
“ผมล้อเล่นครับ”
อาหารของฉันเหลือไม่กี่คำ แต่บรรยากาศบนโต๊ะเปลี่ยนไปหมด นนท์ดูเพลิดเพลินกับการสังเกตธาม ส่วนธามดูเหมือนคนมาดื่มกาแฟธรรมดา ถ้าไม่นับว่าคำถามเกือบทุกข้อวนกลับมาที่ฉันกับนนท์
“พรุ่งนี้ไปถ่ายงานด้วยกัน?”
“ครับ”
“ที่ไหน”
ฉันวางส้อมดังแกร๊ก
“พี่คะ”
ธามหันมา
“ว่า”
“พริมยังไม่หายค่ะ”
“อะไร”
“จากบ้านค่ะ ไม่ต้องแจ้งตามหา”
นนท์หัวเราะจนสำลักน้ำ
ธามส่ายหน้า แต่คราวนี้มุมปากเขายกขึ้นนิดหนึ่ง
พนักงานเอากาแฟมาเสิร์ฟ
ฉันเท้าคางมองเขา
“สรุปพี่มาทำไมกันแน่”
“บอกแล้วว่าผ่านมา”
“สิบเอ็ดกิโล”
“พริมจะย้ำอีกกี่รอบ”
“จนกว่าพี่จะเปลี่ยนคำตอบ”
“งั้นก็คงต้องย้ำไป”
ฉันสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง
แพ้
ไม่ใช่เพราะเชื่อ
แต่เพราะรู้ว่าต่อให้ถามจนร้านปิด ผู้ชายคนนี้ก็คงยืนยันว่าตัวเองบังเอิญผ่านมาอยู่ดี
นนท์มองเราสองคนสลับกัน ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับพี่”
ธามหันไป
“ครับ”
นนท์พยักหน้ามาทางฉัน
“พริมบอกว่าพี่เป็นพี่ชายข้างบ้าน”
ฉันเริ่มรู้สึกไม่ดี
“นนท์”
มันไม่สน
“ถ้าพี่ชายคุณไม่ได้คิดอะไร...”
ธามนิ่ง
นนท์ยิ้มเหมือนถามเรื่องอากาศ
“งั้นผมจีบคุณได้ไหมครับ”
กึก
แก้วน้ำในมือธามถูกวางลงบนโต๊ะดังเกินความจำเป็นไปนิดเดียว
