บทที่ 6 จากจิ้งจก.. สู่หมาเด็ก (ที่ห้ามรัก)
"โอเคๆ ไม่กินก็ไม่กิน... ปากแข็งให้มันได้ตลอดก็แล้วกันนะยะ"
ก้อยกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อนด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า
"งั้นฉันขอประกาศไว้ตรงนี้เลยนะ... ในเมื่อแกไม่กิน งั้นฉันขอจอง! หมาเด็กเนื้อแน่นๆ แบบนี้แหละ สเปกป้าก้อยเลย... ถ้าแกปล่อยให้ว่าง ฉันจะเดินเครื่องจีบน้องเขาจริงๆ ด้วย คอยดูสิ!"
พูดจบ ตัวแม่การตลาดก็ขยิบตาปิ๊งๆ ให้หนึ่งที ก่อนจะหมุนตัวเดินนวยนาดกลับแผนกตัวเองไป ทิ้งให้ลูกหว้านั่งอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้น
หญิงสาวค่อยๆ ลดแฟ้มเอกสารลง มือบางยกขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองที่กำลังเต้นโครมครามอย่างควบคุมไม่อยู่...
เมื่อกี้ก้อยบอกว่าจะจีบเจไดงั้นเหรอ? ทำไมจู่ๆ เธอก็รู้สึกร้อนรุ่มและหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ...
‘ไม่ได้นะยัยหว้า! แกไม่ได้หวงหมอนั่นสักหน่อย แกแค่... แค่เป็นห่วงน้องชายข้างบ้าน กลัวจะโดนยัยก้อยสูบวิญญาณเอาต่างหาก ใช่! แค่เป็นห่วงในฐานะพี่สาวเท่านั้นแหละ!’
ลูกหว้าพยายามสะกดจิตตัวเองซ้ำๆ แต่ภาพใบหน้าหล่อเหลาและสัมผัสอุ่นๆ ของ เด็กเปรต ข้างบ้าน กลับยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่า... กฎข้อที่หนึ่งของเธอ กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงเข้าให้แล้ว
"ส่งสายตาหวานเยิ้มงั้นเหรอ... ให้ตายเถอะยัยก้อย! แกเอาอะไรมามั่นใจฮะ!"
ลูกหว้าพึมพำกับตัวเองหน้าจอคอมพิวเตอร์ หลังจากที่เพื่อนสาวตัวแสบเดินนวยนาดกลับแผนกไปแล้ว ประโยคที่ว่าเจไดส่งสายตาหวานเยิ้มให้เธอมันช่างไร้สาระสิ้นดี! ไอ้เด็กหน้ามึนนั่นน่ะนะจะมาพิศวาสอะไรเธอ ไม่มีทาง! เรื่องคืนนั้นมันก็แค่ อุบัติเหตุ ล้วนๆ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคที่เกิดจากแอลกอฮอล์และบรรยากาศพาไปต่างหาก
สำหรับลูกหว้าแล้ว... ต่อให้เจไดจะโตมาหล่อล่ำ ซิกแพกแน่นเปรี๊ยะจนสาวๆ ทั้งออฟฟิศอยากจะกลายร่างเป็นแวมไพร์สักแค่ไหน แต่ในสายตาของเธอ ภาพจำของหมอนั่นก็ยังมีแค่ความป่วนและกวนอวัยวะเบื้องล่างอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบห้าปีก่อน... บาดแผลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของลูกหว้าเกิดขึ้นในวัยสิบสามปี วันที่ความสุขของครอบครัวพังทลายลงพร้อมกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของผู้เป็นพ่อ ทิ้งให้ ครูสมร แม่พิมพ์ของชาติที่เคยมีรอยยิ้มอ่อนหวาน ต้องฝืนปาดคราบน้ำตาแล้วลุกขึ้นมาสวมบทหญิงแกร่ง เพื่อเป็นทั้งเสาหลักและอ้อมกอดเดียวที่เหลืออยู่ของลูกสาว
ในขวบปีที่มืดมนและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาของบ้านหลังนี้ แนวรั้วต้นโมกเพิ่งจะถูกปลูกขึ้นใหม่ๆ พร้อมกับการย้ายเข้ามาของสมาชิกบ้านข้างๆ... น้าวิภาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดสตรอง เจ้าของสำนักงานบัญชีที่วันๆ วุ่นอยู่กับเครื่องคิดเลขและกองเอกสาร น้าวิภาหอบหิ้วกระเป๋าเดินทางย้ายมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ พร้อมกับติ่งห้อยท้ายเป็นลูกชายวัยเก้าขวบที่ชื่อ ‘เจได’
และนั่น... คือจุดเริ่มต้นของเส้นขนานสองเส้นที่ค่อยๆ เคลื่อนมาปะทะกัน ในรูปแบบของสงครามขนาดย่อม
บ่ายวันเสาร์ในอดีต... เด็กหญิงลูกหว้าในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น นั่งกอดเข่าร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ใต้ร่มเงาไม้ข้างรั้ว
ความคิดถึงพ่อแล่นริ้วเข้ามาจุกอยู่ที่อกจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่กับความเศร้าราวกับนางเอกมิวสิกวิดีโอ เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ
พอเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาที่พร่าเบลอ เธอก็เห็นเด็กชายตัวผอมกะร่อง ผิวคล้ำแดด ในชุดกางเกงเจเจขาสั้นสีสะท้อนแสงแสบตา... ดวงตาโตเท่าไข่ห่านของเด็กนั่นกำลังยืนจ้องเธอเขม็ง และที่พีกที่สุดคือ ในมือของไอ้เด็กผมจุก ดันหนีบเอาจิ้งจก ตัวสีน้ำตาลเข้มส่าย ดุ๊กดิ๊กเอาไว้ด้วย
“พี่สาว... ร้องไห้ทำไมอะ ขี้แยเป็นบ้าเลย”
เด็กชายเจไดวัยเก้าขวบเอ่ยปากทักทายประโยคแรก... ซึ่งแทนที่มันจะยื่นทิชชู่มาซับน้ำตาให้เหมือนพระเอกซีรีส์ มันดันแกว่งจิ้งจกตัวเป็น ๆ ไปมาตรงหน้าเธอซะงั้น
ลูกหว้าที่กำลังเศร้าถึงกับชะงักกึก อารมณ์ดราม่าปลิวหายวับไปในอากาศ หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้ง เปลี่ยนเป็นถลึงตาปูดโปนใส่ด้วยความโมโหขั้นสุด
“ไอ้เด็กบ้า! เอาออกไปนะ! ถอยไปไกลๆ เลย ไม่งั้นพี่จะฟ้องแม่!”
เธอแว้ดเสียงหลง เตรียมตัวจะลุกขึ้นสู้
“แบร่! ฟ้องเลยๆ เจไม่กลัวหรอก ยัยพี่สาวขี้แย ปากจัด! แบร่ๆๆ!”
เด็กชายทำหน้าทะเล้น แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ ก่อนจะสับตีนแตกวิ่งหัวเราะร่วนข้ามรั้วต้นโมกกลับบ้านตัวเองไป ทิ้งให้ลูกหว้ายืนกำหมัดแน่นด้วยความแค้นสุมอก
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา... เจไดก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นไม้เบื่อไม้เมา ประจำตัวของลูกหว้าอย่างสมบูรณ์แบบ
วันดีคืนดี ตอนเช้าที่ลูกหว้ากำลังจะปั่นจักรยานไปโรงเรียน ก็ต้องแหกปากกรีดร้องลั่นซอย เพราะไอ้เด็กแสบแอบเอาหนอนแก้ว ตัวอ้วนฉุมาวางแหมะไว้บนอานจักรยาน หรือบางวันรีบๆ ก็แอบมาปล่อยลมยางรถจักรยานเธอซะดื้อๆ พอเธอต้องเข็นรถกระเผลกๆ ออกจากซอย มันก็จะโผล่หน้ามาเกาะรั้วล้อเลียนเสียงแจ้วๆ ว่า
“ยัยพี่สาวเดินขาถ่าง! ยัยพี่สาวเดินขาถ่าง!”
วีรกรรมความกวนโอ๊ยของเจได ทำให้ลูกหว้าตั้งฉายาให้หมอนั่นว่า ไอ้เด็กเปรตข้างบ้าน และภาพชินตาของคนในซอยคือภาพที่เด็กสาววัยสิบห้า วิ่งถือ ไม้กวาดทางมะพร้าวไล่ตีเด็กชายวัยเก้าขวบอยู่หน้าบ้านทุกเช้าเย็น
แต่สิ่งที่ลูกหว้าไม่เคยรู้เลยก็คือ... ในทุกๆ ความกวนประสาท ทุกๆ การกลั่นแกล้ง และเสียงหัวเราะทะเล้นของเด็กชายขาสั้นคนนั้น... มันซ่อนความตั้งใจอันบริสุทธิ์เอาไว้
เจไดในวัยเด็ก มักจะแอบเกาะรั้วมองพี่สาวข้างบ้านนั่งร้องไห้คิดถึงพ่ออยู่บ่อยๆ เด็กชายรู้สึกขัดใจและหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นแววตาหม่นหมองและน้ำตาของเธอ สมองเล็กๆ ของเด็กเก้าขวบไม่ได้ซับซ้อนอะไร เขาคิดเพียงแค่ว่า... ทำยังไงก็ได้ให้เธอโมโห ทำยังไงก็ได้ให้เธอลุกขึ้นมาโวยวายไล่ตีเขา... มันยังดีซะกว่าปล่อยให้เธอจมอยู่กับหยาดน้ำตาเพียงคนเดียว
และแผนของเขาก็ได้ผลชะงัดความโมโหเข้ามาแทนที่ความเศร้าจนลูกหว้าไม่มีเวลาไปนั่งร้องไห้อีกต่อไป!
