บทที่ 7 สารถีจำเป็นวัยละอ่อน
ในขณะที่เด็กๆ กำลังวิ่งไล่จับ หรือพูดให้ถูกคือไล่ฆ่า กันอยู่หน้าบ้าน สองคุณแม่ซิงเกิลมัมอย่างแม่สมรและแม่วิภา ก็นั่งจิบน้ำชา จับมือคุยกันอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อน คอยแบ่งปันความทุกข์สุขและแลกเปลี่ยนกับข้าวกับปลากันอย่างออกรส
ความเป็นครูที่ใจเย็นและมีเมตตาของแม่สมร ช่วยขัดเกลาความซุกซนของเจไดได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ความเด็ดเดี่ยวและสตรองขั้นสุดของนักบัญชีอย่างแม่วิภา ก็เป็นพลังใจสำคัญที่ผลักดันให้แม่สมรผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตมาได้
“จอย... แกดูลูกชายแกสิ วันนี้เอาคางคกไปใส่รองเท้านักเรียนยัยหว้า แกล้งพี่เขายังไงให้พี่เขาไล่ตีจนผมฟูหมดแล้วน่ะ”
แม่สมรบ่นพลางกลั้วหัวเราะ ขยับแว่นสายตามองเด็กสองคนที่กำลังยืนชี้หน้าเถียงกันข้ามรั้วต้นโมก
แม่วิภาหัวเราะร่วน ยกมือขึ้นกุมขมับ ส่ายหัวด้วยความเอือมระอาขั้นสุด
“ปล่อยมันตายไปเถอะสมร! ตาเจมันน่ะบ้า... อยู่บ้านตัวเองเงียบๆ ไม่เคยได้หรอก พอเห็นหนูหว้าเดินออกบ้านมาทีไร ตาเป็นประกายเหมือนหมาเห็นเจ้าของ วิ่งไปวอแวแกล้งเขาตลอด ฉันล่ะกลัวจริงๆ ว่าหนูหว้าจะรำคาญจนเอาไม้หน้าสามฟาดหัวมันแตกเข้าสักวัน”
“ไม่หรอกจอย... ไม่ต้องไปห้ามเขาหรอก”
แม่สมรระบายยิ้มบางๆ สายตาทอดมองลูกสาวที่กำลังยืนท้าวสะเอววีนแตกใส่เด็กชาย ทว่าแววตากลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ตั้งแต่ตาเจย้ายมา ยัยหว้าก็เลิกร้องไห้คิดถึงพ่อแล้วนะ มีแต่เสียงบ่นเสียงด่าตาเจดังลั่นบ้านทุกวัน... บ้านที่เคยเงียบเหงา ถึงได้กลับมาครึกครื้นและมีรอยยิ้มอีกครั้ง ฉันต้องขอบใจลูกชายแกจริงๆ นะจอย ที่เข้ามาเป็นรอยยิ้มให้ยัยหว้า”
ใช่ รอยยิ้มที่แลกมาด้วยการเอาไม้กวาดทางมะพร้าวฟาดหลังกันนั่นแหละ
ลูกหว้าสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อน หญิงสาวส่ายหัวแรงๆ ไล่ภาพไอ้เด็กผมจุกในกางเกงเจเจสีสะท้อนแสงออกไปจากสมอง
เห็นไหมล่ะ! พื้นฐานความสัมพันธ์ของเธอกับเขามันเริ่มมาจากการเป็นศัตรูคู่อาฆาตชัดๆ! แล้วไอ้เด็กหน้ามึนที่ขยันกวนอวัยวะเบื้องล่างมาตั้งแต่เด็กจนโตคนนั้นน่ะเหรอ จะมาพิศวาสอะไรเธอ...
ไม่มีทาง! ท่องไว้ลูกหว้า... หมาเด็กข้างบ้านมันก็แค่อยากจะกวนประสาท เอาชนะเธอเหมือนที่มันเคยทำมาตลอดนั่นแหละ! กฎข้อที่หนึ่ง... ห้ามล้ำเส้น! ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ
เช้าวันอังคารที่ควรจะราบรื่นของลูกหว้า กลับต้องมาสะดุดลงด้วยเสียงที่น่าหงุดหงิดที่สุดในโลกของการขับรถ
แชะ... แชะ... แง็ก!
"อย่ามาล้อเล่นกันแต่เช้านะลูกแม่"
หญิงสาวพึมพำกับพวงมาลัยรถอีโคคาร์คันเก่ง มือเรียวบิดกุญแจสตาร์ทอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมคือความเงียบงันและเสียงเครื่องยนต์ที่ไอค่อกแค่กเหมือนคนใกล้สิ้นใจ
ลูกหว้ายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แปดโมงสิบห้านาทีเธอมีนัดประชุมแผนกตอนเก้าโมงตรง และการขับรถจากบ้านไปออฟฟิศในชั่วโมงเร่งด่วนแบบนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสี่สิบนาที
"โอ๊ย! เป็นอะไรมาพังเอาวันนี้เนี่ย!"
เธอทุบพวงมาลัยระบายอารมณ์ เตรียมจะเปิดประตูลงไปเปิดฝากระโปรงรถดูแบบงูๆ ปลาๆ ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวขาลงจากรถ เสียงเคาะกระจกฝั่งคนขับก็ดังขึ้น
ก๊อกๆ
ลูกหว้าหันขวับไปมอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคยกำลังฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีอยู่นอกหน้าต่าง เจไดอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ แต่ดูสะอาดสะอ้าน ร่างสูงยืนเอามือล้วงกระเป๋าด้วยท่าทางสบายอารมณ์สุดๆ
หญิงสาวเลื่อนกระจกลงอย่างเสียไม่ได้
"มีอะไร"
"เห็นสตาร์ทรถอยู่นานแล้วไม่ติด เลยมาดูว่าเพื่อนบ้านมีอะไรให้ช่วยไหมครับ"
เจไดชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ พลางทำจมูกฟุดฟิด
"กลิ่นไหม้ไม่มี น่าจะระบบไฟ... ลืมไปแล้วเหรอครับว่าเพื่อนบ้านคนนี้เพิ่งเรียนจบวิศวะเครื่องกลมาหมาดๆ ให้ว่าที่วิศวกรป้ายแดงอย่างผมดูให้ไหมครับพี่สาว"
"ไม่ต้องมายุ่งเลยแกน่ะ ฝีมือแกใช่ไหมไอ้เจได เรียนวิศวะเครื่องยนต์มาเพื่อหาเรื่องพังรถฉันใช่ไหมเนี่ย!"
ลูกหว้าหรี่ตาจับผิดทันที สัญชาตญาณเธอบอกว่าเรื่องซวยๆ ของเธอในระยะนี้มักจะมีไอ้เด็กนี่เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
"โห... ใส่ร้ายกันแต่เช้าเลยนะ ผมอุตส่าห์ร่ำเรียนมาตั้งสี่ปี เอามาประยุกต์ใช้ช่วยเหลือเพื่อนบ้านตาดำๆ ต่างหาก"
ชายหนุ่มยกมือขึ้นทาบอก ทำหน้าตาใสซื่อราวกับลูกหมาปอมเมอเรเนียน
"ผมเพิ่งตื่นเองนะพี่ ดูสิ หน้าตายังหล่อใสไร้ที่ติอยู่เลย... แล้วอีกอย่าง รถพี่มันก็เก่าแล้วนะ จะงอแงบ้างก็ไม่แปลกหรอก"
"ปากหมา!"
ลูกหว้าด่าเข้าให้ ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาอีกครั้งอย่างร้อนใจ แปดโมงยี่สิบ ถ้าขืนรอเรียกช่างหรือเรียกแท็กซี่ตอนนี้ เธอได้โดนหัวหน้าแผนกสวดยับแน่ๆ
เจไดเหมือนจะอ่านสถานการณ์ออก เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ฟังกี่ทีก็รู้ว่าแกล้งทำ
"ถ้าพี่รีบ... รถผมว่างนะ พร้อมเป็นสารถีส่วนตัวให้เลย โปรโมชั่นพิเศษสำหรับเพื่อนบ้านสุดสวย นั่งฟรีตลอดสาย แถมบริการเปิดแอร์เย็นฉ่ำให้ด้วย"
ลูกหว้าเม้มปากแน่น ชั่งใจอยู่วินาทีเดียวก็ตัดสินใจคว้ากระเป๋าสะพายและแฟ้มเอกสาร เปิดประตูรถก้าวลงมายืนจ้องหน้าเขาเขม็ง
"ถ้าฉันสาย แกตายแน่ไอ้เด็กผี!"
"รับทราบครับผู้โดยสาร"
เจไดทำวันทยหัตถ์รับคำสั่งอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินนำเธอไปที่รถเอสยูวีคันใหญ่สีดำขลับที่จอดอยู่ฝั่งบ้านของเขา ลูกหว้าแอบประหลาดใจนิดๆ ที่รถของเขาดูสะอาดเนี้ยบ ทั้งที่ปกติพวกเด็กผู้ชายเพิ่งเรียนจบมักจะทำรถรกเป็นรังหนู
ทันทีที่ก้าวขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ แอร์เย็นฉ่ำและกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศสปอร์ตๆ ก็ลอยมาเตะจมูก แต่นั่นยังไม่ทำให้เธอแปลกใจเท่ากับแก้วกาแฟเย็นที่วางรออยู่ในช่องวางแก้วตรงคอนโซลกลาง
"อเมริกาโน่เย็น ไม่หวานเลย... ของพี่ครับ"
เจไดพูดขึ้นขณะสตาร์ทรถ
"เห็นหน้าตาโทรมๆ เหมือนผีดิบอดนอน เลยซื้อมาสแตนด์บายไว้ให้"
"ใครโทรมยะ! ฉันแค่... พักผ่อนน้อยเฉยๆ"
