บทที่ 8 เดลิเวอรี่หมาเด็ก

ลูกหว้าเถียงข้างๆ คูๆ แต่ก็ยอมหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดูด รสชาติเข้มข้นขมปร่าแบบที่เธอชอบกินเป็นประจำไหลลงคอ ทำให้สมองที่ตื้อตึงเริ่มตื่นตัว หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะปรายตามองคนขับรถจำเป็น

มันรู้ได้ไงวะว่าเรากินกาแฟรสชาตินี้...

"อร่อยล่ะสิ"

เจไดหันมาเลิกคิ้วใส่ ขณะหักพวงมาลัยเลี้ยวออกจากซอยหมู่บ้าน

"ผมจำได้หรอกน่า ว่าตอนเช้าพี่ชอบกินกาแฟขมๆ ไม่ใส่น้ำตาลเลย... แก่แล้วก็งี้แหละ รักษาสุขภาพ"

"ไอ้เจได! ถ้าแกพูดคำว่าแก่ หรือป้า หรืออะไรทำนองนี้อีกคำเดียว ฉันจะสาดกาแฟแก้วนี้ใส่หน้าแกแน่!"    

เธอขู่ฟ่อ ทำเอาคนโดนขู่หัวเราะร่วนออกมาอย่างชอบใจ

"โอเคๆ ไม่แกล้งแล้วครับ... พี่นั่งพักสายตาไปเถอะ ถึงออฟฟิศแล้วเดี๋ยวผมปลุก รับรองว่าวิศวกรคนนี้จะซิ่งทะลุนรก ส่งทันเวลาเข้างานแน่นอน"

ลูกหว้าพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะปรับเบาะเอนลงเล็กน้อยแล้วหลับตาลง ความเย็นของแอร์และเบาะนุ่มๆ ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดหน่อย

แม้ปากจะบอกว่าเกลียดขี้หน้าและรำคาญไอ้เด็กนี่จับใจ แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับปฏิเสธไม่ได้ว่าความเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ ของเขา... มันทำให้หัวใจที่ปิดตายมานานของเธอแอบเต้นผิดจังหวะไปนิดนึง

และในจังหวะที่ลูกหว้าหลับสนิทไปแล้วนั้นเอง เจไดก็ลอบมองเสี้ยวหน้าของคนพี่ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ชายหนุ่มผิวปากเบาๆ อย่างอารมณ์ดี พลางนึกไปถึงผลงานชิ้นโบแดงของตัวเองเมื่อตอนตีห้าครึ่ง... การปีนข้ามรั้วไปใช้ประแจไขน็อตขั้วแบตเตอรี่รถอีโคคาร์คันนั้นให้หลวมนิดหน่อย แค่นี้ระบบไฟก็รวนจนสตาร์ทไม่ติดแล้ว

วิชาเครื่องยนต์เบื้องต้นที่เอามาประยุกต์ใช้จีบสาว แลกกับการได้ทำคะแนนเป็นสารถีส่วนตัวให้พี่สาวข้างบ้าน... คุ้มยิ่งกว่าได้เกียรตินิยมอีกครับพี่ลูกหว้า

ความนุ่มสบายของเบาะหนังรถเอสยูวีคันใหญ่ และความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ ทำให้คนที่อดนอนมาทั้งคืนอย่างลูกหว้าหลับสนิทไปตลอดทาง หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยว่ารถยนต์เคลื่อนตัวฝ่าการจราจรที่ติดขัดของเช้าวันทำงานมาจอดเทียบท่าอยู่ที่หน้าอาคารสำนักงานบริษัท พีซี เน็ตเวิร์ค อินทิเกรชั่น จำกัด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"พี่หว้า... พี่หว้าครับ ถึงแล้วนะ"

เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลดังขึ้นข้างหู พร้อมกับสัมผัสอุ่นๆ ที่แตะลงบนต้นแขนเบาๆ ลูกหว้าสะดุ้งสุดตัว แพขนตางอนกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ก่อนจะหันไปสบตากับคนขับรถจำเป็นที่กำลังยื่นหน้าเข้ามาใกล้... ใกล้เสียจนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ และกลิ่นน้ำหอมสปอร์ตที่โชยมาแตะจมูก

"ฮะ... ถึงแล้วเหรอ!"                                           

ลูกหว้าผงะถอยหลังจนชิดเบาะ รีบยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา                                                            

"แปดโมงห้าสิบห้า! ทำไมแกไม่รีบปลุกฉันฮะไอ้เจจะสายแล้วเนี่ย!"

"ก็เห็นพี่หลับสบาย หน้าตาดูมีความสุขเหมือนกำลังฝันถึงผมอยู่ ผมก็เลยไม่อยากกวน"                         

เจไดตอบหน้าตาย พลางยกแขนขึ้นพาดพวงมาลัยด้วยท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่าง                                

"ไม่ต้องลนหรอกน่า ยังเหลือเวลาอีกตั้งห้านาที วิ่งร้อยเมตรชายเข้าลิฟต์ไปก็ทันแล้ว"

"ไอ้เด็กบ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะแก!"

ลูกหว้าแว้ดใส่ รีบคว้ากระเป๋าสะพาย แฟ้มเอกสาร และแก้วอเมริกาโน่เย็นที่พร่องไปครึ่งแก้วขึ้นมาถือไว้

พะรุงพะรัง หญิงสาวปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมจะเปิดประตูรถ แต่เสียงทุ้มของคนข้างๆ ก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

"เย็นนี้เลิกงานกี่โมงครับ เดี๋ยวผมมารับ"

"ไม่ต้อง! ฉันกลับเองได้ จะนั่งแท็กซี่ รถเมล์ หรือ   วินมอเตอร์ไซค์ก็เรื่องของฉัน"                                                  

เธอหันไปปฏิเสธเสียงแข็ง กฎข้อที่หนึ่ง... ห้ามล้ำเส้น! แค่นั่งรถมาด้วยกันตอนเช้ามันก็ล้ำเส้นมากพอแล้ว ขืนให้เขามารับอีก มีหวังชีวิตเธอได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้นแน่

"ไม่ได้หรอกครับ... ในฐานะว่าที่วิศวกรเครื่องกล พรุ่งนี้ผมต้องประเมินอาการและพาช่างไปซ่อมรถให้พี่นะ ถ้าพี่ไม่กลับพร้อมผม แล้วพรุ่งนี้เช้าพี่จะไปทำงานยังไงล่ะครับ?"                                                                       

เจไดยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์ฉายชัดจนคนมองนึกอยากจะหยิกให้เนื้อเขียว                                           

"เอาเป็นว่า เลิกงานแล้วโทรหานะครับ... ไม่งั้นผมจะเดินขึ้นไปตามพี่ถึงโต๊ะแผนกจัดซื้อเลย คอยดูสิ"

"นี่แกขู่ฉันเหรอ!"

"เปล่าขู่ครับ แค่บอกให้เตรียมตัว... ไปทำงานได้แล้วครับพี่สาวคนสวย ตั้งใจทำงานนะ เดี๋ยวตอนเย็นมารับ"                                                                              

เจไดยื่นมือมาขยี้ผมที่เซตมาอย่างดีของเธอจนยุ่งเหยิงไปหมด ก่อนจะส่งรอยยิ้มตาหยีแบบหมาเด็กขี้อ้อนมาให้

ลูกหว้าอ้าปากค้าง ทั้งโกรธทั้งเขินจนหน้าแดงก่ำ หญิงสาวปัดมือเขาออกอย่างแรง เปิดประตูรถแล้วก้าวลงมาสับส้นสูงเดินจ้ำอ้าวหนีเข้าตึกไปโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย ทว่า... ทันทีที่เสียงประตูรถเอสยูวีคันหรูถูกปิดลง 

และรถคันนั้นแล่นออกไปจากหน้าอาคาร เสียงแหลมปรี๊ดอันคุ้นเคยก็ดังแทรกอากาศขึ้นมาทันที

"แหม... แหมมมม... แหมมมมมมมมม!"

ลูกหว้าชะงักกึก หันขวับไปตามเสียง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างเล็กปราดเปรียวในชุดเดรสสีสดของ 'ก้อย' ยืนกอดอกพิงเสาหน้าตึกอยู่ นัยน์ตาที่กรีดอายไลเนอร์เฉี่ยวคมจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาจับผิดขั้นสุดยอด

"อะไรยังไงจ๊ะสาว! อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะยัยหว้า!"                                                                       

ก้อยพุ่งตัวเข้ามาประกบเพื่อนสนิททันที ดวงตาของตัวแม่ฝ่ายการตลาดเป็นประกายวิบวับราวกับเรดาร์จับความผิดปกติทำงานเต็มกำลัง                                  

"เมื่อวานเพิ่งจะปากแข็งเสียงแข็งใส่ฉันอยู่หมับๆ ว่าไม่กินๆ ไม่เอาๆ ไม่อร่อย! แล้วเช้านี้คืออะไรฮะ! มีบริการสารถีหมาเด็กเดลิเวอรี่ขับรถเอสยูวีมาส่งถึงหน้าตึกเลยเหรอจ๊ะ!"

"ก้อย! แกอย่ามามั่วนะ!"                                     

ลูกหว้าลุกลี้ลุกลน รีบดึงแขนเพื่อนให้เดินเข้าตึกเพื่อหลบสายตาพนักงานคนอื่นๆ                                   

"รถฉันสตาร์ทไม่ติดเว้ย! มันพังตอนเช้าพอดี หมอนั่น... เออ ไอ้เจไดนั่นแหละ มันเห็นเข้าก็เลยอาสามาส่ง แค่นั้นเอง! ไม่มีอะไรทั้งนั้น!"

"เหรออออออ..."                                                

ก้อยลากเสียงยาวปรี๊ดจนเกือบถึงเพดานตึก พลางปรายตามองแก้วกาแฟในมือเพื่อน                               

"รถเสียบังเอิญมากเนอะ แล้วอเมริกาโน่เย็นแก้วนั้นล่ะจ๊ะ บังเอิญงอกออกมาจากเบาะรถน้องเขาด้วยหรือเปล่า? ปกติแกซื้อกินเองแกต้องบ่นเรื่องราคา แต่นี่หน้าตาดูอิ่มเอมใจ แหม... มีหนุ่มซื้อกาแฟมาสแตนด์บายรอรับส่ง มันดีแบบนี้นี่เอง!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป