บทที่ 9 สารถี(หน้ามึน)ประจำตัว
"ยัยก้อย! แกหยุดเพ้อเจ้อเลยนะ หมอนั่นมันก็แค่สงสารคนแก่ตาดำๆ อย่างฉันเท่านั้นแหละ"
ลูกหว้าพยายามแถหน้าดำหน้าแดง กดปุ่มลิฟต์รัวๆ หวังจะหนีการซักไซ้
"โอ๊ยยย ยัยหว้า! แกจะแถให้สีข้างถลอกไปถึงไหนฮะ!"
ก้อยหัวเราะคิกคัก เดินตามเข้าไปเบียดในลิฟต์
"เมื่อกี้ฉันตาไม่บอดนะยะ ตอนที่น้องเจไดเลื่อนกระจกลง ฉันเห็นเต็มสองตาเลยว่าน้องเขาส่งรอยยิ้มหยาดเยิ้มปานน้ำผึ้งเดือนห้ามาให้แก แถมยังเอื้อมมือไปลูบหัวแกด้วย โอ๊ยยยย... แม่ป้าจัดซื้อสุดโหดโดนเด็กขยี้ผมซะงั้น อาการแบบนี้เขาไม่เรียกว่าเพื่อนบ้านแล้วย่ะ เขาเรียกว่า คนคุย หรือไม่ก็ คนแอบแซ่บ จ้ะ"
"หยุดพูดคำว่าแอบแซ่บเดี๋ยวนี้นะยัยบ้า! ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับเด็กนั่นโว้ย! กฎของฉันคือห้ามล้ำเส้นเว้ย!"
ลูกหว้าแว้ดใส่ หน้าแดงลามไปถึงใบหู
"จ้า... ห้ามล้ำเส้นจ้า..."
ก้อยพยักหน้าหงึกหงัก แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไม่จางหายไปจากใบหน้า
"แต่ฉันว่านะ... เส้นที่แกขีดเอาไว้น่ะ มันโดนไอ้หมาเด็กหน้าหล่อนั่นกระโดดข้ามมาตั้งแต่แกก้าวขึ้นรถมันเมื่อเช้าแล้วแหละ เตรียมตัวเตรียมใจรับแรงกระแทกไว้ให้ดีเถอะยัยหว้า... ฉันรับรองได้เลยว่า คอลลาเจนมีชีวิตคนนี้ ไม่ยอมปล่อยแกให้หลุดมือไปง่ายๆ แน่"
ลูกหว้าได้แต่เม้มปากแน่น ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปชั้นบน... คำพูดของก้อยเหมือนค้อนที่ทุบลงมากลางกำแพงใจที่เธอพยายามก่อกั้นเอาไว้
ไอ้เด็กเจไดมันร้ายกาจขึ้นทุกวัน ถ้าเธอไม่รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม... มีหวังชีวิตวัยยี่สิบแปดปีอันแสนสงบสุขของเธอ จะต้องปั่นป่วนเพราะไอ้เด็กเปรตข้างบ้านคนนี้จริงๆ แน่
หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ...
นี่คือระยะเวลาที่ชีวิตอันแสนสงบสุขของ ลูกหว้าถูกทำลายป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
นับตั้งแต่วันที่รถอีโคคาร์ลูกรักสตาร์ทไม่ติดจนต้องอาศัยติดสอยห้อยตามรถเอสยูวีคันใหญ่ของไอ้เด็กข้างบ้านไปทำงาน หลังจากวันนั้น... ไม่ว่าเธอจะพยายามหาข้ออ้างร้อยแปดพันเก้าเพื่อบ่ายเบี่ยงแค่ไหน ไอ้เด็กวิศวกรหน้ามึนที่ชื่อ เจได ก็ยังคงมาโผล่หน้าสลอนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านเธอทุกเช้าและทุกเย็นอย่างตรงต่อเวลายิ่งกว่านาฬิกาปลุก
เช้าวันอังคาร... ลูกหว้าตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า วันนี้แหละ เธอจะแหกคอก หลุดพ้นจากวงจรการเป็นตุ๊กตาหน้ารถของหมอนั่นให้จงได้
หญิงสาวตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีห้าครึ่ง อาบน้ำแต่งตัวด้วยความเร็วแสง คว้ากระเป๋าสะพายและแฟ้มเอกสาร ก่อนจะย่องฝีเท้าเบากริบราวกับนินจาลงบันไดมายังชั้นล่าง แผนการคือแอบย่องออกไปหน้าปากซอยแล้วเรียกแท็กซี่ไปออฟฟิศให้จบๆ ไป
ทว่า... ทันทีที่ปลายเท้าแตะลงบนพื้นห้องนั่งเล่น ไฟกลางบ้านก็สว่างพรึบ!
"จะไปไหนแต่เช้ามืดฮะยัยหว้า ฟ้ายันไม่ทันสางเลยนะนั่น"
ลูกหว้าสะดุ้งเฮือก ขาที่กำลังก้าวแข็งค้างอยู่กลางอากาศ หญิงสาวหันขวับไปมองยังต้นเสียง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อเห็นแม่สมร อดีตคุณครูเจ้าระเบียบที่แม้ตอนนี้จะเกษียณอายุราชการมาอยู่บ้านเฉยๆ แล้ว แต่รังสีอำมหิตของการเป็นแม่พิมพ์ของชาติก็ยังแผ่ซ่านไม่เสื่อมคลาย แม่สมรในชุดเสื้อคอกระเช้าสวมทับด้วยเสื้อแขนยาวและผ้าถุง กำลังยืนถือทัพพีคนข้าวต้มอยู่ในครัว หรี่ตามองมาทางเธอผ่านกรอบแว่นสายตา
"เอ่อ... คือ หว้ามีนัดคุยงานกับซัพพลายเออร์แต่เช้าจ้ะแม่ เลยว่าจะรีบออกไปก่อน รถมันติดน่ะจ้ะ"
ลูกหว้าฉีกยิ้มแหย แถออกไปจนสีข้างแทบถลอก
แม่สมรขมวดคิ้ว ก่อนจะส่ายหน้าไปมา
"ไม่ต้องมารีบหนีเลย เมื่อคืนแม่เพิ่งคุยกับตาเจได น้องบอกว่าช่วงนี้น้องยังว่าง รอรับใบจบกับอ่านหนังสือสอบใบประกอบวิชาชีพอยู่ น้องเลยจะแวะมารับพี่หว้าไปส่งเหมือนเดิม แกก็ไปรอรถกับน้องสิ จะไปเสียเงินนั่งแท็กซี่ทำไมให้เปลืองฮะ"
"โธ่แม่... หว้าเกรงใจเจมัน ถึงน้องมันจะอยู่บ้านอ่านหนังสือเตรียมสอบ แต่น้องก็ต้องการสมาธินะจ๊ะ จะให้มาคอยเทียวรับเทียวส่งหว้าทุกวันได้ยังไงล่ะจ๊ะ หว้าไปเองได้"
"เกรงใจอะไรกัน คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันแท้ๆ น้าจอยก็ฝากฝังให้แม่ช่วยดูแลน้อง"
อดีตคุณครูสมรขัดขึ้นมาทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"ตาเจไดน่ะน่ารักจะตาย เป็นเด็กดี มีน้ำใจ อุตส่าห์อาสามาคอยรับส่งแกทุกวัน น้องชายที่แสนดีขนาดนี้ แกยังจะไปรังเกียจรังงอนน้องอีก ไปเลย... ไปนั่งรอที่โซฟา เดี๋ยวพอน้องมารับก็ออกไปพร้อมกันนั่นแหละ"
ลูกหว้าอ้าปากค้าง อยากจะกรีดร้องออกมาให้ลั่นบ้านแต่ก็ทำได้แค่กระทืบเท้าอยู่รอมร่อ
โอ๊ยยยยย! แม่จ๋า! แม่รู้ไหมว่าไอ้ น้องชายที่แสนดี’ ที่แม่กำลังชมหนักชมหนาเนี่ย มันเพิ่งจะปีนเตียงขึ้นมางาบลูกสาวแม่ไปเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เองนะ
หญิงสาวได้แต่กรีดร้องในใจ หน้าซีดเผือดเมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ อดีตคุณครูสมรผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมไทย เจ้าระเบียบ รักนวลสงวนตัวเป็นที่หนึ่ง... ลองแม่รู้เข้าสิว่าลูกสาววัยยี่สิบแปดปีเผลอพลาดท่าเสียที ไปแอบกินไอ้เด็กข้างบ้านเข้าให้แล้ว มีหวัง... บ้านได้แตกเป็นเสี่ยงๆ เผลอๆ เธออาจจะโดนแม่เอาไม้กวาดทางมะพร้าวฟาดก้นลายเหมือนตอนสิบขวบแน่ๆ
ไม่มีทาง! เรื่องคืนนั้นต้องเป็นความลับระดับชาติที่ตายไปพร้อมกับเธอเท่านั้น!
"แหม... แม่ก็ชมแต่มันนั่นแหละ หว้าก็แค่ไม่อยากเป็นภาระใครนี่นา"
ลูกหว้าบ่นอุบอิบ เดินกระแทกเท้าปึงปังไปนั่งแหมะลงบนโซฟาอย่างขัดใจ
รอเพียงไม่ถึงสิบห้านาที เสียงแตรรถเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีขาวทับด้วยแจ็กเก็ตยีนส์และกางเกงสแลคที่เดินผิวปากอารมณ์ดีเข้ามาถึงในรั้วบ้าน
