บทที่ 1 บทที่ 1 ความหล่อคือทรัพยากร
วันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังเต็มไปด้วยความวุ่นวายตั้งแต่ช่วงเช้า เสียงรุ่นพี่ประกาศเรียกรวมแถวดังสลับกับเสียงหัวเราะของนักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมง บางคนกำลังเดินหาตึกเรียน บางคนกำลังถ่ายรูปเช็กอินกับป้ายมหาวิทยาลัย ส่วนกลุ่มนักศึกษาหญิงจำนวนหนึ่งกลับกำลังวิ่งหน้าตั้งไปทางหอประชุมใหญ่
“เร็วเข้า พวกแก พี่เขามาแล้วววว”
“ใครมาอีกล่ะ คราวก่อนแกก็วิ่งไปดูนักร้องชมรมดนตรี สุดท้ายได้เห็นแค่ท้ายทอยเขา”
“คราวนี้ไม่เหมือนกันย่ะ นี่พี่ธีร์ เดือนมหาวิทยาลัย คนที่เขาลือกันว่าหล่อจนแมวมองจากค่ายยักษ์ใหญ่ยังเคยติดต่อไปหา แต่พี่เขารวยจนตอบปฏิเสธ”
“ห๊ะ คนที่ย้ายมาจากอังกฤษน่ะเหรอ”
“เออ คนนั้นแหละ วิ่งสิยะ ถ้าไปช้าพวกเราอาจได้เห็นแค่เงาอีก”
พะแพงซึ่งกำลังยืนถือขนมปังไส้หมูหยองอยู่ข้างโต๊ะลงทะเบียนกะพริบตาปริบๆ มองกลุ่มเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อเช้าวิ่งผ่านหน้าไปอย่างพร้อมเพรียงกัน
ก้มลงมองขนมปังในมือ ก่อนเงยหน้ามองแผ่นหลังของเพื่อนๆ ที่กำลังห่างออกไปเรื่อยๆ
“เดี๋ยวก่อนสิพวกแก แล้วฉันล่ะ ฉันยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้ากลุ่มไลน์เลยนะ”
ไม่มีใครหันกลับมาแม้แต่คนเดียว
พะแพงยืนอ้าปากค้างอยู่สองวินาที ก่อนจะยัดขนมปังเข้าปาก เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า แล้วออกวิ่งตามไปด้วยความเร็วที่ทำให้กระเป๋าสะพายเด้งขึ้นลงอยู่บนหลังพร้อมกับตัวอ้วนๆ กระเพื่อมไปตามจังหวะการวิ่ง
“รอด้วยพวกแกรรรรรรร ถ้าฉันตายอยู่กลางทาง ฝากบอกแม่ฉันด้วยว่าลูกสาวคนนี้ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยยย แต่ต้องรีบไปดูผู้ชาย”
แน่นอนว่าไม่มีใครได้ยินคำอำลาเหมือนกับกำลังจะไปออกรบของพะแพง เพราะทุกคนต่างมุ่งหน้าสู่หอประชุมด้วยสปีดสี่คูณร้อย
เมื่อไปถึงพะแพงก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเพื่อนๆ ถึงต้องวิ่งกันสุดชีวิต
กลางเวทีขนาดใหญ่มีฉากจำลองหน้าผา ฉากหลังเป็นภาพทุ่งกว้างกับท้องฟ้ายามเย็น มีแสงไฟสีทองอ่อนๆ ส่องกระทบจนดูราวกับภาพฝัน เหล่ารุ่นพี่ปีสี่จากเอกการแสดงกำลังซ้อมบทละครเวทีเรื่อง Hill Of Love ซึ่งจะนำไปแสดงในงานต้อนรับนักศึกษาใหม่อย่างเป็นทางการ
นักศึกษาหญิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าแทบทุกคนต่างยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายคลิป บางคนถึงกับเขย่าแขนเพื่อนด้วยความตื่นเต้นจนโทรศัพท์เกือบหลุดมือ
พะแพงเองก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้สนใจฉากสวยๆ ไม่ได้สนใจแสงสีอลังการ และไม่ได้สนใจแม้กระทั่งรุ่นพี่สาวสวยในชุดเดรสที่กำลังซ้อมบทอยู่บนเวที
เพราะสายตาของพะแพงหยุดอยู่ที่ผู้ชายคนหนึ่ง
ในเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกยืนอยู่บริเวณหัวเรือจำลอง เรือนผมสีดำสนิทรับกับใบหน้าคมคาย จมูกโด่งได้รูป แนวกรามชัดเจน และดวงตาที่ดูสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาความคิดผมยาวมัดรวบไว้ด้านหลังครึ่งศีรษะทำให้ดูหล่อแบบละมุน เขาสวมกางเกงขายาวสีดำเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับสะดุดตา แต่กลับโดดเด่นจนเหมือนแสงไฟทุกดวงบนเวทีตั้งใจส่องมาที่เขาเพียงคนเดียว
“อ่าาาาหล่อจังวะ”
พี่คนนั้นกำลังจับมือรุ่นพี่สาวที่รับบทเป็นร็อกซาน ก่อนจะพูดตามบทพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มและทรงเสน่ห์
“คุณเชื่อผมไหม ถ้าผมบอกว่าต่อให้โลกทั้งใบกำลังจะแตกสลาย ผมก็ยังอยากให้ช่วงเวลาสุดท้ายของผมเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคุณ”
เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วหอประชุม ไม่ต้องตะโกน ไม่ต้องแสดงท่าทางมากมาย แต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่จริงๆ บางคนถึงกับดวงตาเคลิ้มฝันล่องลอย
พะแพงที่กำลังเคี้ยวขนมปังคำสุดท้ายอยู่ถึงกับหยุดเคี้ยว
โอ้โหนี่มันอะไรกัน ผู้ชายอะไรหล่อขนาดนี้
ถ้าความหล่อเป็นทรัพย์สิน เขาคงไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต เพราะแค่ยืนเฉยๆ ก็น่าจะมีคนพร้อมโอนเงินเข้าบัญชีให้แล้ว
“เป็นไงล่ะ”
เสียงเพื่อนสาวคนหนึ่งดังขึ้นข้างหู พะแพงสะดุ้งจนเกือบสำลักขนมปัง ก่อนจะหันไปพบกับเมษา เพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่มัธยมปลายเมษายิ้มกว้างพลางชี้ไปบนเวที
“หล่อใช่ไหมล่ะ นั่นพี่ธีร์ ธีรพัทร ธนากุล รุ่นพี่ปีสี่เอกการแสดงของเราคนที่ทำให้สาวๆ หลายคนยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาเรียนที่คณะนี้”
พะแพงรีบกลืนขนมปังลงคอก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“หล่อมาก หล่อจนฉันอยากขอโทษพ่อแม่ที่เกิดมาแล้วไม่ได้หน้าตาแบบนี้”
เมษาหัวเราะ
“แกนี่นะ แต่พี่เขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตานะยะ ได้ข่าวว่าก่อนหน้านี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยด้านการแสดงชื่อดังในอังกฤษ เพิ่งย้ายกลับมาเรียนต่อที่นี่ได้ไม่นานเอง แถมพอเข้ามาก็ได้รับเลือกเป็นเดือนมหาวิทยาลัยทันที ชนิดที่ว่าคนอื่นแทบไม่มีโอกาสได้หายใจ”
“เดี๋ยวนะ” พะแพงหันขวับ
“ย้ายมาจากอังกฤษ เรียนการแสดง เก่ง หล่อ รวย แล้วตอนนี้ยังได้เป็นเดือนมหาวิทยาลัยอีกเหรอ”
“ใช่”
“ฉันสงสัยจริงๆ แล้วเขามีข้อเสียบ้างไหม”
เมษาทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“อืม...ยังไม่มีแฟนมั้ง”
พะแพงยกมือขึ้นทาบอก
“คุณพระ นี่มันข้อเสียตรงไหน นี่มันข่าวดีระดับชาติ”
“แกอย่าเพิ่งฝันไปไกลค่ะคุณเพื่อน ผู้หญิงทั้งมหาวิทยาลัยจ้องจะจับจองพี่เขากันหมดแล้ว ฉันได้ยินมาว่ามีคนสารภาพรักตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เขาย้ายมา เมื่อเช้าก็ล้อมหน้าล้อมหลัง ขอเป็นแฟนพี่เขา แต่พี่เขาก็ปฏิเสธอย่างสุภาพทุกคนเลย”
พะแพงมองธีร์บนเวทีอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจยาวเหยียด
“เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงไม่มีแฟน ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้คงไม่ใช่คนที่พระเจ้าสร้างมาเพื่อให้มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราเข้าถึงได้หรอกเว๊ย เขาคงสร้างมาเพื่อเป็นอาหารตาของประชาชนส่วนรวมแหละทำใจเถอะ”
“พูดอะไรของแกเนี่ย พะแพง ฉันเองก็แอบหวังลึกๆ ว่าพี่เขาจะเลือกฉันฮ่าาา”
“ฉันพูดความจริง ถ้าเขาเป็นอาหารตา ฉันขอสมัครเป็นคนกินจุค่ะ”
เมษาหัวเราะจนต้องยกมือปิดปาก พะแพงยังคงจ้องมองชายหนุ่มบนเวทีด้วยแววตาเลื่อมใสอย่างเปิดเผย แต่ในพริบตานั้นคนหล่อบนเวทีดันจ้องตอบพะแพงนี่สิ
แต่รุ่นพี่สาวที่รับบทร็อกซานเดินเข้ามาจับมือ ก่อนจะพูดบทต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทั้งสองสบตากันตามบทละคร แสงไฟส่องลงมาจนภาพตรงหน้าดูราวกับฉากรักจากภาพยนตร์ชื่อดัง
“ตายแล้ว...” เพื่อนนักศึกษาหญิงข้างหลังพะแพงครางเบาๆ
