บทที่ 3 การกินคือความสุขที่จับต้องได้
“พี่เขาหล่อขนาดนั้น ใครเห็นก็ต้องฝันหวานกันทั้งนั้นแหละ ถึงจะรู้ว่าคนระดับพี่เขาคงมีคนเข้าหาเยอะมากอยู่แล้วก็เถอะ”
เพื่อนผู้หญิงอีกสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พยักหน้าเห็นด้วยทันที คนหนึ่งถึงกับยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปการซ้อมบนเวที แล้วพูดว่า
“จริง พี่ธีร์นี่เหมือนพระเอกละครเลย ลลินว่าไหม ถ้าได้เล่นคู่กับพี่เขาสักครั้งคงฟินตาย เพราะอีกไม่นานระดับนี้ก็คงว่าที่ดาราดัง”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ เราเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเองนะ” ลลินหัวเราะเบาๆ แก้มกลายเป็นสีแดงจางๆ พูดโต้ตอบเพื่อนคู่หู
“อีกอย่าง คนที่จะได้เล่นเป็นนางเอกก็ต้องมีความสามารถด้วย ไม่ใช่แค่หน้าตาดีอย่างเดียว” แต่อีกคนเหมือนจะชื่นชมลลินอยู่แล้ว
“แต่ถ้าเป็นลลินก็เหมาะอยู่แล้วปะ ทั้งสวย ทั้งหุ่นดี ใส่ชุดนักศึกษายังดูเหมือนนางเอกซีรีส์เลย”
“บ้าาา พวกเธอก็พูดเกินไป”
ลลินทำท่าจะตีแขนเพื่อนเบาๆ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่จางลงแม้แต่น้อย
พะแพงยืนฟังอยู่ข้างๆ พลางก้มมองตัวเองโดยไม่รู้ตัว เสื้อเชิ้ตที่เธอเลือกมาอย่างตั้งใจไม่ได้มีอะไรผิดระเบียบ กระโปรงก็ถูกรีดมาเรียบร้อย แต่เมื่อยืนเทียบกับลลินแล้วกลับดูเหมือนคนละมัลติเวริ์ด เสื้อผ้าชุดเดียวกันพออยู่บนตัวอีกฝ่ายก็ดูดีราวกับนางแบบ ส่วนพอมาอยู่บนตัวพะแพงมันดูขัดตาและมันก็เป็นเพียงชุดนักศึกษาธรรมดาชุดหนึ่งเท่านั้น
พะแพงรีบเงยหน้าขึ้น ก่อนที่ความคิดไม่เข้าท่าจะเริ่มทำงานมากไปกว่านี้
“ก็จริงนะ ถ้าได้เล่นเป็นนางเอกคู่กับพี่ธีร์ ฉันคงไม่ต้องซื้อตั๋วดูหนังแล้ว ประหยัดเงินไปได้เยอะเลย”
เมษาหัวเราะจนตัวงอ ขณะที่ลลินหันมามองพะแพงด้วยสายตาอ่อนโยนเหมือนกำลังปลอบเด็กดื้อ
“แพงอย่าเพิ่งคิดไกลขนาดนั้นเลย ปีนี้เรายังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ โดยเฉพาะเอกการแสดงน่ะ ต้องฝึกทั้งร้องเพลง เต้น แล้วก็ต้องแสดงจริงๆ ด้วยนะ แพงชอบเล่นมุกก็จริง แต่การทำให้คนหัวเราะกับการแสดงให้คนเชื่อ มันต่างกันมากเลย”
คำพูดนั้นไม่ได้ดังนัก ทว่าเพื่อนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินกันครบทุกคน
พะแพงยิ้มค้างไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนยกนิ้วโป้งให้เพื่อนรัก
“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะลลิน ถ้าวันไหนฉันสอบตกวิชาการแสดง ฉันจะนึกถึงเธอเป็นคนแรกเลย”
“ทำไมล่ะ” ละลินกัดฟันรู้ว่าคะแนนเรียนของตัวเองสู้พะแพงไม่ได้
“ก็จะได้รู้ว่ามีคนคอยติดตามความล้มเหลวของฉันอย่างใกล้ชิดไง อย่างน้อยชีวิตฉันก็มีแฟนคลับหนึ่งคนแล้ว”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง บทสนทนาคล้ายจบลงด้วยมุกตลกตามปกติ ลลินเองก็หัวเราะตาม ทว่าแววตาที่มองพะแพงกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นรอยยิ้มหวานเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว
บนเวที รุ่นพี่ธีร์พูดคุยอะไรบางอย่างกับผู้กำกับนักศึกษา ท่าทางสบายๆ ของเขาทำให้กลุ่มสาวๆ ด้านล่างส่งเสียงกรี๊ดกันเป็นระยะ
พะแพงยังมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
หล่อจริง ยอมรับก็ได้
“แพง” ลลินเรียกขึ้นอีกครั้ง
“เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหม เรามีร้านหน้ามหาลัย เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง”
“ไม่ล่ะ วันนี้ฉันมีธุระ”
“ธุระอะไรเหรอ”
“ธุระสำคัญมาก”
“อะไรล่ะ บอกเราได้ไหม”
พะแพงยิ้มกว้าง
“ต้องกลับไปนอนพักฟื้นจากการหยิกตัวเองเมื่อกี้ ฉันกลัวพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วสมองกระทบกระเทือนจนจำหน้าเดือนมหาวิทยาลัยไม่ได้ไง”
ลลินหัวเราะรับ ก่อนพยักหน้าอย่างไม่ติดใจ
“งั้นไว้วันหลังก็ได้ ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”
พะแพงโบกมือลาแล้วเดินตามเมษาออกจากหอประชุม โดยไม่ทันสังเกตว่าลลินยังยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่สวยมองตามแผ่นหลังของเพื่อนเก่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปยังเวทีที่ธีร์กำลังเก็บบทละคร
รอยยิ้มบนใบหน้าของลลินยังคงดูดีเหมือนเดิม
หกโมงเย็น ณ ร้านอาหารหน้า มหาวิทยาลัย
เมษากำลังนั่งเท้าคางมองเพื่อนด้วยสายตาที่บอกไม่ถูกว่าควรสงสารหรือควรโทรเรียกรถพยาบาลดี เพราะตั้งแต่พะแพงนั่งลง เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก็แทบไม่มีพื้นที่เหลือให้วางแขนแล้ว
ตรงหน้าพะแพงมีทั้งข้าวกะเพราหมูกรอบไข่ดาว เฟรนช์ฟรายส์ ไก่ทอดชีส นักเก็ต ไข่มุกบราวน์ชูการ์แก้วใหญ่ และขนมปังปิ้งเนยนมที่เพิ่งยกมาเสิร์ฟอีกสองแผ่น ปิดท้ายด้วยเค้กช็อกโกแลตที่เจ้าตัวสั่งเพิ่มหลังจากบอกว่าแค่เห็นหน้าตู้ขนมก็รู้สึกเหมือนถูกโชคชะตาเรียกหา และพุดดิ้งหน้าไหม้
เมษาก้มมองอาหารทั้งหมด ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน
“แพง ฉันถามจริงๆ นะ แกสั่งมาเลี้ยงคนทั้งคณะหรือว่าวันนี้ร้านเขาจัดบุฟเฟต์ให้กินฟรี”
พะแพงกำลังเคี้ยวไก่ทอดอย่างมีความสุข เธอเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนแล้วตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“พูดจาให้เกียรติอาหารด้วย นี่ไม่ใช่แค่ของกิน แต่นี่คือความสุขที่จับต้องได้อย่างคุ้มค่า”
“แล้วความสุขที่จับต้องได้ของแกมันต้องใช้เงินกี่บาทวะเนี่ย”
“อย่าถามเรื่องเงินตอนฉันกำลังมีความสุขสิ มันเสียบรรยากาศ กินๆๆๆ กันกันเถอะ”
“เดี๋ยวอย่าเพิ่งกิน ฉันไม่ได้ถามเพื่อเสียบรรยากาศ ฉันถามเพราะเห็นแกสั่งเหมือนกลัวพรุ่งนี้โลกแตก” เมษาชี้ไปยังจานอาหารที่เรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ
“แล้วนี่แกจะกินหมดจริงๆ เหรอ”
พะแพงก้มมองอาหารตรงหน้า ก่อนจะยิ้มกว้างจนแก้มกลมๆ ยกขึ้น
“แน่นอนสิ ของที่สั่งมาแล้วต้องรับผิดชอบให้หมดสิ อาหารไม่ผิดอะไร ทำไมต้องปล่อยให้เหลือด้วย”
“ฟังดูดีมาก ถ้าไม่นับว่าคนพูดเพิ่งสั่งขนมปังเพิ่มหลังจากกินข้าวหมดไปสองจานเนี๊ยะนะ”
“จานแรกเป็นอาหารหลัก จานที่สองเป็นอาหารรอง ส่วนขนมเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต”
