บทที่ 4 ใครๆก็มา
เมษาถึงกับยกมือกุมขมับ เธอรู้จักพะแพงมาตั้งแต่มัธยม และรู้ดีว่าหากเป็นเรื่องกิน ไม่มีใครสามารถเอาชนะเหตุผลประหลาดๆ ของเพื่อนคนนี้ได้ ต่อให้พะแพงบอกว่ากินเพราะต้องการสนับสนุนเศรษฐกิจร้านอาหาร เมษาก็ไม่เชื่อแม้ว่าพะแพงจะพูดด้วยสีหน้าจริงจังได้โดยไม่กะพริบตาสักครั้ง
ที่สำคัญคือพะแพงกินจริง ไม่ได้แค่สั่งมาอวด
ข้าวกะเพราหมูกรอบหมดไปอย่างรวดเร็ว ตามด้วยไก่ทอดและเฟรนช์ฟรายส์ ส่วนชาไข่มุกในแก้วก็ถูกดูดจนเหลือแต่น้ำแข็ง ก่อนเจ้าตัวจะหยิบขนมปังปิ้งขึ้นมากัดอย่างเอร็ดอร่อย เมษานั่งมองจนเริ่มสงสัยว่าท้องของเพื่อนมีพื้นห้องลับซ่อนอยู่ตรงไหนหรือเปล่า
“แกมีงานเสริมเป็นลงแข่งกินจุแล้วไม่บอกฉันใช่ไหม” เมษาถาม
“ถ้าฉันลงแข่งจริง ป่านนี้ฉันคงมีรายได้เลี้ยงตัวเองแล้ว”
“นั่นสินะ อย่างน้อยก็น่าจะมีสปอนเซอร์เป็นร้านบุฟเฟต์”
พะแพงหัวเราะ ก่อนจะใช้ส้อมตักเค้กช็อกโกแลตเข้าปากอีกคำ ท่าทางมีความสุขจนเมษาอดยิ้มตามไม่ได้ แต่พอเหลือบไปเห็นใบเสร็จที่พนักงานวางไว้ข้างแก้วน้ำ รอยยิ้มของเมษาก็หายไปทันที
“เดี๋ยวนะ ทั้งหมดนี่เกือบห้าร้อยเลยเหรอ”
“เบาๆ สิ คนอื่นได้ยินหมดแล้ว”
“แกยังจะให้ฉันเบาอีกเหรอ นี่มันเงินที่ฉันใช้กินได้ตั้งหลายวันเลยนะ พะแพง แกเอาเงินไปหมดกับการกินแล้วหรือไง”
พะแพงยกนิ้วชี้ขึ้นมา
“ยินดีด้วยเมษา เธอค้นพบสัจธรรมของชีวิตฉันแล้ว”
“แล้วแกไม่คิดจะเปลี่ยนบ้างเหรอ”
คำถามนั้นทำให้พะแพงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วตอบตามปกติ
“เปลี่ยนสิ พรุ่งนี้ฉันจะลองกินเมนูใหม่ เมษา ฉันถามจริงๆ นะ ถ้าคนเรากินของหวานทุกวัน ไขมันมันจะจำหน้าเราได้ไหม”
ตอนนั้นเอง ประตูร้านก็เปิดออก ตัวสูงๆ ของธีร์ในชุดนักศึกษาก้าวเข้ามาพร้อมเพื่อนอีกสองคน เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรง ใบหน้าหล่อสะดุดตาจนพนักงานสาวที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
เมษาเป็นคนแรกที่เห็นเขา ดวงตาเบิกกว้างหน้าแดงเขินอาย เหมือนว่าธรี์กำลังจะเดินมาหา ก่อนจะรีบใช้เท้าเขี่ยขาเพื่อนใต้โต๊ะอย่างแรง
“แพง...แพง”
“อะไรของแก ฉันกำลังคุยกับพุดดิ้งอยู่ อย่ามาขัดจังหวะสิ”
“แกหันไปดูข้างหลังเดี๋ยวนี้ที่12นาฬิกา”
“ทำไมเกิดอะไรขึ้น เมษาพูดมาสิ ไม่ๆๆๆ ถ้าเป็นเจ้าหนี้บอกไปว่าฉันไม่อยู่ ถ้าเป็นพนักงานเก็บเงินบอกไปว่าฉันกำลังรวบรวมทรัพย์สิน ถ้าเป็นผู้ชายหล่อๆ ...”
พะแพงหยุดคิดแล้วค่อยๆ หันไปมอง
“อันนี้ค่อยเจรจากันได้”
คำพูดนั้นทำให้เมษาแทบอยากเอาช้อนยัดปากเพื่อนเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพราะผู้ชายที่เดินเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นธีร์ ธีรพัทธ ธนากุล เดือนมหาวิทยาลัยที่เพิ่งทำเอานักศึกษาหญิงครึ่งคณะใจเต้นแรงตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏตัวบนเวที
ธีร์กวาดตามองภายในร้าน ก่อนจะเดินผ่านโต๊ะที่ยังมีที่ว่างหลายโต๊ะไปนั่งตรงโต๊ะตัวในสุด เขาวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วเท้าคางมองมายังพะแพงอย่างไม่คิดปิดบัง
พะแพงสบตากับเขาเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันกลับมาหาเมษา
“เมษาซวยแล้ว ฉันว่าร้านนี้เริ่มมีปัญหาแล้ว”
“ปัญหาอะไรอีก”
“มีคนหล่อมานั่งกินข้าวด้วย ฉันกินไม่ลงแล้ว อายวะกินเยอะไมไ่ด้แน่อายพี่เขา”
เมษาหันขวับไปมองเพื่อน
“เมื่อกี้แกยังบอกว่าถ้ามีผู้ชายหล่อๆ จะเจรจากันได้อยู่เลย”
“ก็ใช่ แต่ฉันไม่ได้เตรียมใจมาเจรจากับระดับประเทศแบบนี้นี่ พี่เขาหล่อจังฮืออออ หล่อจนฉันกินอะไรไม่ลง”
เมษารีบก้มหน้าหัวเราะ ขณะที่พะแพงยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน ทว่าไม่ว่าจะพยายามทำตัวตามปกติแค่ไหน เจ้าตัวก็ยังรู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองมาเป็นระยะ พอหันไปอีกครั้ง ธีร์ก็ยังคงเท้าคางอยู่ท่าเดิม ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆ ราวกับกำลังดูอะไรเพลินๆ
นี่ฉันเผลอทำเรื่องน่าอายจนพี่เขาขำฉันสินะ
ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้ไม่มีงานอดิเรกอื่นหรือไง ทำไมต้องมานั่งมองคนกินด้วย
พะแพงกำลังจะหันไปถามเมษาว่าควรทำอย่างไรดี เสียงหวานคุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อน
“อ้าว พะแพง”
ลลินเดินเข้ามาพร้อมเพื่อนผู้หญิงอีกสองคน ใบหน้าสวยหวานยังคงมีรอยยิ้ม แต่ทันทีที่เห็นพะแพงนั่งอยู่กับเมษาและมีอาหารวางเต็มโต๊ะ รอยยิ้มนั้นก็เปลี่ยนเป็นความแปลกใจเล็กน้อยแต่สายตากลับเลื่อนเลยผ่านไปหาพี่ธีร์ข้างในสุด
“ไหนบอกว่าจะรีบกลับบ้านไง ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” ลลินถามเสียงนุ่ม
“ตอนแรกเราชวนมากินข้าวด้วยกัน แพงก็บอกไม่ว่าง เรานึกว่ามีธุระจริงๆ เสียอีก”
พะแพงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เพื่อนเก่าอย่างไม่มีพิษมีภัย
“ก็มีธุระจริงๆ นี่นา”
“ธุระอะไรเหรอ”
“ธุระกินข้าวไง ฉันกินจุนะเลยไม่อยากให้ใครมาเลี้ยงเดี๋ยวจะจ่ายไม่ไหว”
เมษาที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มถึงกับไอออกมา ลลินเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ราวกับได้ยินมุกตลกจากเด็กเล็ก
“แพงนี่ตลกจริงๆ เลยนะ” ลลินพูดพลางเลื่อนสายตาไปยังอาหารบนโต๊ะ
“แต่เราก็แปลกใจนะ ชวนไปกินข้าวด้วยกันไม่มา พอเห็นคนอื่นมากันเยอะๆ กลับแอบมาเองเสียอย่างนั้น”
คำว่า คนอื่นมากันเยอะๆ ถูกเน้นเสียงเพียงนิดเดียว ขณะเดียวกันสายตาของลลินก็เหลือบไปทางโต๊ะด้านในสุดอย่างพอดิบพอดี
ธีร์ยังนั่งอยู่ที่เดิม
