บทที่ 5 พี่ขอนะ
เพื่อนสองคนที่มากับลลินมองหน้ากัน ก่อนจะเริ่มเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น คนหนึ่งยกมือป้องปากกระซิบกับอีกคนเบาๆ แต่ก็ยังดังพอให้คนใกล้ๆ ได้ยิน พะแพงเองก็ได้ยินเหอะ
“หรือว่าพะแพงรู้ว่าพี่ธีร์อยู่ที่นี่ เลยตั้งใจมา ร้ายจริงๆ ยัยนี่”
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ ดูไม่ออกจริงๆ”
ลลินไม่ได้ห้ามเพื่อน กลับเพียงยิ้มบางๆ แล้วหันมาหาพะแพง
“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ถ้าแพงอยากเจอพี่เขา เราก็เข้าใจ ผู้หญิงคนไหนก็อยากอยู่ใกล้คนหล่อๆ ทั้งนั้นแหละ แค่บางทีเราก็ควรรู้จักดูความเหมาะสมของตัวเองด้วยเนอะ”
ประโยคสุดท้ายฟังดูอ่อนโยนเสียจนคนไม่รู้จักลลินอาจคิดว่าเจ้าตัวกำลังให้คำแนะนำด้วยความหวังดี แต่พะแพงกลับเอียงคอมองเพื่อนอย่างสงสัย ก่อนจะก้มลงมองเสื้อของตัวเองแล้วหันกลับไปยิ้มกว้าง
“จริงด้วย! ฉันนี่แย่มากเลย ลืมดูความเหมาะสมไปสนิทเลย”
ลลินชะงักเล็กน้อย ราวกับไม่คิดว่าพะแพงจะยอมรับง่ายๆ
“แพงเข้าใจที่เราพูดก็ดีแล้วจ้ะต่อไปจะได้ไม่ต้องทำอะไรแบบนี้อีกเราก็อายนะหากมีใครว่าแพงว่ามาจากร.รเดียวกันกับเรา”
“เข้าใจสิ ฉันควรใส่ชุดราตรีมาด้วยใช่ไหม จะได้เหมาะกับการนั่งกินข้าวเย็น หรือไม่ก็ต้องปูพรมแดงตั้งแต่หน้าร้าน แล้วจ้างวงออร์เคสตรามาบรรเลงเพลงตอนฉันตักข้าวเข้าปาก”
เมษาก้มหน้าลงทันที กลั้นหัวเราะจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่
พะแพงยังพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่ถ้าทำขนาดนั้น ฉันคงไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารแล้วล่ะ เงินหมดไปกับค่าพรมแดงหมดพอดี น่าเสียดายจัง ฉันอุตส่าห์เก็บเงินมาซื้อพุดดิ้งตั้งหลายวัน”
ลูกค้าสองโต๊ะที่นั่งใกล้ๆ หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้แต่พนักงานที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ยังต้องหันหน้าไปอีกทาง ลลินยิ้มค้าง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาดูเป็นปกติ
“แพงก็ชอบพูดเล่นแบบนี้ตลอดเลยนะ เราแค่เป็นห่วง ไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิด”
“ไม่ต้องห่วงจ้ะ ฉันไม่เข้าใจผิดหรอก ฉันเข้าใจถูกมาตลอดว่าตัวเองกำลังกินข้าวอยู่”
คราวนี้เมษาหัวเราะจนต้องจับขอบโต๊ะ พะแพงหันไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ พลางกระซิบว่าอย่าหัวเราะมาก เดี๋ยวอาหารติดคอ ส่วนลลินยืนอยู่ข้างโต๊ะด้วยรอยยิ้มที่เริ่มฝืนขึ้นทุกที
เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพะแพงถึงไม่เคยรู้จักอับอายบ้าง ไม่ว่าจะถูกพูดกระทบกระเทียบแค่ไหน อีกฝ่ายก็สามารถเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นเรื่องตลกได้เสมอ ราวกับคำพูดของคนอื่นไม่มีทางทำร้ายเจ้าตัวได้เลย
ทั้งที่ความจริงแล้ว ลลินรู้จักพะแพงมานานพอจะรู้ว่าเพื่อนคนนี้ไม่ได้ใจแข็งขนาดนั้น เมื่อก่อนก็เห้นเวลาถูกว่าทำตาแดงๆ มาพักหลังคงเริ่มชิน ต้องใช้ยาแรงกว่านี่สินะ
แต่ก่อนที่ลลินจะคิดหาคำพูดใหม่ เสียงเก้าอี้เลื่อนก็ดังมาจากด้านในสุดของร้าน
ธีร์ลุกขึ้นแล้ว
การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยกลับทำให้คนในร้านหลายคนหันไปมองโดยอัตโนมัติ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะเดินตรงมายังโต๊ะของพะแพงอย่างไม่รีบร้อน
ลลินที่เมื่อครู่ยังยืนยิ้มอยู่ถึงกับชะงัก เธอรีบก้มหน้าจัดผมข้างแก้ม พลางขยับตัวให้ดูเรียบร้อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพื่อนอีกสองคนของลลินเบิกตากว้าง คนหนึ่งถึงกับใช้มือสะกิดแขนอีกคนรัวๆ ส่วนเมษาก็หยุดหัวเราะกลางคันแล้วนั่งตัวตรงราวกับกำลังจะเข้าพิธีมอบรางวัล
มีเพียงพะแพงที่ยังคงสนใจสิ่งตรงหน้ามากที่สุด จ้องพุดดิ้งตาเป็นมัน
เพราะพุดดิ้งถ้วยสุดท้ายที่เธอเหลือไว้กำลังจะหมดอายุในอีกไม่กี่นาที...อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของเจ้าตัว
ธีร์เดินมาหยุดข้างเก้าอี้ของพะแพง สายตาก้มมองโต๊ะที่เต็มไปด้วยจานเปล่า ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ถ้วยพุดดิ้งตรงหน้า เขายกมือขึ้นหยิบถ้วยนั้นไปถือไว้หน้าตาเฉย
พะแพงเงยหน้าขึ้นทันที
“อ๊ะ”
ธีร์ก้มลงมองเจ้าของพุดดิ้ง ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า
“ถ้วยนี้ พี่ขอนะ”
พูดจบ ธีร์ก็ถือพุดดิ้งเดินกลับไปทางโต๊ะของตัวเองทันที
ทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
เมษาอ้าปากค้าง ลลินเบิกตากว้างจนแทบลืมกะพริบตา เพื่อนทั้งสองคนที่ยืนอยู่ข้างเธอหันมองหน้ากันเหมือนเพิ่งเห็นฉากสำคัญของซีรีส์ตอนจบ ส่วนลูกค้าหลายโต๊ะก็พากันมองตามแผ่นหลังของธีร์ด้วยความสงสัย
ผู้ชายที่สาวๆ ทั้งมหาวิทยาลัยอยากเข้าใกล้ เดินมาหาพะแพงถึงโต๊ะ แล้วหยิบของกินของอีกฝ่ายไปหน้าตาเฉยเนี่ยนะ
พะแพงยังนั่งนิ่งอยู่สองวินาที ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองโต๊ะด้านในสุดด้วยสีหน้าเหมือนคนเพิ่งสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิต
“เมษา...”
“อะ...อะไร”
“ฉันคิดว่าเมื่อกี้ฉันโดนปล้น”
เมษากะพริบตาปริบๆ
“แกพูดบ้าอะไรเนี่ย เขาแค่ขอพุดดิ้งแกไปกินเอง”
“นั่นแหละ โจรสมัยนี้น่ากลัวมาก ไม่ต้องใส่หมวก ไม่ต้องถือมีด แค่หล่อแล้วพูดว่าพี่ขอนะ ก็สามารถปล้นหัวใจ...ฉันนะเผลอคิดว่าเขาแอบมองฉันที่ไหนได้แอบมองขนมหวานนี่เอง แย่แล้วนั่นมันถ้วยล่ะตั้ง45บาทเลยนะ”
พะแพงหยุดพูดแล้วมองถ้วยพุดดิ้งที่หายไป ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าทันที
“ปล้นพุดดิ้งฉันได้หน้าตาเฉยเลย”
เมษาหลุดหัวเราะเสียงดังจนโต๊ะข้างๆ หันมามอง ส่วนพะแพงยังคงจ้องไปทางธีร์อย่างอาลัยอาวรณ์
ธีร์เมื่อกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเองแล้ว เขาวางโทรศัพท์ลง หยิบช้อนขึ้นมาตักพุดดิ้งคำแรกเข้าปาก ก่อนจะเหลือบสายตามองกลับมา
พะแพงยังมองเขาอยู่พอดี
ธีร์ยกช้อนขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับจะบอกว่าขอบคุณสำหรับของหวาน ก่อนจะยิ้มให้พะแพงอย่างอารมณ์ดี
พะแพงรีบหันกลับมาหาเมษาทันที
“เมษา ฉันตัดสินใจแล้ว”
“อะไรอีก”
“พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มออกกำลังกาย”
