บทที่ 6 ความฝัน
เมษานิ่งไป ก่อนจะค่อยๆ หันมามองเพื่อนอย่างไม่แน่ใจ
“หา ทำไมจู่ๆ ถึงคิดได้ อย่าบอกนะว่าแกอยากจะผอมเพื่อพี่เขา”
พะแพงยกมือขึ้นกำหมัดแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังถ้วยพุดดิ้งที่กำลังถูกพี่ธีร์กินไปทีละคำ
“ฉันต้องแข็งแรงให้มากกว่านี้ จะได้ปกป้องอาหารของตัวเองจากผู้ชายหน้าตาดีที่ชอบเดินมาปล้นของกินคนอื่น”
เมษาฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกรอบ ขณะที่ลลินยังคงยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก
ส่วนทางด้านพะแพง หลังจากไว้อาลัยให้พุดดิ้งถ้วยสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวก็กำลังนั่งบ่นกับเมษาว่า
“ฉันว่านะร้านนี้ควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับขนมหวาน โดยเสนอให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเฉพาะตู้พุดดิ้ง พร้อมจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมายืนเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
ลลินกลับคิดกว่าพะแพงพูดไปงั้นพะแพงชอบปล่อยมุกตลก
“แกนี่ก็เว่อร์เกินไปแล้ว” เมษาหัวเราะจนต้องยกมือเช็ดน้ำตา
“ฉันพูดจริงนะเมษา วันนี้เป็นพุดดิ้ง พรุ่งนี้อาจเป็นเค้กช็อกโกแลต วันมะรืนอาจเป็นบิงซู ถ้าปล่อยไว้แบบนี้มนุษย์ชาติต้องแย่แน่ๆ จะอยู่กันยังไง”
“มนุษยชาติที่แกพูดถึงนี่หมายถึงแกคนเดียวหรือเปล่า”
“อย่ามาดูถูกสิ่งจรรโลงใจระดับโลกสิ”
พะแพงยกมือกอดอก ทำหน้าบึ้งใส่เพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้ากระเป๋าขึ้นสะพายแล้วลุกจากเก้าอี้ เมษารีบตามไปโดยยังหัวเราะไม่หยุด ทั้งคู่เดิน ออกจากร้านไป ท่ามกลางสายตาของลูกค้าคนอื่นที่ยังคงมองตามพะแพงด้วยความขบขัน
“ยัยหมูอ้วน จะรู้สึกอย่างไร คงดีใจที่พี่ธีร์มาพูดด้วย” เพื่อนของลลินพูดขึ้นหลังจากที่พะแพงไปพ้นรัศมีการได้ยินแล้ว
แต่สำหรับธีร์ เรื่องราวในร้านอาหารจบลงพร้อมกับพุดดิ้งถ้วยนั้น เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ลุกขึ้นตามเพื่อนออกจากร้าน และปล่อยให้เสียงหัวเราะเกี่ยวกับสาวปีหนึ่งตัวอ้วนคนนั้น กลายเป็นเพียงเรื่องขำขันที่ผ่านไปแล้ว
เช้าสดใส
ลานกิจกรรมกลางมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของนักศึกษาปีหนึ่งที่นั่งแถวตอนเรียงหนึ่งหลายแถวอยู่ใต้ร่มไม้ รุ่นพี่จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ยืนกระจายกันอยู่ด้านหน้า บางคนถือไมโครโฟน บางคนคอยแจกกระดาษแผ่นเล็กให้กับน้องใหม่ ส่วนตรงกลางลานมีโหลแก้วใบใหญ่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ภายในยังว่างเปล่า รอให้ใครสักคนเติมความฝันลงไป
“เอาล่ะน้องๆ กิจกรรมวันนี้ไม่มีการลงโทษ ไม่มีการว้ากๆๆๆๆๆ ไม่มีการบังคับให้เต้นท่าแปลกๆ ใครอยากเต้นก็เก็บไว้เต้นตอนมีคนมาจีบแล้วกันนะครับ แล้วหากใครอยากจะกรี๊ดไว้ตอนที่พี่ธีร์เขามายืนตรงหน้าเหอะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลานเมื่อรุ่นพี่ผู้รับหน้าที่ดำเนินกิจกรรมพูดจบ เขาชื่อพี่นนท์ นักศึกษาปีสามที่มีชื่อเสียงเรื่องความกวนประจำคณะ แม้จะยืนถือไมโครโฟนอยู่ แต่ท่าทางกลับเหมือนพิธีกรรายการตลกมากกว่ารุ่นพี่ที่กำลังจัดกิจกรรมรับน้อง
“พี่มีภารกิจให้น้องๆ ทุกคนครับ แท๊นๆๆ แท๊นนนนนน เขียนความฝันของตัวเองลงในกระดาษแผ่นนี้ จะเป็นความฝันเล็กๆ ใหญ่ๆ เพ้อฝันแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเขียนชื่อ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะหัวเราะ เพราะความฝันเป็นของเรา ไม่ใช่ของคนที่ยืนอ่านมัน และไม่ต้องว่าใครจะไม่รู้ว่าคือความฝันของเราทุกคนมีสิทธิ์ได้รับเแจคพ๊อต สามคนเท่านั้นขอย่ำ งานนี้จะต้องมีคนที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น พอพี่หยิบของใครขึ้นมาอ่าน คนนั้นจะต้องยกมือแล้วออกมาเล่าความฝันแรงบันดาลใจและพี่รับประกันหากมีใครหัวเราะกูนี่แหละจะตบปากพวกมันเรียงตัว คิดว่าความฝันตัวเองเลิศก็อย่าดูถูกความฝันคนอื่น” พี่นนท์ยังพูดไปเรื่อยๆ
พะแพงที่นั่งอยู่แถวกลางรับกระดาษมาจากเมษา ก่อนจะพลิกไปพลิกมาอยู่สองรอบ เธอไม่ได้รีบเขียนเหมือนเพื่อนหลายคน บางคนก้มหน้าก้มตาเขียนทันที บางคนหันไปกระซิบถามเพื่อนว่าควรเขียนอะไรดี ขณะที่ลลินซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าเอนตัวไปคุยกับเพื่อนข้างๆ อย่างออกรสออกชาติ ก่อนจะยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก
“แกจะเขียนอะไรเหรอแพง” เมษาถามพลางใช้แขนสะกิด
“กำลังคิดอยู่”
“ความฝันแกมีตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ ทั้งอยากมีเงิน อยากกินบุฟเฟต์ฟรี อยากนอนตื่นสาย…”
“นั่นมันความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ใช่ความฝันยิ่งใหญ่”
เมษาหลุดหัวเราะ
“ฉันเขียนว่าอยากจะเป็นดาราแหละ ตัวประกอบหรืออะไรก็ได้ขอให้มีอาชีพเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงแม่ฉันด้วย แล้วสรุปแพงจะเขียนอะไร”
พะแพงก้มมองกระดาษในมือ ขณะที่สายตาเหลือบไปทางเวทีกิจกรรมซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ภาพของชายหนุ่มในชุดนักศึกษาที่กำลังซ้อมบทละครบนเวทีหอประชุมเมื่อวันก่อนแวบเข้ามาในหัว ตามมาด้วยเสียงปรบมือของผู้ชมในจินตนาการ แสงไฟที่ส่องลงมา และช่วงเวลาที่นักแสดงคนหนึ่งได้ยืนอยู่ตรงนั้นในฐานะตัวละครสำคัญของเรื่อง
เธออยากลองสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นสักครั้งจัง
ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครชมว่าสวย ไม่ใช่เพราะอยากเอาชนะใคร แต่เพราะตั้งแต่เด็กมา เวลาที่ได้ดูละครเวที เธอมักจินตนาการว่าตัวเองเป็นคนที่ยืนอยู่กลางแสงไฟ ได้พูดบทที่ทำให้ผู้ชมร้องไห้หรือหัวเราะ ร้องเพลงให้คนที่มาชมเคลิ้มไปกับเสียงร้อง และได้รับเสียงปรบมือเมื่อม่านปิดลง
ถึงจะรู้ดีว่าความฝันนี้ไม่ได้ง่ายเลยก็ตาม
พะแพงหยิบปากกาขึ้นมา เขียนข้อความลงบนกระดาษด้วยลายมือที่อ่านง่าย ก่อนจะพับมันอย่างเรียบร้อยแล้วหย่อนลงในโหลแก้วพร้อมกับนักศึกษาคนอื่นๆ
เมษาชะโงกหน้ามอง
“แพงเขียนอะไรน่ะ”
“ความลับทางราชการถ้าพี่นนท์เขาจับขึันมาเมษาก็รู้เองแหละน่าถ้าพี่เขาไม่จับขึ้นมาก็ถือว่าคือความลับ”
“แกนี่นะ”
“ถ้าบอกก่อนก็ไม่เรียกความลับสิฮ่าาาา”
