บทที่ 7 เขาว่าฉันมั่นหน้า
พะแพงยิ้มให้เพื่อน ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหน้าโดยไม่ได้สังเกตว่า ลลินซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลกำลังเหลือบมองมายังโหลแก้วใบนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ
เมื่อทุกคนเขียนความฝันเสร็จ รุ่นพี่หลายคนก็ช่วยกันเก็บกระดาษที่เหลือมาตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครลืมหย่อนลงโหล จากนั้นพี่นนท์จึงยกโหลแก้วขึ้นเขย่าเบาๆ ให้กระดาษด้านในคลุกเคล้ากัน ก่อนจะวางลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม
“ต่อไปเป็นช่วงที่ทุกคนรอคอยครับ เราจะจับฉลากความฝันทั้งหมดสามคน ใครถูกจับได้ต้องออกมาเล่าความฝัน และแรงบันดาลของตัวเองให้เพื่อนๆ และรุ่นพี่ฟัง ห้ามหนี ห้ามแกล้งเป็นลม และห้ามอ้างว่าลืมความฝันไว้ที่บ้านนะครับ”
“ถ้าความฝันเป็นความลับล่ะคะพี่” นักศึกษาคนหนึ่งตะโกนถาม
“ก็เล่าความลับที่เล่าได้ครับ ส่วนเรื่องที่เล่าไม่ได้จริงๆ พี่ไม่บังคับ แต่ต้องบอกเหตุผลด้วย กิจกรรมนี้ไม่ใช่การประจานใคร เราอยากรู้จักกันมากขึ้นต่างหาก อย่าบอกนะว่าน้องเขียนมาว่ามันคือความลับฮ่าาาา”
คำอธิบายนั้นทำให้หลายคนผ่อนคลายลง บางคนเริ่มยิ้มอย่างตื่นเต้น บางคนกลับก้มมองกระดาษในมือราวกับเสียดายที่ตัวเองเขียนอะไรลงไปแล้ว
พี่นนท์ล้วงมือลงไปในโหลแก้ว คลุกกระดาษอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบใบแรกออกมา เขาค่อยๆ คลี่กระดาษแล้วอ่านเสียงดัง
“ความฝันของคนแรกครับ…อยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีแมวสิบตัว แล้วใช้ชีวิตโดยไม่ต้องตื่นก่อนเก้าโมงเช้า”
เสียงหัวเราะดังสนั่นลานกิจกรรม เจ้าของกระดาษเป็นนักศึกษาชายรูปร่างสูงที่นั่งอยู่ท้ายแถว เขายกมือปิดหน้าตัวเองทันทีเมื่อเพื่อนๆ หันไปมอง
“ออกมาเลยครับน้อง พี่สนับสนุนความฝันนี้มาก โดยเฉพาะเรื่องไม่ต้องตื่นเช้าและการเป็นทาสแมว”
ชายหนุ่มเดินออกมาพร้อมเสียงแซวจากเพื่อนๆ ก่อนจะเล่าอย่างจริงจังว่าตัวเองรักแมวและอยากมีร้านกาแฟที่ผู้คนมาพักผ่อนได้ รุ่นพี่หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อเขาเล่าจบก็ได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราว
ใบที่สองถูกหยิบขึ้นมาในเวลาไม่นาน คราวนี้เป็นนักศึกษาหญิงจากแถวริมสุดที่อยากเป็นนักพากย์เสียงการ์ตูน เธอเล่าด้วยแววตาเป็นประกายถึงตัวละครที่ชอบและความฝันที่จะได้ใช้เสียงของตัวเองสร้างโลกให้คนอื่นมีความสุข แม้ตอนเริ่มต้นจะประหม่า แต่เมื่อพูดถึงสิ่งที่รัก เธอกลับเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ น้ำเสียงชวนติดตามมีเสน่ห์เหมือนนักภากษ์เสียง จนเพื่อนๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนต่างตั้งใจฟัง
“ปรบมือให้น้องด้วยครับเป็นความฝันที่ดีเลย” พี่นนท์ประกาศ ก่อนจะหันกลับไปหาโหลแก้วที่เหลือกระดาษอีกหลายสิบใบ
“เอาล่ะครับ คนสุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นผู้โชคดีคนที่สามของเรา”
พะแพงนั่งประสานมือไว้บนตัก ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะถูกจับได้ง่ายๆ กระดาษในโหลมีตั้งมากมาย อย่างน้อยโอกาสที่กระดาษของเธอจะถูกหยิบขึ้นมาก็คงไม่สูงนัก
พี่นนท์ล้วงมือลงไปอีกครั้ง คราวนี้เขาคลุกกระดาษอยู่นานกว่าสองครั้งแรก ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วคลี่ออกช้าๆ
“คนสุดท้ายครับ…” เขากวาดสายตามองข้อความบนกระดาษ แล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย
“อืม ความฝันนี้ต้องใช้ความกล้ามากเลยนะครับ”
นักศึกษาทั้งลานเริ่มส่งเสียงฮือฮา พะแพงเองก็เงยหน้าขึ้นมองเวทีโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าของกระดาษเขียนว่า…”
พี่นนท์อ่านออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“อยากเป็นนางเอกละครเวทีสักเรื่องก่อนจบให้ได้”
รอยยิ้มบนใบหน้าพะแพงค่อยๆ หายไปเธอจำลายมือและทุกประโยคที่เขียนด้วยตัวเองได้
“ใครเป็นเจ้าของความฝันนี้ครับ” พี่นนท์ถามพลางกวาดตามองนักศึกษาปีหนึ่งที่นั่งอยู่
“ออกมาเล่าให้พวกเราฟังหน่อยเร็ว”
พะแพงยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มือที่วางบนตักค่อยๆ กำเข้าหากัน เธอไม่เคยคิดว่าความฝันที่เก็บไว้ในใจจะถูกอ่านออกเสียงต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ยิ่งไม่คิดว่าตัวเองจะต้องลุกขึ้นไปพูดถึงมันในวันที่ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะทำสำเร็จได้จริงหรือเปล่า
เมษาหันมามอง
“แพง…ของแกใช่ไหม” พะแพงถอนหายใจเบาๆ แล้วพยักหน้า
“ไปสิ” เมษาบีบมือเพื่อน
“แกเป็นคนเขียนเองนี่จะกลัวอะไร”“รู้แล้วน่าไม่กลัวหรอกแต่กำลังคิดมุกตลก”
พะแพงลุกขึ้นยืน ท่ามกลางสายตาของคนรอบข้าง เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นทันทีที่ทุกคนเห็นว่าใครเป็นเจ้าของความฝันนั้น บางคนมองเธอด้วยความแปลกใจ บางคนหันไปสบตาเพื่อนราวกับพบเรื่องที่สามารถนำไปพูดต่ออย่างสนุกปากได้อีกหลายวัน
โดยเฉพาะลลิน
หญิงสาวยกมือแตะริมฝีปากอย่างประหลาดใจ ก่อนจะหันไปกระซิบกับเพื่อนข้างตัวด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนใกล้ๆ ได้ยิน
“พะแพงอยากเป็นนางเอกละครเวทีเหรอ นึกไม่ถึงเลยนะ”
เพื่อนของลลินหัวเราะเบาๆ
“แต่ละครเวทีมันไม่ใช่แค่แสดงอย่างเดียวนะต้องร้องเพลง หรือเต้น ด้วยนะ"
“ใช่จ้ะ แต่พะแพงนะมั่นใจสุดๆ ไปเลยเนอะ” ลลินตอบพลางยิ้มอ่อนแล้วพูดต่อ
