บทที่ 8 อย่ามายุ่งกับความฝันของคนอื่นสิ

“แต่ความฝันก็เป็นสิ่งที่ดีนะ เราไม่ควรไปตัดสินใครหรอก แพงอาจจะมีความสามารถบางอย่างที่พวกเรายังไม่เคยเห็นก็ได้”

“เราว่าถ้าความฝันนี้เป้นของลลินน่ะนะคงทำได้ตั้งแต่วันแรก” เพื่อนพูดเชียร์ลลินหัวเราะเบาๆ

“จริงเหรอฉันเขินนะ แต่พะแพงดูสิไม่เขินเลยเดินมั่นขึ้นไปเลยนั่น แสดงว่าจะต้องมุ่งมั่นกับความฝันมากเลยสินะ”

คำพูดฟังดูเหมือนให้กำลังใจ ทว่าคนที่ได้ยินกลับอดมองพะแพงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าไม่ได้

พะแพงได้ยินทุกคำ แต่ไม่ได้หันกลับไปตอบโต้ เดินออกไปหน้าแถว รับกระดาษความฝันจากพี่นนท์ แล้วหยุดยืนตรงหน้าเพื่อนร่วมคณะนับร้อยคน

“น้องพะแพงใช่ไหมครับ อ่าาาเจอตัวเป็นๆ สักทีว่าที่นางเอกละครเวทีเลี้ยงอำลาพี่ปีสี่ฮ่าาาา” พี่นนท์ถามอย่างเป็นกันเองและยังยิงมุก

“ขอถามก่อนเลยว่าทำไมถึงอยากเป็นนางเอกละครเวทีครับ”

พะแพงจับไมโครโฟนไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง เธอเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อเรียบเรียงความคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้คนตรงหน้า

“เพราะหนูอยากลองยืนอยู่บนเวทีในฐานะคนที่เล่าเรื่องราวของคนอื่น ที่เป็นเรื่องราวที่สวยงามจนคนนำมาทำละครเวทีค่ะ”

เสียงพูดคุยเบาบางลงเล็กน้อย

“ตั้งแต่เด็ก หนูชอบดูละครเวทีมากค่ะ หนูชอบเวลาที่นักแสดงทำให้คนดูหัวเราะได้ ร้องไห้ได้ หรือทำให้คนดูจดจำตัวละครตัวหนึ่งไปอีกนาน หนูเลยอยากลองทำแบบนั้นบ้างสักครั้ง”

พะแพงเว้นช่วงสั้นๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“หนูรู้ว่าการเป็นนางเอกไม่ได้ง่าย และหนูก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องฝึก แต่ถ้าไม่ลอง หนูก็คงไม่มีวันรู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหนค่ะ แต่เพราะตั้งใจจะทำเลยเลือกเรียนสาขานี้ค่ะ”

คราวนี้เสียงปรบมือดังขึ้นจากนักศึกษาหลายคน พี่นนท์ยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าอย่างชื่นชม

“ดีมากครับ ความฝันที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นความฝันที่ทำสำเร็จได้ง่ายๆ แค่เรารู้ว่าตัวเองอยากไปถึงไหน แล้วลงมือทำจริงก็พอน้องเก่งมากที่กล้าฝันและพี่อยากจะเห็นว่าน้องลงมือทำเพื่อความฝันจริงๆ ความฝันของเราจงไขว่คว้ามันมาเป็นของเราครับบบบ”

พะแพงก้มศีรษะขอบคุณ ก่อนจะส่งไมโครโฟนคืนให้รุ่นพี่และเตรียมเดินกลับไปยังที่นั่ง ทว่าเสียงหนึ่งกลับดังมาจากแถวหน้าเสียก่อน

“ถ้าอยากเป็นนางเอกละครเวทีจริงๆ ต้องเริ่มจากการเลือกบทที่เหมาะกับตัวเองด้วยนะ”

ลลินเป็นคนพูด เธอไม่ได้ตะโกน ไม่ได้แสดงท่าทีเยาะเย้ย เพียงแค่เอียงหน้าเล็กน้อยด้วยสีหน้าห่วงใยราวกับกำลังให้คำแนะนำแก่เพื่อนสนิท

“เพราะละครเวทีต้องใช้ทั้งรูปร่าง บุคลิก แล้วก็ความสามารถในการร้องเพลงกับเต้น แพงคงต้องเหนื่อยหน่อยนะ แต่เราว่าแพงทำได้ ถ้าพยายามมากพอ”

คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากนักศึกษาบางคนได้อย่างที่ลลินต้องการ เธอไม่จำเป็นต้องพูดว่าพะแพงไม่เหมาะสม เพียงแค่ยกสิ่งที่ทุกคนมองเห็นมาวางไว้ตรงหน้า แล้วปล่อยให้คนอื่นคิดต่อเอง

พะแพงหยุดเดิน

เธอหันกลับไปมองลลิน สีหน้ายังคงเรียบเฉย ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วตอบผ่านไมโครโฟนที่พี่นนท์ยังถืออยู่ใกล้ๆ

“ขอบคุณนะลลิน เราจะจำไว้ค่ะ”

ลลินยิ้มตอบ ราวกับได้รับคำขอบคุณอย่างที่คาดหวัง

แต่พะแพงยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ 

“ส่วนเรื่องบทที่เหมาะกับตัวเอง เราคิดว่าคงต้องให้คนคัดตัวเป็นคนตัดสินจากการแสดงจริงดีกว่าเนอะ ถ้าเรารีบตัดสินกันตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง ก็คงน่าเสียดายแย่”

รอยยิ้มของลลินยังคงอยู่ ทว่าปลายนิ้วที่วางอยู่บนเข่ากลับขยับเล็กน้อย

พะแพงไม่ได้พูดอะไรอีก เธอส่งไมโครโฟนคืนให้พี่นนท์อย่างเรียบร้อย ก่อนเดินกลับไปนั่งข้างเมษาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เมื่อกี้แกสุดยอดมาก” เมษากระซิบทันทีที่พะแพงนั่งลง

“ฉันแค่ตอบคำถาม”

“ตอบคำถามหรือส่งสารถึงใครบางคนกันแน่จ๊ะ”

พะแพงเหลือบมองลลินที่กำลังหันไปพูดคุยกับเพื่อนด้วยสีหน้าปกติ ก่อนจะหันกลับมาตอบสั้นๆ

“ฉันไม่ได้อยากทะเลาะกับใคร แค่อยากให้คนที่ตัดสินฉันได้เห็นฉันตอนลงมือทำจริงๆ มากกว่า”

เมษามองเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วบีบมือเธอเบาๆ

พะแพงก้มลงมองมือตัวเอง ความฝันที่เขียนลงบนกระดาษแผ่นเล็กถูกอ่านต่อหน้าคนมากมายแล้ว ต่อจากนี้เธอคงไม่สามารถแกล้งทำเป็นว่าไม่เคยพูดมันออกมาได้อีก

ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยวันนี้ก็มีคนรับรู้แล้วว่าเธออยากทำอะไร

ส่วนจะทำได้หรือไม่ เธอจะเป็นคนพิสูจน์ด้วยตัวเอง แต่พะแพงไม่ใช่คนที่ลืมคำพูดของตัวเอง

ห่างออกไปบริเวณด้านข้างลานกิจกรรม ธีร์ ธนากุล ซึ่งเพิ่งเสร็จจากการช่วยกันจัดอุปกรณ์เดินผ่านมาพอดี เขาไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องของนักศึกษาปีหนึ่งเพราะมีนัดซ้อมละครเวทีในช่วงบ่าย แต่เมื่อได้ยินเสียงปรบมือจึงหันมามองตามสัญชาตญาณ

สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หญิงสาวร่างอวบซึ่งกำลังนั่งฟังเพื่อนพูดอยู่กลางกลุ่มนักศึกษา

“น้องคนนั้นใครวะมองอยู่ได้” เพื่อนที่เดินมาด้วยกันถาม เมื่อเห็นธีร์หยุดมอง

ธีร์ละสายตาจากพะแพง ก่อนตอบสั้นๆ 

“ไม่รู้”

“ไม่รู้แล้วมองอะไร เห็นมองอยู่ได้”

“มองคนที่อยากเป็นนางเอกละครเวทีนะสิ”

เพื่อนหัวเราะ

“แล้วเกี่ยวอะไรกับมึง แต่จะว่าไปก็คงพวกที่คลั่งพี่ธีร์นั่นแหละ”

ธีร์ยักไหล่ ไม่ตอบคำถามนั้น เขาหันกลับไปเดินต่อโดยไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก

แต่ในหัวกลับยังจำประโยคหนึ่งจากไมโครโฟนเมื่อครู่ได้อย่างชัดเจน

ถ้าไม่ลอง หนูก็คงไม่มีวันรู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหน

เป็นความคิดที่ฟังดูธรรมดา ทว่าเจ้าของเสียงกลับพูดมันออกมาโดยไม่พยายามเรียกร้องความเห็นใจจากใครเลยสักนิด

ธีร์ยกมือขึ้นจัดสายกระเป๋าบนไหล่ ก่อนเดินไปยังหอประชุมตามเดิม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป