บทที่ 3 ตอนที่ 1 ไม่กลับโว้ย!

ตอนที่ 1:

ไม่กลับโว้ย!

ณ จังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งทางขอบขัณฑสีมาภาคเหนือ พิกัดที่ตั้งแผ่ขยายอาณาเขตห่างไกลจากเส้นแนวตะเข็บชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านร่วมร้อยกว่ากิโลเมตร แม้ทัศนียภาพโดยรอบจะถูกโอบล้อมไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อนและผืนป่าไม้ดิบชื้นอันหนาทึบ ทว่าหากขยับเข้าสู่ใจกลางพื้นที่ตัวอำเภอเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำอันทันสมัย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือแหล่งท่องเที่ยวเริงรมย์ยามราตรี ทั้งหมดทั้งมวลล้วนถูกจัดสรรให้เติบโตศิวิไลซ์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ามหานครหลวงในภาคกลางเลยแม้แต่น้อย

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของผู้พบเห็นในยามบ่ายคล้อยเช่นนี้ คือเรือนร่างระหงของ ‘ทอฝัน’ ที่กำลังสับฝ่าเท้าก้าวเดินข้ามสะพานลอยมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนอนุบาลชื่อดังอันเป็นสถานศึกษาของบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน หญิงสาวขยับข้อมือเรียวช้อนสายตาขึ้นทัศนากรอบนาฬิกาก็พบว่ายังคงหลงเหลือคูหาเวลาอีกราวสามสิบนาทีกว่าจะถึงกำหนดการเลิกเรียนตามระเบียบ เธอจึงตัดสินใจหมุนเรือนร่างก้าวเดินตรงดิ่งเข้าไปยังคาเฟ่สไตล์โมเดิร์นที่ตั้งอยู่ละแวกนั้น เพื่อสั่งเครื่องดื่มกาแฟรสโปรดมาละเลียดดื่มกินฆ่าเวลา

ในวันนี้ ทอฝันเลือกประดับเรือนร่างด้วยชุดกระโปรงยาวโทนสีน้ำเงินครามลวดลายบุปผาชาติสีสันระเรื่อตัดสลับอย่างชวนมอง อาภรณ์แขนสั้นเนื้อนุ่มเน้นย้ำให้เห็นโครงสร้างสรีระอันเย้ายวนใจ ทั้งทรวดทรงช่วงเอวที่คอดกิ่วรับกับปทุมถันอวบอิ่มอูมตูมตั้งชูชันดั่งรูปสลัก ซ้ำร้ายดวงหน้าเนียนยังพริ้งพราวหวานหยาดเยิ้ม ผิวพรรณขาวจัดละเอียดลออประดุจน้ำนมตามฉบับสตรีลูกครึ่งผู้สืบสายเลือดเชื้อสายจีนบริสุทธิ์

ยามเมื่อเยื้องกรายเข้ามาภายในร้าน ทอฝันก็เลือกทิ้งตัวลงนั่งปักหลัก ณ โต๊ะมุมอับสายตาตัวหนึ่ง ทว่ากลับเป็นคูหาเวลาประจวบเหมาะที่ทำให้เธอได้พบเห็นกลุ่มเพื่อนร่วมงานต่างแผนกพำนักอยู่ก่อนหน้านั้น เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นนั่งหันแผ่นหลังไปอีกทิศทาง ซ้ำร้ายบริเวณโต๊ะอาหารที่เธอยึดครองยังมีกระถางไม้ประดับขนาดพุ่มกางกั้นบดบังไว้เป็นปราการล่องหน คนกลุ่มนั้นจึงไม่ได้มีสัญชาตญาณรับรู้เลยสักกระผีกว่าสตรีเด่นขององค์กรได้ก้าวเท้าเข้ามาภายในร้านแล้ว

อันที่จริง ทอฝันไม่ได้มีความคิดที่จะปัดสายตาใส่ใจหรือสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวของเพื่อนร่วมงานเลยแม้แต่น้อย ทว่าในระหว่างที่กำลังละเลียดจิบน้ำขมรสเข้ม โสตประสาทกลับแว่วได้รับฟังประเด็นเนื้อหาอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาดื้อ ๆ สืบเนื่องจากระยะห่างระหว่างโต๊ะที่ไม่ได้ไกลตา กระแสเสียงนินทากระซิบกระซาบจึงดังแว่วเข้าหูชิ้นดี ซึ่งจับใจความสำคัญได้ว่า เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาภายในสถานประกอบการบริษัทที่เธอสิงสถิตทำงานอยู่... บังเกิดคดีความมีผู้เสียชีวิตกลายเป็นศพ!

ประชากรผู้เคราะห์ร้ายที่จบชีวิตลงคือเจ้าหน้าที่พนักงานรักษาความปลอดภัยอาวุโสรายหนึ่ง สืบเนื่องจากในช่วงวันวานที่ผ่านมา มีกลุ่มเด็กหนุ่มแรงงานภายในองค์กรพากันก้าวเท้าออกไปทำกิจกรรมยิงกระต่ายปลดทุกข์อยู่บริเวณริมรั้วกำแพงท้ายโรงงาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความหลอน ยามเมื่อสายตาของพวกมันปะทะเข้ากับร่างของลุงยามที่นอนคว่ำหน้าแน่นิ่งเป็นศพจมอยู่ภายในบ่อบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่หลังโกดังจัดเก็บสินค้า

เนื่องจากองค์กรบริษัทที่ทอฝันปักหลักทำงานอยู่นั้นจัดเป็นวิสาหกิจขนาดมหึมา ซ้ำร้ายฝ่ายกระบวนการผลิตและโกดังจัดเก็บพัสดุก็ตั้งรกรากอยู่ห่างไกลจากตึกสำนักงานออฟฟิศที่เธอใช้สิงสถิตทำงานทางนิตินัยครามครัน อย่าได้เอ่ยอ้างถึงพิกัดโกดังที่กลุ่มคนเหล่านั้นกล่าวขวัญถึงเลย เพราะมันตั้งตระหง่านถัดจากห้องทำงานของเธอไปไกลลิบโลกเกือบกิโลเมตร ทอฝันจึงยังไม่ได้ระแคะระคายหรือล่วงรู้ปูมหลังเด่นชัดเลยว่า ในช่วงวันวานมีเพื่อนร่วมงานจมน้ำตกเป็นศพเฝ้าโรงงานเสียแล้ว

หญิงสาวรับฟังเรื่องราวขนหัวลุกด้วยท่าทีเรียบเฉยไม่ได้บังเกิดความตื่นตระหนกอันใดมากมาย เพราะบุคลากรโต๊ะข้าง ๆ ต่างพากันวิเคราะห์ปูมหลังไปในทิศทางเดียวกันว่า ลุงยามผู้น่าสงสารอาจจะบังเกิดอาการหน้ามืดเป็นลมล้มพับไปเองในระหว่างที่กำลังสับฝ่าเท้าก้าวเดินตรวจตราโรงงานในช่วงเข้ากะดึก ยามเมื่อเข็มนาฬิกาเคลื่อนผ่านเข้าสู่เวลาเลิกเรียน ทอฝันจึงจัดการวางแก้วเครื่องดื่มและสับฝ่าเท้าก้าวเดินออกจากร้านคาเฟ่ในทันที

เหตุการณ์ลักษณะนี้นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญของบริษัทเธอเสียแล้ว ด้วยอัตรากำลังพลที่มีจำนวนนับพันชีวิต ในแต่ละปีปฏิทินจึงมักจะมีดัชนีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือล้มหายตายจากไปไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝ่ายกระบวนการผลิตและแผนกซ่อมบำรุงทางเทคนิค หากไม่ได้เผชิญอุบัติเหตุร้ายแรงจากเครื่องจักรกล ก็มักจะจบชีวิตลงด้วยภาวะโรคประจำตัวกำเริบเสียส่วนใหญ่

ก้าวพ้นผ่านประตูกระจกร้านได้ไม่นาน สายตาของทอฝันก็ปะทะเข้ากับร่างของคุณครูประจำชั้นที่กำลังยืนคุมเชิงดูแลฝูงเด็กนักเรียนอยู่บริเวณหน้าประตูรั้วโรงเรียน ‘คิมหันต์’ เจ้าตัวน้อยยามเมื่อปัดสายตาเห็นร่างของผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้า ก็รีบเร่งฝีเท้าออกแรงวิ่งถลาลมเข้าหาเธอสุดกำลังเกิด ภาพความผูกพันอันแสนอบอุ่นที่ปรากฏแก่สายตานี้ หากเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ล่วงรู้ปูมหลังลึกซึ้งทัศนามองมา ย่อมต้องทึกทักเอาได้ง่าย ๆ ว่าคนทั้งคู่ดำรงสถานะเป็นเพียงพี่สาวและน้องชายร่วมสายโลหิตเท่านั้น

ทอฝันขยับวงแขนเรียวช้อนอุ้มร่างของคิมหันต์ขึ้นแนบกาย เธอจัดท่าทางเหน็บเจ้าตัวน้อยไว้ข้างสะโพกผายพลันใช้นิ้วเรียวบิดปลายจมูกรั้นของบุตรชายด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะเอ่ยปากถามไถ่เสียงหวาน:

“คิดถึงมี๊มั้ยครับ?” เจ้าลูกแมวตัวน้อยไม่ได้เอื้อนเอ่ยประโยคตอบรับคำทว่ากลับขยับใบหน้าฝังจมูกโถมเข้าหอมแก้มเนียนของผู้เป็นมารดาฟอดใหญ่แทนคำล้านคำ ก่อนที่ในเวลาต่อมา บรรดาผู้ปกครองของเด็กนักเรียนรายอื่น ๆ จะเริ่มสับเท้าก้าวเข้ามาเปิดฉากทักทายปราศรัยกับเธอตามธรรมเนียม

สืบเนื่องจากทอฝันยังคงครองตนเป็นสตรีวัยแรกรุ่นที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมเลอค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของเหล่ากลุ่มพ่อหม้ายหนุ่มใหญ่เลี้ยงเดี่ยวเงินหนา ทรชนหลายรายจึงมักจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันสับเท้าเข้ามาทักทาย ชักชวนทอดสะพานสร้างปฏิสัมพันธ์ในหลากหลายรูปแบบเพื่อหวังพิชิตใจ จนพฤติกรรมเหล่านั้นกลายเป็นภาพชินตาในจิตสำนึกของเหล่าคณะครูบาอาจารย์ในโรงเรียนไปเสียแล้ว

จนกระทั่งเวลาล่วงเลย ทอฝันจึงจูงมือพาลูกชายเดินข้ามสะพานลอยมุ่งหน้าไปยังพิกัดลานจอดรถส่วนบุคคล เพื่อเสาะแสวงหายานพาหนะคู่ใจ ยนตรกรรมคันนี้คือผลลัพธ์จากหยาดเหงื่อแรงงานที่เธออุตส่าห์มุมานะบากบั่นเก็บหอมรอมริบจัดซื้อมาครอบครองได้ไม่ถึงปีเต็ม มันเป็นเพียงรถยนต์อีโคคาร์รุ่นประหยัดราคาย่อมเยา ในระหว่างที่เรียวขาคู่สวยกำลังควบคุมคันเร่งขับเคลื่อนยานพาหนะแล่นฉิวไปตามเส้นทางจราจร ใครจะคาดคิดว่าสัญญาณเรียกเข้าจากสมาร์ตโฟนจะแผดเสียงดังขึ้น ทันทีที่ปลายนิ้วกดรับสาย ปรากฏว่าปลายสายผู้ติดต่อมาคือหัวหน้าแผนกผู้ทรงอิทธิพลของเธอนั่นเอง

ทอฝันเอ่ยประโยคทักทายตามมารยาทสังคม โดยเลือกต่อสายสัญญาณโทรศัพท์เข้ากับระบบบลูทูธอัจฉริยะภายในตัวรถเพื่อความปลอดภัย ทางด้านคิมหันต์ที่นั่งปักหลักอยู่บนเบาะโดยสารตอนหน้าข้างคนขับไม่ได้ปัดสายตาให้ความสนใจต่อกิจกรรมของผู้เป็นมารดาแม้แต่น้อย เพราะในเวลานี้ในอุ้งมือน้อย ๆ กำลังขะมักเขม้นกัดกินขนมขบเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ปรางแก้มเนียนทั้งสองข้างเคี้ยวตุ้ย ๆ ดูน่ารักน่าชังจนน่าบดขยี้

“ฝัน... เย็นนี้พอจะมีเวลาว่างไหมครับ? พอดีผมตั้งใจจะขออาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อค่ำเธอสักหน่อยน่ะ”

“ต้องขอประทานโทษด้วยจริงๆ ค่ะคุณฟง พอดีค่ำคืนนี้ฉันมีภาระหน้าที่ต้องอยู่ดูแลลูกชายอย่างใกล้ชิด คงไม่สะดวกก้าวเท้าออกไปไหนได้จริงๆ ค่ะ”

ทอฝันเอ่ยปากปฏิเสธความปรารถนาดีนั้นไปด้วยถ้อยคำและเหตุผลเดิม ๆ คลาสสิก ทว่าบุรุษปลายสายดูท่าจะไม่ยอมลดราวาศอกหรือยกธงขาวง่าย ๆ เขาเอ่ยรุกคืบสวนกลับมาทันควันว่าสามารถหอบหิ้วพาร่างของเจ้าตัวน้อยเดินทางมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันได้ตามสบาย ซ้ำยังพยายามเปิดฉากพร่ำพรรณนาอธิบายความรู้สึกในใจ ว่าตัวเขามีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อสตรีเช่นเธอมากมายมหาศาลเพียงใด

สำหรับบุรุษที่ชื่อ ‘ฟง’ คนนี้ ทอฝันไม่ได้บังเกิดความรู้สึกปฏิพัทธ์รักใคร่ทว่าในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีความนึกชิงชังรังเกียจอันใด หากจะลองหักลบกลบหนี้และประเมินจากทำเนียบชายหนุ่มหน้ามืดทั้งหมดที่เพียรพยายามสับเท้าเข้ามาทอดสะพานจีบเธอ ชายหนุ่มรายนี้จัดเป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์และฐานะทางสังคมที่เลิศเลอที่สุด ซ้ำยังมีความตั้งมั่นแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยน ตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกัน เขาไม่เคยริอ่านใช้ถ้อยคำหยาบคายคุกคามเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซ้ำยังมอบเกียรติและบารมีให้แก่เธออย่างเหมาะสมในสถานที่ทำงานเสมอมา

ฟงดำรงสถานะเป็นถึงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของหนึ่งในคณะกรรมการผู้ถือหุ้นรายใหญ่ภายในองค์กรบริษัท อันที่จริงอายุอานามของเขาเยาว์วัยกว่าเธอถึงหนึ่งปีเต็ม ทว่ากลับได้รับอภิสิทธิ์ชนก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าแผนกงานธุรการอย่างภาคภูมิ หากตัดประเด็นเรื่องการใช้เส้นสายและบารมีของตระกูลในการก้าวเข้าสู่อำนาจออกไป เนื้อแท้และคุณสมบัติอื่น ๆ ของเขาคือนิยามความสมบูรณ์แบบตามฉบับลูกผู้ดีมีเงินถังอย่างแท้จริง

ทว่า... หลังจากที่สามารถเปิดฉากเจรจาปฏิเสธความต้องการของหัวหน้าแผนกหนุ่มใหญ่ได้ไม่นาน สายเรียกเข้าระลอกที่สองก็แผดเสียงสัญญาณดังขึ้นแทรกขัดจังหวะทันควัน เพียงทว่าในครานี้ ทันทีที่นัยน์ตาคู่สวยปะทะเข้ากับรหัสหมายเลขโทรศัพท์ลึกลับของปลายสาย ปลายนิ้วเรียวก็จัดการกดปุ่มตัดสายทิ้งในทันทีอย่างไม่ใยดี นั่นเพราะหากเปรียบเทียบให้ฟงดำรงตำแหน่งเป็นชายหนุ่มที่ดีเลิศที่สุดในทำเนียบผู้ตามตื้อ... เจ้าของสายเรียกเข้าลึกลับสายนี้ ก็คือนิยามของสารเลวบัดซบไร้ค่า ที่ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวสำนึกของความเป็นลูกผู้ชายหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยกระผีกเดียว!

“...”

ใช่แล้ว... หมายเลขโทรศัพท์สายนี้ คือรหัสติดต่อจาก ‘อดีตสามี’ ของเธอเอง ไอ้เดนมนุษย์เฮงซวยไร้ความรับผิดชอบที่ใจดำทมิฬ ปล่อยทิ้งให้สตรีตัวเล็ก ๆ อย่างเธอต้องตรากตรำอุ้มท้องและเลี้ยงดูบุตรชายมาเพียงลำพังตามยถากรรมตลอดระยะเวลาหกปีเต็มที่ผ่านมา

เธอไม่อาจทราบเหนือทราบใต้ได้เลยว่าเดนมนุษย์รายนี้ไปเสาะแสวงหาหาสายตรงเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของเธอมาจากทิศทางไหน ทว่าในช่วงหลายวันก่อนหน้านี้ จู่ ๆ เขาก็เปิดฉากโทรศัพท์เข้ามาคุกคาม ทั้ง ๆ ที่ตลอดหน้าประวัติศาสตร์หกปีเต็มที่ผันผ่าน ชายชั่วผู้นั้นไม่เคยคิดจะขยับกายติดต่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบหรือแสดงความห่วงใยในตัวเธอและลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทอฝันออกแรงกดเท้าเหยียบคันเร่งส่งเครื่องยนต์ให้ทะยานมุ่งตรงกลับสู่ที่พำนัก ยามเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ภายในบ้านเรียบร้อยจึงจัดการกดปิดสวิตช์เครื่องโทรศัพท์มือถือทันทีเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก ก่อนจะกุลีกุจอพาเจ้าตัวน้อยเข้าสู่ห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายและลงมือทำอาหารมื้อค่ำรับประทานกันตามประสาแม่ลูก

คฤหาสน์รังนอนของเธอในปัจจุบันเป็นอาคารทาวน์โฮมขนาดสองชั้นสไตล์โมเดิร์น ย้อนความหลังไปในช่วงหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ทอฝันยังต้องตรากตรำทนพาเรือนร่างระหงและลูกน้อยอาศัยซุกหัวนอนอยู่ภายในห้องเช่าแถวเล็ก ๆ ที่แสนคับแคบและแออัด ทว่าก็ด้วยความมุมานะบากบั่น บากบั่นสู้ชีวิตนับตั้งแต่วินาทีที่ถูกแม่ของอดีตสามีเฉดหัวไล่ส่งออกจากคฤหาสน์ตระตูลใหญ่อย่างไร้ความปรานีประดุจหมูประดุจหมา มันจึงกลายเป็นเบ้าหลอมชั้นเลิศที่เคี่ยวกรำให้จิตวิญญาณของเธอเข้มแข็ง แกร่งกร้าว และสามารถเก็บหอมรอมริบเม็ดเงินมาจัดซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคลชิ้นนี้ได้สำเร็จ แม้ในทางพฤตินัย ข้าวของเครื่องใช้สัมภาระและอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดจะยังคงอยู่ในสถานะผ่อนชำระค่างวดกับทางสถาบันทางการเงินอยู่ก็ตามที

จนกระทั่งเข็มนาฬิกาเคลื่อนผ่านเข้าสู่คูหาเวลาสามทุ่มตรง...

หลังจากที่ทอฝันจัดการร้องเพลงกล่อมบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนให้ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราแสนหวานเสร็จสิ้น หญิงสาวจึงเริ่มขยับกายเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อลงมือลุยงานพิเศษสร้างรายได้เสริมต่อ ในระหว่างที่ปลายนิ้วกำลังรัวสับแป้นพิมพ์ ในมโนสำนึกก็พลันหวนนึกไปถึงใบหน้าของ ‘เหมันต์’ บุรุษผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของลูกชาย หากจะลองฉายภาพย้อนความหลังไปในช่วงสมัยที่ยังสวมชุดคอซองเรียนมัธยมปลาย การที่สตรีไร้เดียงสาเช่นเธอได้มีโอกาสขยับเรือนร่างเข้าใกล้ชิด เปิดฉากเสวนาพาที หรือได้รับรอยยิ้มจากเขา มันคือความสุขสำราญเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ชีวิต ทว่าในปัจจุบันอันเป็นอยู่นี้ ระบบจิตใจของเธอกลับไม่ได้บังเกิดกระแสความรู้สึกผูกพันหรือเสน่หาใด ๆ หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่เศษเสี้ยวตรงกันข้าม เธอกลับลบล้างและหลงลืมไปเสียสนิทแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีอสูรกายเช่นเขาดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

หญิงสาวลอบครุ่นคิดย้อนความหลังไปถึงวิกฤตการณ์ในช่วงหลายวันก่อนหน้านี้...

จู่ ๆ ชายชั่วผู้นั้นก็เปิดฉากต่อสายโทรศัพท์มาหา พร้อมกับระเบิดกระแสเสียงเฉียบขาดออกคำสั่งสั่งการให้เธอจัดการหอบหิ้วพาร่างของลูกชายเดินทางย้อนกลับไปหาเขาที่มหานครกรุงเทพฯ ทอฝันในวินาทีแรกที่สดับตรับฟังกระแสเสียงเรียบต่ำนั้น เธอถึงกับจำรหัสเสียงของอดีตคนรักไม่ได้ด้วยซ้ำ ไปไกลขั้นทึกทักเอาเองในใจว่าปลายสายคือกลุ่มพวกมิจฉาชีพหรือโรคจิตโทรศัพท์มาป่วนเมืองเสียด้วยซ้ำ

ก็เหตุใดเธอจะไม่บังเกิดกระแสความคิดในแง่ลบเช่นนั้นได้ล่ะ? บุรุษประเภทไหนกันที่ไม่เคยโคจรมาพบเจอหน้าค่าตากันนานร่วมหกปีเต็ม ซ้ำร้ายฝั่งเธอก็ไม่เคยแพร่งพรายรหัสเบอร์ติดต่อให้ระแคะระคาย อยู่ดี ๆ ยามเมื่อเปิดฉากติดต่อมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทันทีที่เธอกดปุ่มรับสาย หมอนั่นก็จัดการแผดน้ำเสียงดุดันอัดกระแทกเข้าใส่รูหูของเธอทันทีโดยไม่มีการอารัมภบทมารยาทใด ๆ ว่า:

“เอาลูกกลับมาหาฉัน! จะกลับมาดี ๆ หรือจะกลับมาทั้งน้ำตา!”

“...”

ในวันวานคราวนั้นเธอยังคงจดจำได้ดี... น้ำเสียงของเหมันต์ช่างฉายแววดุดัน เหี้ยมเกรียม และแฝงไปด้วยรังสีอำนาจล้ำลึก ละม้ายคล้ายคลึงกับเขากำลังออกแรงข่มกลั้นกระแสโทสะอันคลั่งแค้น ทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว ตัวเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายลงมือสลัดรักและขับไล่ไสส่งเธอให้ออกจากชีวิตไปแท้ ๆ

ยามเมื่อประสาทสัมผัสรับรู้และวินิจฉัยได้ชัดเจนว่าเป็นบุรุษหนุ่มธงแดงตัวร้ายคนเดิม ทอฝันจึงไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์กุลสตรีอีกต่อไป เธอจัดการแผดเสียงด่าทออัดกลับใส่สายโทรศัพท์ไปอย่างเกรี้ยวกราดว่า:

“ไม่กลับโว้ย! จะมาอ้างสิทธิ์ห่าไร ในเมื่อตอนนั้นไล่ฉันออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา”

เมื่อเปิดฉากด่าทอสำเร็จเสร็จสิ้นเธอก็กดปุ่มตัดสายทิ้งในทันทีเพื่อทำลายบรรยากาศ หลังจากวินาทีวิกฤตนั้นสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ชายชั่วผู้นั้นก็ยังคงดันทุรังเพียรพยายามกดต่อสายติดต่อเข้ามาอีกราวพันกว่าครั้งกระหน่ำ ทว่าทอฝันเลือกที่จะปัดหน้าจอทิ้งและไม่เคยคิดจะกดปุ่มรับสายเพื่อเสวนากับเดนมนุษย์รายนั้นอีกเลยตลอดกาล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป