บทที่ 10 บทที่ 2 ตกกระไดพลอยโจน (3)

“ลุงใจสัตว์คิดเอาหลานไปขายเนี่ยนะ ยังกล้าพูดอีกเหรอว่าตัวเป็นลุง ไม่ละอายแก่ใจบ้างเลยหรือไง” พารักปิดประตูรถหลังจากพาหญิงสาวผู้น่าสงสารขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว เขายังยืนคุมเชิงอยู่ที่ประตูรถฝั่งคนนั่ง หันหน้ามาเผชิญกับลูกน้องเก่าที่ยังไม่ยอมลดละ จะเอาตัวผู้หญิงของเขาไปให้ได้

“แล้วพ่อเลี้ยงล่ะเป็นใคร ถึงได้มาพาตัวหลานพวกเราไป” คราวนี้ป้าสาลี่ที่เป็นแค่ป้าสะใภ้ และคนออกหัวคิดหลอกล่อหลานของสามีให้กลับบ้าน เพื่อพาตัวไปส่งให้เสี่ยหยง แลกกับเงินที่กู้ยืมจากเสี่ยมาและเสี่ยให้เพิ่มอีกสามหมื่น รวมกับหนี้เก่าที่เป็นอยู่อีกหกหมื่น

นางสาลี่ลองเสนอตัวหลานสาวสามีไปให้ เสี่ยหยงผู้นิยมชมชอบคู่นอนวัยใสที่อายุคราวลูกคราวหลาน พอได้ฟังดังนั้นก็ตาลุกวาว ด้วยเพราะอยากจะได้ในตัวของกรรณาภรณ์มานานแล้ว เพียงแต่เด็กสาวไม่เล่นด้วยและย่าก็กันท่า ไม่ยอมให้หลานสาวกลับบ้านอีกด้วย แล้วอยู่ๆ คนเป็นย่าล้มป่วยกะทันหัน โอกาสที่จะหลอกล่อให้นังเด็กบ้านแตกพ่อแม่ไม่เอา ยอมกลับมาบ้านจึงง่ายขึ้น

แล้วดูสิแผนทุกอย่างต้องมาพังลง เพราะพ่อเลี้ยงที่แส่ไม่เข้าเรื่อง จะไม่ให้นางโกรธเคืองได้อย่างไร

พารักยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่คมตวัดมองสองผัวเมียที่สันดานต่ำช้าอย่างรังเกียจ

“ฉันเป็นผัวข้าวใหม่ แค่นี้พอไหมสำหรับสิทธิ์ทุกอย่างโดยชอบธรรม ที่ผัวจะปกป้องเมีย” นางสาลี่ถึงกับตาโตตกตะลึงกับคำว่าผัวของพ่อเลี้ยงไม่น้อย ไม่เว้นแม้กระทั่งสองสาวที่นั่งอยู่ในรถ

“อ๊าย ฉันว่าแล้วข้าวใหม่ โอ๊ย กรีดร้องไปอีกอ้ะ” ใบฝ้ายรู้สึกยินดีไปกับเพื่อนรักด้วย แม้จะงุนงงไม่น้อยว่าเพื่อนไปลงเอยกับพ่อเลี้ยงตอนไหน แต่เดี๋ยวค่อยคุยกัน มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะถาม

“อย่ายุ่งและหยุดทุกการกระทำที่คุกคามเมียฉัน ถ้ากล้าทำอีกครั้งละก็ ฉันไม่เอาพวกแกไว้แน่” กล่าวทิ้งท้ายเพียงเท่านั้น พารักก็เดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ เปิดประตูขึ้นนั่งสตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไปทันที ไม่สนใจว่าสองผัวเมียจะเป็นยังไง เป็นคนก่อกรรมก็รับผลของการกระทำตัวเองไปสิ  

รถวิ่งออกจากหมู่บ้านมาได้สักพัก คนที่นั่งเงียบมาตลอดและยังอึ้งไม่หาย กับสถานะที่พารักประกาศออกไปแบบนั้นต่อหน้าลุงกับป้า ใบหน้างามหันมองก็เห็นว่าเขาเองก็หันมามองเธอพอดีเช่นกัน

“พ่อเลี้ยงทำไมบอกออกไปแบบนั้นคะ” พูดออกไปแล้วก็รู้สึกเคอะเขินจนเกินบรรยาย บอกไม่ถูกเลยที่เขาพูดออกไปแบบนั้น กับเพื่อนที่นั่งอยู่เบาะหลังก็เช่นกัน เธออายนะใบฝ้ายจะคิดยังไง

พารักยังไม่ทันตอบเขานิ่งไปนิดหนึ่ง เจ้าหล่อนคงจะอายเพื่อนที่อยู่ๆ ถูกเขายัดเยียดสถานะผัวให้สินะ

“ก็พูดไปแล้วมันก็ได้ผลไม่ใช่เหรอ เอาล่ะ ไหนๆ เรื่องก็มาจนถึงขั้นนี้แล้ว ระหว่างนี้ฉันจะพาเธอไปอยู่ที่บ้าน อยู่ในความคุ้มครองดูแลของฉัน บอกตรงๆ ฉันไม่ไว้ใจลุงกับป้าของเธอ” พารักกล่าวยาวๆ รวดเดียวจบ เขาขี้เกียจพูดบ่อย

“เราล่ะเห็นด้วยกับฉันไหมใบฝ้าย” หา! พ่อเลี้ยงถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย โอ๊ยคนกำลังจิ้นเลย

“พ่อเลี้ยง !” กรรณาภรณ์ร้องเรียกคนที่เผด็จการขั้นสุด บ้าไปแล้วควรจะถามเธอไหม นี่อะไรกลับไปถามความเห็นเพื่อนเธอเฉยเลย แล้วดูสินั่นยัยใบฝ้ายก็พยักหน้ารับอีกด้วยนะ นี่ไปเป็นพวกผู้ชายหื่นกามคนนี้ตั้งแต่เมื่อไรแทนที่จะเข้าข้างเธอ

“ข้าวใหม่ไปอยู่กับพ่อเลี้ยงน่ะถูกแล้ว อย่าดื้อเลยนะ” ใบฝ้ายเกลี้ยกล่อม ยามนี้เธอเป็นห่วงเพื่อนที่สุด พ่อเลี้ยงยื่นมือมาช่วยมาปกป้องแบบนี้ นั่นถือว่าเป็นเรื่องดี มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะปฏิเสธ

ครุ่นคิดอยู่อึดใจหนึ่ง จะให้เธอไปอยู่ยังไง ไหนจะครอบครัวเขาพ่อแม่พี่น้องเขาอีกล่ะ พวกเขาจะมองเธอยังไง เท่าที่รู้มาแม่เลี้ยงพาฝันแม่ของพารักหวงลูกชายยังกับงูจงอางหวงไข่ ได้ยินได้ฟังพวกพี่แม่บ้านขาเมาท์มอยคุยกันว่า มีแค่แฟนเก่าของพ่อเลี้ยงที่เข้านอกออกในบ้านเขาได้ และอีกคนน่าจะเป็นคนใหม่ที่ผู้ใหญ่หมายตาอยากได้มาเป็นสะใภ้คนโต เฮ้อ ขนาดไม่สนใจเรื่องของเขานะยังรู้เยอะขนาดนี้ข้าวใหม่เอ๊ย

“ถ้าไปอยู่กับพ่อเลี้ยงจริงๆ จะให้หนูไปอยู่ในฐานะอะไร พ่อแม่ของพ่อเลี้ยงท่านจะยอมเหรอคะ” สาวน้อยถามอย่างพาซื่อซึ่งมันก็จริงของเธอ แต่คนอย่างพ่อเลี้ยงพารักที่ดื้อดึงพอตัวหรือจะสน เขาจะพาเธอเข้าไปอยู่ในบ้าน อยู่บนเรือนใหญ่อีกหลังหนึ่ง ไม่ได้ให้ไปอยู่ปะปนกับพ่อแม่เขาที่ไหนกันเล่า

“เอาเป็นว่าเธอแค่ยอมไปอยู่กับฉันแต่โดยดีแค่นั้นพอ ที่เหลือให้มันเป็นปัญหาของฉันเถอะ ฉันจัดการเองได้ เธอไม่ต้องกังวลแทนฉันหรอก” พารักตัดบทไม่เปิดช่องว่างให้หญิงสาวได้ถกเถียงอีกต่อไป

เป็นอันว่าคนที่ตั้งท่าจะปฏิเสธจำต้องยอมทำตามความต้องการของเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป