บทที่ 9 ลดสถานะ

ศิลาและเพื่อนๆ ยังคงนั่งดื่มและพูดคุยกันต่อไป แต่ในใจของศิลามีแต่ความว่างเปล่า ความเชื่อในความรักของเขาได้หายไปตั้งแต่ภรรยามีชู้เหลือไว้เพียงความเย็นชาและหัวใจที่ปิดตาย

ท่ามกลางแสงสีและเสียงที่ดังกระหึ่มในผับ ศิลามองไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเต้นอยู่บนฟลอร์ เธอดูเซ็กซี่และยั่วยวนแต่ก็ยังไม่ใช่ในแบบที่เขาต้องการ  เขาจิบเหล้าในแก้วอย่างช้าๆ พลางคิดในใจว่าคืนนี้จะต้องมีใครสักคนที่ถูกใจและพากลบไปสนุกด้วยกันในโรงแรมใกล้ๆ เขาไม่คิดจะพาใครไปที่บ้านเพราะที่นั่นมันจะเป็นที่ส่วนตัว ผู้หญิงที่เขานอนด้วยต้องไม่รู้ว่าเขาคือใคร พักอยู่ที่ไหนทุกอย่างจะจบบนเตียงในห้องของโรงแรมเท่านั้น

.......

นนทกรขับรถออกไปจากบ้านของปณาลีครึ่งชั่วโมงก็มาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติและบรรยากาศโรแมนติก

“ถึงแล้วครับ” นนทกรบอกพลางลงจากรถไปเปิดประตูให้เธออย่างสุภาพ

ปณาลีก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่เต้นรัวยิ่งกว่าเดิม เธอมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น ร้านนี้คือร้านที่พวกเขาทั้งสองคนตกลงคบกันเป็นแฟนเมื่อสามปีที่แล้ว การกลับมาที่นี่อีกครั้งในวันนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในวันที่มีความสุขที่สุดวันนั้น

“โต๊ะจองไว้แล้วครับ” นนทกรบอกกับพนักงานต้อนรับ

พนักงานพาพวกเขาทั้งสองคนไปยังโต๊ะที่จองไว้ซึ่งเป็นโต๊ะที่อยู่มุมในสุดและเป็นส่วนตัวมากที่สุด

“นานแล้วนะคะที่เราไม่ได้มากินข้าวร้านนี้ด้วยกัน”

“พี่ขอโทษนะที่ไม่มีเวลา พอพี่รู้ว่าร้านนี้เพิ่งปรับปรุงเสร็จ พี่เลยตั้งใจพายี่หวามาที่นี่เพราะรู้ว่ายี่หวาชอบ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิมเล็กน้อย

ปณาลีรู้สึกเขินอายกับคำพูดของเขา เธอก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะเปิดเมนูดูอาหารที่ชอบ และสั่งอาหารที่เธอชอบทานกับเขาในวันสำคัญของพวกเขาทั้งคู่

ระหว่างรออาหาร นนทกรก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาวางไว้บนโต๊ะ ปณาลีสังเกตเห็นว่าเขามองหน้าจอโทรศัพท์เป็นระยะๆ เหมือนรอคอยอะไรสักอย่าง

“พี่นนท์คะมีอะไรหรือเปล่าเห็นเอาแต่จ้องโทรศัพท์” ปณาลีเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ขอโทษนะยี่หวาพอดีว่าพี่กำลังรอเมลสำคัญอยู่น่ะ” นนทกรบอกด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด เขาละสายตาจากโทรศัพท์และมองหน้าเธอก่อนจะยิ้มแต่ปณาลีสังเกตว่าแววตาของเขามันไม่ยิ้มตาม

เธอคิดว่านนทกรคงกำลังเครียดกับการเตรียมจะขอเธอแต่งงานเธอจึงมองข้ามเรื่องเล็กน้อยนี้ไป

อาหารมาเสิร์ฟและพวกเขาทั้งสองคนก็เริ่มทานอาหารกัน ปณาลีพยายามชวนคุยเรื่องต่างๆ เพื่อลดความตึงเครียด แต่คำตอบของนนทกรก็ยังคงสั้นและเรียบง่ายเหมือนเดิมจนเธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอึดอัดที่นนทกรเป็นคนสร้างขึ้น

หญิงสาวรู้สึกถึงความห่างเหินจากเขาอย่างเห็นได้ชัด เขาต่างไปจากนนทกรที่เธอเคยรู้จัก

“พี่นนท์ดูเครียดๆ นะคะ”

“ช่วงนี้ที่สำนักงานใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง งานก็เยอะขึ้นพี่ก็เลยเครียดน่ะ ยี่หวาละงานที่สาขาเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ยุ่งเป็นบางวันค่ะโดนเฉพาะใกล้ๆ สิ้นเดือน แต่ก็คงยุ่งไม่เท่าพี่นนท์หรอกค่ะ พี่นนท์อย่าเอาแต่ทำงานจนลืมทานข้าวนะคะเดี๋ยวจะปวดท้องอีก” เธอเตือนอย่าหวังดี

เพราะเขามักจะปวดท้องอยู่บ่อยๆ อย่างนัดครั้งล่าสุดเมื่อครั้งก่อนเขาก็มาหาเธอไม่ได้เพราะปวดท้องพอเธอจะไปหาเขาก็บอกว่าเป็นห่วงไม่อยากให้ขับรถเข้าเมืองเพราะปณาลีไม่ชินเส้นทาง

“ขอบใจนะยี่หวาที่ดีกับพี่และเป็นห่วงพี่เสมอ พี่ดีใจที่ได้รู้จักยี่หวานะ” นนทกรพูดแล้วยิ้มให้เธออย่างจริงใจ ครั้งนี้ปณาลีสัมผัสได้ว่าเขายิ้มออกมาจากใจจริงๆ

“ก็เราเป็นแฟนกันนี่คะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับรอยยิ้ม เธอรู้สึกว่าบรรยากาศมันเริ่มดีขึ้น เมื่อเขาพูดแบบนี้ก็คงเดาได้ไม่ยากว่ากำลังจะขอเธอแต่งงาน

เมื่อทานอาหารคาวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็เดินเข้ามาพร้อมกับส่งช่อดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ไม่ใช่ดอกกุหลาบสีแดงอย่างที่เธอคิดไว้ในตอนแรก

ปณาลีมองไปที่ดอกไม้ด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มรับไว้ ดอกลิลลี่สีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และการเริ่มต้นใหม่ และเธอคิดว่ามันคงเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ของพวกเขาทั้งสองคน

นนทกรมองหน้าปณาลีแล้วถอนหายใจ เขาดูเหมือนกำลังรวบรวมความกล้าเพื่อจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ

“ยี่หวาครับ” นนทกรเรียกเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คะ” ปณาลีตอบรับพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสใจเธอเต้นแรงมากๆ

“ที่พี่นัดยี่หวามาทานข้าววันนี้ คือพี่....”

นนทกรเงียบไปนั้นยิ่งทำให้ปณาลีตื่นเต้นจนแทบจะหยุดหายใจ

“อะไรคะ” หญิงสาวถามแล้วยิ้มกว้างน้ำตาเริ่มจะไหลออกมาคลอนิดๆ หูสองข้างรอฟังคำที่จะเอ่ยออกมาจากปากของผู้ชายที่เธอรัก

“พี่อยากจะขอ.....ขอลดสถานะของเรา…เป็นแค่พี่น้องก็พอครับ”

คำพูดของนนทกรเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจของปณาลี รอยยิ้มที่เคยสดใสบนใบหน้าหายไปในทันที น้ำตาแห่งความดีใจเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจและผิดหวัง หญิงสาวไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้

“พี่นนท์…พูดอะไรคะ” ปณาลีถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบจะไม่มีเสียงออกมา

“พี่ขอโทษที่ทำให้ยี่หวาเสียเวลา แต่พี่…รู้สึกว่าเราไปด้วยกันไม่ได้แล้วจริงๆ” นนทกรพูดพลางหลบสายตาของเธอ

ปณาลีรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้าเธอ ความหวังและความฝันทั้งหมดที่เธอวาดไว้ในใจได้พังทลายลงในพริบตาเดียว

“ทำไมคะ ยี่หวาทำอะไรผิดไปคะ” ปณาลีถามด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป