บทที่ 1 เด็กชายท่ามกลางแสงไฟคริสต์มาส

กรุงเทพมหานคร ในค่ำคืนก่อนวันคริสต์มาสช่างงดงามราวกับมีมนตร์สะกด เมืองใหญ่ทั้งเมืองพราวพร่างไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ถนนสายหลักสว่างไสวด้วยไฟประดับหลากสีสัน ส่องสลับไปกับความมืดมิดยามค่ำคืน อาคารและตึกสูงเสียดฟ้าพร้อมใจกันตกแต่งอย่างสวยงาม ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขและความอบอุ่นอย่างยิ่งใหญ่

สายลมหนาวพัดโชยมาเบาๆ พาให้อากาศรอบตัวเย็นสบายกำลังดี ผู้คนมากมายพากันออกมาเดินรับลม เสียงหัวเราะสดใสและบทเพลงประจำเทศกาลลอยคลอมาตามมุมถนนอย่างมีชีวิตชีวา

ทุกคนต่างมีรอยยิ้มเปี่ยมสุขขณะตั้งใจเลือกซื้อของขวัญชิ้นพิเศษให้คนสำคัญ บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยความคึกคัก อบอุ่น และมีเสน่ห์น่าหลงใหล ราวกับทุกสิ่งรอบตัวพร้อมใจกันสร้างบรรยากาศแสนหวาน ชวนให้หัวใจพองโตและตกหลุมรักในค่ำคืนอันแสนโรแมนติกนี้

ศรันย์ เด็กชายวัย 9 ปี เดินอยู่ท่ามกลางผู้คนแปลกหน้ามากมาย ดวงตากลมโตมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง

เขาเกิดและเติบโตที่ฮ่องกง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมายังประเทศไทย และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ต้องเผชิญกับเมืองใหญ่โดยไม่มีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย ทั้ง กลัว หิว เหนื่อย และ รู้สึกสิ้นหวัง

เมื่อวานตอนค่ำ เขาถูกจับตัวมาเรียกค่าไถ่ แต่หนีออกมาได้ ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าควรต้องทำยังไงต่อไป

“น่ะ...นั่นพวกมันนี่...”ดวงตาของเด็กชายเบิกกว้าง เมื่อเห็นคนร้ายสองคนอยู่ไม่ไกลนัก ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังมองหาเขาอยู่

“ต้องรีบหนี...” หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บหน้าอก สองเท้ารีบก้าวเดิน พยายามแทรกตัวผ่านฝูงชนเพื่อหลบหนีสายตาของเหล่าคนร้าย เขาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่รู้ว่าควรขอความช่วยเหลือจากใคร และไม่รู้ว่าคนที่กำลังตามหา จะเข้ามาจับตัวได้เมื่อไร

“ไม่เป็นไรนะ...”น้ำเสียงนุ่มหวานดังขึ้น เด็กสาวหน้าตาน่ารักเดินเข้ามายืนเคียงข้าง ก่อนจะหยิบเสื้อแขนยาวของตัวเองคลุมไหล่ให้เด็กชาย และสวมหมวกให้ด้วย พร้อมกับยื่นมือมากุมมือเย็นชืดเอาไว้

“เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่ามองไปข้างหลัง ให้ทำตัวเป็นปกติ”

พราวประภาก้มหน้าลงมองเด็กชายพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้ จากการอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนมาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ เธอขอเดาว่าเด็กชายถูกลักพาตัวมา และ ตอนนี้ก็กำหลังหนี

เด็กชายมองเด็กสาวนิ่งงัน ริมฝีปากเล็กสั่นเล็กน้อย ก่อนน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้จะไหลลงมาตามแก้ม เขากลัว และรู้สึกอ้างว้างเป็นอย่างมากกับประเทศที่มีแต่คนแปลกหน้า จนกระทั่งเธอปรากฏตัวขึ้น ก้าวมาอยู่เคียงข้าง

มือของเธอนุ่มมาก และมันก็อุ่นมากเช่นกัน อุ่นจนทำให้หัวใจที่หนาวเหน็บของเขา ค่อย ๆ คลายความหวาดกลัวลง และอุ่นขึ้นมา

พราวประภาตัดสินใจพาเด็กชายมาที่คอนโดของตนเอง หลังจากที่บอกว่าจะพาไปสถานีตำรวจแล้วเด็กชายมีอาการหวาดกลัว และขอร้องว่าอย่าเพิ่งพาไปส่งที่ไหนในคืนนี้

“นี่ห้องของพี่เอง พี่อยู่คนเดียวเข้ามาสิ”

ประตูถูกเปิดเข้าไป ภายในคือคอนโดขนาดสองห้องนอนตั้งอยู่บนชั้นที่ 15 ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่นลงตัว ผนังห้องสีเบจโทนอ่อนรับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีธรรมชาติ ดูสะอาดตาและเป็นระเบียบเรียบร้อย โซฟานุ่มตัวยาวจัดวางอยู่กลางพื้นที่พักผ่อน

มุมห้องฝั่งหนึ่งมีชั้นวางหนังสือไม้ทรงสูง แน่นขนัดไปด้วยหนังสือนิยายสืบสวนสอบสวนเรียงแถวเป็นสัดส่วน กระจกบานโตด้านข้างถูกบดบังด้วยผ้าม่านทึบแสงเนื้อหนา เพื่อตัดขาดความวุ่นวายและสายตาจากภายนอก

บรรยากาศภายในเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ อบอวลด้วยกลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ พื้นไม้ลามิเนตสีอบอุ่นช่วยเติมเต็มความรู้สึกปลอดภัยและเป็นกันเอง บางจุดปูด้วยพรมสีเทา ถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ถูกจัดสรรนไว้อย่างลงตัวและน่าอยู่

เด็กชายเดินตามเข้ามาในห้อง ถอดรองเท้าของตัวเองออกแล้วสวมใส่รองเท้าผ้าสีชมพูที่วางเรียงรายบนชั้นวางนองเท้าแทน พอก้าวเข้าไปก็ยืนเก้ๆ กังๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก

พราวประภาเดินหายเข้าไปในห้องนอนครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมชุดลำลอง มือเรียวสวยหยิบยื่นเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มส่งให้คนตรงหน้า ผู้มีสภาพร่างกายที่ดูมอมแมมและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

“เสื้อผ้านี่น่าจะพอใส่ได้ เข้าไปอาบน้ำเถอะ ล้างหน้าล้างตาจะได้สดชื่น”

“ขอบคุณครับพี่สาว...” ศรันย์รับเสื้อผ้ามาถือไว้ด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา ความสับสนและหวาดกลัวจากเหตุการณ์ลักพาตัวยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ความอบอุ่นตรงหน้าก็ทำให้ยอมเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างไว้วางใจ

เมื่อคล้อยหลังแขกตัวน้อย เจ้าของห้องจึงก้าวเข้าครัวไปจัดการต้มบะหมี่ 2 ชามสำหรับตัวเองและผู้มาเยือนกลางค่ำคืนแบบไม่คาดฝัน กลิ่นหอมของน้ำซุปร้อนๆ เริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณ ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้แก่ที่พักอาศัยแห่งนี้

คอนโดมิเนียมขนาด 2 ห้องนอนแห่งนี้มีมูลค่า 3,000,000 บาท เป็นสถานที่ซึ่งบิดามารดาซื้อให้พราวประภาหลังจากตัดสินใจหย่าร้างและแยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่

เด็กหญิงในวัย 15 ปีเลือกที่ไม่ไปอาศัยอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ขอปฏิเสธความวุ่นวายด้วยการปลีกตัวออกมาใช้ชีวิตเพียงลำพัง ในช่วงแรก การปรับตัวอยู่คนเดียวในวัยเพียงเท่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบว่าอิสรภาพในพื้นที่ส่วนตัวคือสิ่งที่คุ้มค่า เงินสองหมื่นบาทจากพวกท่านในแต่ละเดือน โดยไม่รวมค่าเล่าเรียน ถือว่าเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและสงบสุข

เสียงน้ำจากห้องน้ำหยุดลง พร้อมกับที่บะหมี่สองชามที่จัดวางเสร็จสรรพบนโต๊ะอาหาร ค่ำคืนอันเงียบสงบในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้ กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวอันปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กชายผู้กำลังหลบหนีจากภัยมืดภายนอก

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ศรันย์ก็มานั่งที่โต๊ะกินข้าว เด็กชายกินบะหมี่ต้มด้วยความหิว หน้าตาที่หม่นหมองดูสดใสขึ้น เด็กสาวมองคนตรงหน้าอย่างสังเกต เด็กคนนี้น่ารักมาก ผิวขาว พูดจาเรียบร้อย บ่งบอกถึงชาติตระกูลและความร่ำรวยที่มีว่าคงไม่ใช่ลูกของคนธรรมดาทั่วไป

“หิวมากเลยเหรอ เอาอีกซองไหม ค่อย ๆ กินก็ได้ เดี๋ยวสำลัก”   เจ้าของริมฝีปากสีชมพูเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มพลางตักแบ่งบะหมี่ต้มในชามของตัวเองให้ไปครึ่งหนึ่ง

“ครับ ผมหิวมาก แต่แค่ชามเดียวก็พอแล้วล่ะ ผมเกรงใจ” เด็กชายบอกเล่าพร้อมกับชะลอการกินลงเล็กน้อย แต่ยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารในชามต่อจนแทบไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป

“พี่ชื่อพายนะ เราชื่ออะไร” 

“ผมชื่อโรมัน”  ตอบเสียงเบาก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม พราวประภาพยักหน้ารับและยิ้มให้ เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยที่อีกฝ่ายเริ่มยอมพูดคุยด้วยแล้ว

“นมอีกแก้วนะ จะได้อิ่มๆ” เด็กสาวว่าก่อนจะเดินเข้าไปในครัว หยิบนมมารินใส่แก้ว นำออกมาวางไว้บนโต๊ะพร้อมขนมปังเนื้อนุ่มให้อีกฝ่ายได้กินอีกจะได้อยู่ท้อง

“น้องถูกจับตัวมาเหรอ เรียกค่าไถ่หรือเปล่า...”

“ครับ ผมถูกจับตัวมา...พี่รู้ได้ยังไง”

“พี่คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น เพราะดูเราเหมือนกำลังหนี มีท่าทางหวาดกลัว สับสน แล้วพี่เห็นผู้ชาย 2 คนเหมือนกำลังตามหาใครอยู่ ทำท่าลับๆ ล่อๆ ลุกลี้ลุกลน  พี่ชอบอ่านหนังสือสืบสวนสอบสวนมาก แล้วลุง ของพี่ก็เป็นนักสืบเอกชนด้วย พี่เลยประเมินสถานการณ์ได้น่ะ พรุ่งนี้พี่จะพาไปหาตำรวจนะ จะได้ตามหาครอบครัวแล้วก็จัดการเรื่องคนร้ายให้เรียบร้อย”

คำพูดนั้นทำให้เด็กชายก้มหน้าลงทันที มือเล็กกำชายเสื้อเอาไว้แน่น

“ผมกลัวคนร้ายก็จริง แต่ผมก็ยังไม่อยากกลับบ้าน”

“ทำไมล่ะ”

“ถ้าผมกลับไป พ่อกับแม่ก็จะทะเลาะกันอีก พอได้ยินก็รู้สึกปวดหัวจนแทบอยากหายตัวไปจากตรงนั้นเลยล่ะ” คำตอบนั้นทำให้พราวประภานิ่งไป เธอไม่รู้ว่าครอบครัวของเด็กชายกำลังมีปัญหาอะไร แววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าทำให้ไม่กล้าถามต่อมากนัก  แต่เธอเข้าใจนะ เพราะเคยผ่านพ้นความเจ็บปวดจากการที่พ่อแม่ทะเลาะกันมาแล้งเช่นกัน

“พี่เข้าใจ แต่ยังไงโรมก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี  ถ้ายังไม่พร้อม พักที่นี่ก่อนสัก 1–2 วันก็ได้ พอสบายใจแล้วค่อยไปหาตำรวจด้วยกัน”

“จริงเหรอครับ” ศรันย์เงยหน้าขึ้นมองพี่สาวใจดีด้วยดวงตาเป็นประกาย

“อื้ม จริงสิ...งั้นโรมันนั่งรอพี่ก่อนนะ พี่จะลงไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ แล้วก็พวกนมกับขนมด้วย”  พูดจบก็หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปยังร้านเสื้อผ้าด้านล่างคอนโด ปล่อยให้เด็กชายอยู่ภายในห้องพักเพียงลำพัง

บทถัดไป