บทที่ 2 ระยะทางระหว่างเรา... กับการรอคอย

ร่างผอมบางของเด็กชายลุกขึ้นจากโซฟา เริ่มสำรวจรอบตัวด้วยความสนใจ ห้องพักขนาดสองห้องนอนแห่งนี้ตกแต่งอย่าน่ารักเรียบง่าย สะอาดเป็นระเบียบ

สองเท้าเดินไปหยุดที่ตู้หนังสือ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นหนังสือนวนิยายสืบสวนสอบสวนจำนวนมากเรียงอยู่บนชั้น มีทั้งนิยายฆาตกรรม สืบสวนคดีลึกลับ สารคดีเกี่ยวกับฆาตกร และ หนังสือเกี่ยวกับนักสืบชื่อดังรวมแล้วหลายร้อยเล่ม

ข้างๆ คือตู้เก็บแผ่นซีดี ด้านในเต็มไปด้วยหนังและซีรีส์สืบสวนสอบสวนอีกนับร้อยเรื่อง บางแผ่นมีภาพปกเป็นนักสืบกำลังยืนอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ บางแผ่นเป็นภาพคดีฆาตกรรมที่เต็มไปด้วยปริศนา

เด็กชายยืนมองอยู่นาน ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย

“อยากเป็นนักสืบมากเลยสินะ พี่สาวคนนี้...” สองเท้าก้าวเดินต่อไปจนถึงประตูกระจกที่เปิดออกไปยังระเบียงด้านนอก เมื่อผลักประตูออก ลมเย็นยามค่ำคืนก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้า แสงไฟจากอาคารสูงและถนนด้านล่างยังคงส่องประกายงดงาม ผู้คนตัวเล็กลงเมื่อมองจากชั้นสูง รถยนต์แล่นผ่านไปมาเป็นสายยาวคล้ายแสงดาวที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่บนพื้นดิน

เด็กชายยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ

เมืองที่เคยทำให้รู้สึกหวาดกลัว โดดเดี่ยว ดูสวยงามขึ้นมาเมื่อได้มองจากระเบียงห้องพักเล็ก ๆ แห่งนี้ ไม่มีเสียงฝีเท้าของคนร้าย ไม่มีใครกำลังวิ่งตามหา และไม่มีเสียงทะเลาะกันของพ่อแม่

ห้องของพี่สาวใจดี....เหมือนสถานที่ที่หัวใจ สามารถพักลงอย่างแท้จริง

         ครืน... ครืน...เปรี้ยง!

เสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นทำให้พราวประภาสะดุ้งตื่นกลางดึก แสงจากฟ้าแปลบปลาบสาดเข้ามาในห้องนอน ก่อนจะถูกความมืดกลืนหายไปพร้อมเสียงฝนที่กระหน่ำลงบนระเบียง

เด็กสาวลุกจากเตียงนอน เดินออกจากห้องตัวเองแล้วเปิดประตูห้องนอนของเด็กชายเบา ๆ ภายในห้องสว่างไสว มีแต่เตียงนอนว่างเปล่า ผ้าห่มถูกเปิดออกกองอยู่ด้านข้าง หัวใจของดวงน้อยหล่นวูบ ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับตู้เสื้อผ้าที่เปิดแง้มไว้

“โรมัน…อยู่ในนั้นหรือเปล่า” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยเรียก พลางเดินเข้าไปใกล้แล้วค่อย ๆ เปิดประตูตู้เสื้อผ้าให้กว้างขึ้น ร่างเล็กของเด็กชายนั่งขดตัวอยู่ด้านใน หัวเข่าถูกยกขึ้นชิดอก แขนทั้งสองข้างกอดตัวเองแน่น เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งจนสะดุ้ง พราวประภาถอนหายในแผ่วเบา ก่อนจะขยับเข้าไปนั่งภายในนั้นด้วยกัน

“ไม่ต้องกลัวนะ ที่นี่ปลอดภัยแล้ว และพี่ก็อยู่ตรงนี้” เสียงนุ่มนวลบอกพลางดึงตัวเด็กชายเข้ามากอด แล้วลูบแผ่นหลังเบา ๆ อย่างปลอบประโลม เด็กชายขยับเข้าไปในอ้อกอดของพี่สาวใจดี แล้วเปลือกตาก็ค่อย ๆ ปิดและหลับลงอย่างวางใจ

หลายปีก่อน ในคืนฝนตก คนร้ายกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในบ้านของเขา พวกมันทำร้ายและจบชีวิตคนในบ้านหลายคน รวมถึงตายายที่เขารัก เขาซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าจึงรอดชีวิตมาได้ หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็แทบไม่เคยนอนบนเตียงได้อีกเลยเมื่อฝนตกหรือฝันร้าย เพราะทุกครั้งที่หลับตา ภาพความทรงจำในคืนนั้นมักย้อนกลับมาเสมอ

      หลายค่ำคืน ที่ตู้เสื้อผ้ากลายจึงเป็นที่นอน ทำให้เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวจนเกินไปนัก

2 วันต่อมา...

พราวประภาพาเด็กชายเดินมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจใกล้บ้าน แดดยามสายส่องกระทบถนนสายเล็กอันเงียบสงบ เงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทางทอดตัวยาวตามแนวกำแพง มือเล็กๆ ของศรันย์จับกระชับมือเรียวของไว้แน่นตลอดระยะทางที่ก้าวผ่าน

เด็กชายเดินตามไปเงียบๆ ทุกก้าวเต็มไปด้วยความลังเลและความเศร้าเงียบงัน หัวใจดวงน้อยบีบเค้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ แม้พยายามทำใจยอมรับว่าเวลาของการได้อยู่ด้วยกันกำลังจะสิ้นสุดลง แต่ทุกครั้งที่เหลือบมองใบหน้าของพี่สาวใจดี ก็อดภาวนาในใจไม่ได้ว่า ขอให้เส้นทางสายนี้ยาวออกไปอีกสักนิด เพื่อยืดเวลาที่จะได้อยู่เคียงข้างเธอให้นานขึ้น

“เข้าไปข้างในนั้นนะ แล้วพี่ตำรวจจะช่วยพาโรมันกลับบ้านเอง” เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตามองเด็กชายตรงหน้าด้วยความห่วงใย

“พี่เข้าไปกับผมเถอะ พ่อแม่ผมรวยมาก พวกเขาจะให้เงินตอบแทน...”

“พี่ไม่ต้องการเงิน พี่ช่วยเพราะเต็มใจ และที่สำคัญนักสืบจะเปิดเผยตัวตนไม่ได้ อย่าบอกเรื่องของพี่กับคนอื่นนะ พี่อยากใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่อยากเป็นข่าวหรือให้ใครมาตามหา”

“ผมรับปากครับ ผมจะไม่บอกใคร” ถ้อยคำนั้นยืนยันอย่างหนักแน่น

“ตุ๊กตาหมีตัวนี้พี่ซื้อมาให้ กอดมันเอาไว้เวลารู้สึกกลัว” เด็กสาวยื่นส่งตุ๊กตาขนฟูนุ่มที่ถือติดมือมาตลอดทางให้คนตรงหน้า

“ขอบคุณสำหรับตุ๊กตา... ขอบคุณที่ช่วยผม” เด็กชายยื่นมือออกมารับตุ๊กตาหมีตัวขนาดเกือบ 2 ฟุตเอาไว้ กระชับกอดมันไว้แนบอกเพื่อซึมซับไออุ่นสุดท้าย

“เข้มแข็งไว้ แล้วทุกอย่างจะต้องดีขึ้น รีบเข้าไปหาพี่ตำรวจเถอะ ขอให้โชคดี”

“ครับ...”

เด็กชายพยักหน้าอย่างจำยอม ก่อนค่อยๆ หันหลังเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ แต่ก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ความอาลัยก็ฉุดให้หยุดเท้าแล้วเหลียวหันกลับมามอง แต่ตรงจุดเดิมไม่มีร่างของพี่สาวใจดียืนอยู่อีกแล้ว มีเพียงความว่างเปล่ากับสายลมยามสายที่พัดผ่าน

อ้อมแขนเล็กๆ กอดตุ๊กตาหมีแน่นขึ้นจนแทบจมลงไปในเนื้อผ้า ราวกับต้องการจะยึดเหนี่ยวความทรงจำแสนอบอุ่นนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

เด็กชายถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา แล้วสายตาจากถนนเส้นเดิมที่เพิ่งเดินผ่านมา ก้าวเข้าไปด้านในสถานีตำรวจด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งขึ้น เพื่อกลับคืนสู่โชคชะตาและชีวิตของตัวเอง

ทายาทมาเฟียแสนล้าน ที่เขาไม่มีวันหนีพ้น !

14 ปีต่อมา

ณ คฤหาสน์กว้างใหญ่ใจกลางเมือง ตัวอาคารถูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิกทรงสูงตั้งโดดเด่นอยู่บนพื้นที่หลายไร่ ล้อมรอบด้วยกำแพงหินแกรนิตสูงใหญ่เพื่อความเป็นส่วนตัว

ถนนกว้างที่ตัดผ่านซุ้มประตูทางเข้า มุ่งตรงสู่ลานน้ำพุโรมันตรงกลาง เสาหินอ่อนสลักลวดลายอ่อนช้อยรับกับหลังคาทรงสูงตระการตา ให้ความรู้สึกโอ่อ่าและทรงอิทธิพล สมฐานะตระกูลมหาเศรษฐีระดับแถวหน้า

บนเตียงนอนกว้างขวางภายในห้องนอนหรูหรา ร่างกายสูงสง่าของชายหนุ่มวัย 23 ปีทอดยาวอย่างผ่อนคลายท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ

ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับพระเอกซีรีส์จีน ริมฝีปากหยักสีชมพูอมแดง สันกรามคมชัดไร้ที่ติ มันส่งผลให้ดูมีเสน่ห์อย่างท้วมท้น แม้จะดูแฝงไว้ด้วยความเย็นชาไปสักนิดก็ตาม

เมื่อแสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเนื้อหนาเข้ามา เปลือกตาจึงค่อยๆ เปิดขึ้น สิ่งแรกที่ดวงตาคู่คมมองเห็น ก็คือตุ๊กตาหมีตัวเก่าซึ่งถูกจัดวางไว้อย่างดีภายในตู้กระจกกันฝุ่น มันกำลังนั่งมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน

ในอดีตเขาเคยกอดมันนอนทุกคืน จนสภาพเริ่มทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ขนฟูนุ่มไม่นิ่มเหมือนวันแรกที่ได้รับ เลยต้องคลุมพลาสติกแล้วเก็บในตู้ เพื่อรักษามันให้คงอยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ชายหนุ่มขยับกายลุกขึ้นจากเตียงนอน คว้าเสื้อคลุมยาวที่วางพาดไว้บนเก้าอี้ข้างเตียงมาสวมทับเรือนร่างเปลือยท่อนบนที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรง ก่อนจะก้าวเดินด้วยท่วงท่ามั่นคงไปยังระเบียงกว้าง ทันทีที่มือเรียวยาวเลื่อนประตูระเบียงออกไป ภาพความสวยงามของท้องฟ้ากว้างสีฟ้าครามสดใสก็ปรากฏสู่สายตา พร้อมกับทัศนียภาพของสวนดอกไม้ตัดแต่งอย่างประณีตเบื้องล่าง ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลขึ้นมาตามสายลมยามเช้า

14 ปีแล้วสินะ...

14 ปีแล้ว ที่เขาไม่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกเลย นับตั้งแต่วันเกิดเหตุการณ์ลักพาตัวอันแสนเลวร้ายในวัยเด็ก ในวันนั้นเขาเป็นเพียงเด็กชายวัย 9 ขวบผู้อ่อนแอ ไร้กำลังจะปกป้องตนเอง และทำได้เพียงรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่น

แต่ในวันนี้ เขาเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มผู้กุมอำนาจในธุรกิจระดับเอเชีย ครอบครองกิจการโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ถึง 15 แห่งกระจายอยู่ทั่วเอเชีย และยังมีบริษัทค้าทองคำ มีทรัพย์สินและเงินทองมหาศาลเกินกว่าจะประเมินค่าได้ ชนิดที่ว่าต่อให้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยไปจนวันตายก็ไม่มีวันหมดสิ้น

สมบัติมูลค่ามหาศาลเหล่านี้ เกิดขึ้นเนื่องจากคุณปู่ของเขายกสมบัติและมรดกเกือบทั้งหมดที่มีให้เขาเพียงผู้เดียว อาจเป็นเพราะช่วงเวลาที่คุณปู่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านมองเห็นว่าลูกชายทั้ง 2 คน ซึ่งก็คือบิดาและลุงของเขา ต่างคว้าไขว่ไขว่และได้รับผลประโยชน์ไปมากมายจนเกินพอแล้ว มรดกชิ้นสุดท้ายหลังความตายของท่านจึงตกเป็นของหลานชายคนเดียวอย่างเขาทั้งหมด

แน่นอนว่า มันสร้างความไม่พอใจให้ทั้งบิดาและลุงของเขาอย่างมากทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่ได้สนใจทั้งสองคนนั้นอยู่แล้ว เพราะพวกท่านก็แทบจะไม่ได้ผูกพันหรือเลี้ยงดูเขามา เขาถูกเลี้ยงโดยปู่และย่าเนื่องจากพ่อแม่มักจะมีปัญหากันเสมอและสุดท้ายก็จบลงที่การแยกทาง

“พี่สาว ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ... ผมอยากเจอพี่อีกจัง...” น้ำเสียงนุ่มหนักแน่น รำพึงรำพันถึงพี่สาวใจดีในความทรงจำ

“แต่ผมกลัวว่าการกลับไปของผมจะนำอันตรายไปให้พี่... และป่านนี้พี่ก็คงมีครอบครัว มีสามี มีลูกๆ ที่น่ารักไปแล้ว” ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาให้กับโชคชะตาของตนเอง ในขณะนัยน์ตาคู่คมทอดมองออกไปยังท้องฟ้าไกลแสนไกลอย่างไร้จุดหมาย โดยไม่รู้เลยว่าก้าวต่อไปของชีวิตนับจากนี้จะเป็นยังไง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป