บทที่ 8 อ้อมกอดที่อบอุ่นของเธอ
“นี่ ทำไมคุณต้องกอดฉันแน่นขนาดนี้ด้วย” หญิงสาวบ่น เมื่อคนที่นอนแนบชิดอยู่ข้างหลังโอบกอดตนเองเอาไว้อย่างแน่นสนิท ใบหน้าของเขาซบลงกับแผ่นหลังของเธอจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอบอุ่น กล้ามอกแน่นๆ แนบชิดเข้ามาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง แขนซ้ายรัดตรงช่วงเอวของเธอเอาไว้ราวกับกลัวว่าเธอจะขยับตัวลุกหนีหายจากไป กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆ จากร่างกายกำยำทำให้เธอรู้สึกใจสั่นเต้นไม่เป็นจังหวะ เหมือนคนจับไข้จนเนื้อตัวผ่าวร้อนไปหมดแล้วตอนนี้
“ก็บอกแล้วไงว่ากลัว ผมไม่ได้สร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อจะกอดคุณหรอกน่า อย่าคิดมาก” ชายหนุ่มกระซิบบอกอยู่ด้านหลังแผ่นหลังที่หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นแป้งอ่อนๆ
“นายนี่เหมือนเด็กคนนั้นไม่มีผิด”
“เด็กคนไหน...?”
“ก็...เด็กหลงทางคนนั้น...”
หญิงสาวว่าแล้วหลับตาลงใต้แสงไฟสลัวของห้องนอนกว้าง ภาพในอดีตค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา เมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอเคยพบเด็กชายหลงทางที่กำลังหลบหนีจากคนร้าย เธอพาเขากลับมาพักในห้องของตนเอง ในคืนที่ฝนตกหนัก เด็กคนนั้นก็นอนตัวสั่นเพราะเสียงฟ้าร้องไม่ต่างจากคนที่กำลังกอดเธออยู่ในตอนนี้
ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างทำให้หัวใจของพราวประภาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว จึงไม่ได้พูดอะไร เพียงปล่อยให้คนตัวโตที่นอนแนบชิดอยู่ข้างหลังโอบกอดอยู่แบบนั้น
“ขอบใจนะที่ให้กอด ราตรีสวัสดิ์...”
ไม่นานลมหายใจของศรันย์ก็ค่อย ๆ สม่ำเสมอขึ้น อ้อมแขนที่เคยเกร็งผ่อนคลายลง เหลือเพียงความอบอุ่นจากร่างกายของคนสองคนที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันโดยไม่มีอะไรเกินเลย ชายหนุ่มรู้สึกปลอดภัยและหัวใจสงบลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน จนหลับไปพร้อมความรู้สึกวางใจ
ขณะที่พราวประภาก็ค่อย ๆ ปล่อยตัวเข้าสู่ห้วงนิทราเช่นกัน ท่ามกลางเสียงฝนและเสียงฟ้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไปจากความรับรู้ของทั้งคู่
เมื่อเวลาผ่านไป เสียงฟ้าร้องเริ่มห่างออกไป เหลือเพียงเสียงฝนที่เบาลงเรื่อย ๆ พราวประภานอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของศรันย์ ร่างกายอ่อนล้าจากความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาตลอดทั้งคืน ชายหนุ่มกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แนบอกและวางคางลงบนศีรษะสวยได้รูป
ด้านนอก ฝนยังตกโปรยปราย ส่วนภายในห้อง ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ถูกผูกพันแน่นขึ้นมาทีละเล็กน้อยแต่มั่นคง
เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนส่องผ่านม่านเข้ามาในห้องนอน พราวประภาค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสบายตัวจากการนอนหลับเต็มอิ่ม หญิงสาวพบว่าคนบนเตียงเดียงกันในตอนนี้ยังคงไม่คลายอ้อมแขนออก แถมใบหน้าหล่อเหลาก็ยังซุกอยู่ตรงหน้าอกอวบๆ ของตนเองอย่างแนบชิด ด้วยความตกใจทำให้ต้องรีบผลักไหล่กว้างออกจากตัวทันที
“คุณศรันย์! ตื่นเดี๋ยวนี้นะ...”
ชายหนุ่มขยับตัวขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนเงยหน้ามองคนที่กำลังทำสีหน้าไม่พอใจ ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหมือนเรื่องเมื่อคืนไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้ตนเลยสักนิด ตรงกันข้ามมันรู้สึกดีอย่างที่สุดเลยล่ะที่มีเธอในอ้อมแขน และสองเต้าอวบๆ ที่ใบหน้าของเขาซุกแนบลงไป มันก็นุ่มนิ่มนุ่มนวลจนอยากใกล้มากขึ้นไปอีกขั้น
“ก็คุณเต็มใจให้ผมกอดเอง ขอบคุณนะ อุ่นมากๆ เลย” ว่าแล้วก็ขยับตัวนั่งแล้วบิดเนื้อตัว
“ฉันไม่ได้อนุญาตให้คุณกอดแบบนี้สักหน่อย”
“เมื่อคืนคุณไม่ได้ห้ามนี่”
คำตอบหน้าตายทำให้พราวประภาถึงกับพูดไม่ออก ยิ่งเห็นแววตาแพรวพราวของอีกฝ่ายที่มองมา ใบหน้าที่เพิ่งตื่นก็ยิ่งร้อนผ่าวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นว่าอีกฝ่ายเปลือยเปล่าเนื้อตัว เสื้อคลุมสีเทาที่ศรันย์สวมเมื่อคืนหลุดออกจากตัวไปแล้ว มันกองรวมอยู่กับผ้าห่ม เหลือเพียงร่างกำยำที่ไม่มีสิ่งใดปกปิด ความร้อนบนใบหน้าของหญิงสาวเลยพุ่งสูงมากขึ้นไปอีก
“คุณ! ใส่เสื้อคลุมเดี๋ยวนี้เลยนะ แล้วออกไปจากห้องฉันด้วย”
ศรันย์ก้มมองตัวเอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นอาการเขินของคนตรงหน้า ชายหนุ่มคว้าเสื้อคลุมสวมอย่างไม่รีบร้อน ก่อนขยับเข้าไปใกล้หญิงสาวที่ยังนั่งหันหลังให้
“เขินเหรอ อายุขนาดนี้แล้วอย่าบอกนะว่า...ยังไม่เคย”
“ไม่ได้เขิน ออกไปเลย อาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วไปให้พ้นซะ และฉันก็ไม่ได้เหมือนคุณซะหน่อยที่มั่วไปทั่ว”
“ผมเป็นเพลย์บอยก็จริง แต่ไม่ได้มั่วนะคุณ...ผมเลือกเสมอ ส่วนเมื่อคืนที่เห็นผมถูกผู้หญิงสองคนนั้นลากออกจากร้าน เพราะเมามากๆ ต่างหาก เผลอดื่มเยอะไปหน่อยลืมว่าตัวเองคออ่อน”
“อย่าพูดมากรีบลงไปจากเตียงของฉันซะ”
“แหม ทำเหมือนเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลยนะ”
“ก็มันไม่มีจริงๆ นี่ อย่ามาพูดอะไรแบบนี้” พราวประพาหันกลับมามอง แล้วหญิงสาวก็เหมือนตัวเองกำลังจะละลายเพราะแววตาหวานละมุนที่มองมา มันเป็นแววตาที่ทำให้ตื่นเต้นและเขินจนแทบหายใจไม่ออก
อีตาเด็กเมื่อวานซืนอายุน้อยกว่าเธอตั้งหลายปีคนนี้ กำลังอ่อยและโปรยเสน่ห์ใส่เธอสินะ...!
