บทที่ 6 เพลิงเสน่หา/6

“หลับแล้วหรือคนดี คุณนี่เหมือนเด็กจริงๆ”

อัคนียิ้มบางๆ ลูบศีรษะสาวงามในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน เสียงลมหายใจของเธอดังสม่ำเสมอ บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข ริมฝีปากหยักหนาขยับแย้มยิ้ม ขณะประทับลงบนพวงแก้มนิ่ม คนขี้เซายังไม่รู้ตัวซุกหน้ากับอกกว้างหลับสนิท

“เห้อ... จะขี้เซาไปถึงไหนเนี่ย ยายตัวเล็ก” เขาพึมพำพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู

อัคนีข่มใจไม่รังแกคนตัวเล็กอย่างยากลำบาก รอจนฝนเริ่มซาจึงขับรถกลับบ้านพักในไร่กาแฟ เขาไม่เสี่ยงลงเขาไป ทั้งๆ ที่ฝนยังตกและถนนลื่นแบบนี้เด็ดขาด

ดารากานต์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาบนเตียงนุ่ม ดวงตากลมโตกะพริบแรงๆ ไล่ความวิงเวียน จนตาหายพร่า ร่างบางลุกขึ้นนั่งมองไปรอบกาย ก่อนจะตกใจเมื่อเห็นร่างของใครคนหนึ่งนอนอยู่ข้างกาย ใต้ผ้าห่มนวมผืนใหญ่ผืนเดียวกับเธอ หนำซ้ำยังกอดเธอไว้อีกด้วย

“อีตาบ้า นี่คุณทำอะไรฉันฮะ”

เธอฟาดฝ่ามือตีคนที่นอนอยู่อย่างโมโห เมื่อพบว่าเธอสวมชุดใหม่ ไม่ใช่ชุดเมื่อวานที่เปียกชื้นนั้น

“โอ๊ย! จะฆ่าผัวให้ตายหรือครับที่รัก”

อัคนีสะดุ้งตื่นขึ้นร้องโอดโอยเมื่อถูกกำปั้นน้อยๆ ทุบถองจนเจ็บไปหมด ดารากานต์หลับหูหลับตาทุบตีเขาไม่เลือกที่ เจ้าตัวคงโมดหที่ตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนเขา พ่อเลี้ยงหนุ่มจับข้อมือเธอไว้กดตรึงคนตัวเล็กไว้กับที่นอน ไม่ให้อาละวาดทุบตีอีก

“ปล่อยนะ คนฉวยโอกาส”

ดารากานต์ตะเบ็งเสียงใส่เขา ใบหน้างามบูดบึ้ง ดวงตาคู่สวยวาววับด้วยแรงแค้น เสียเรงเธออุตส่าห์ไว้ใจนึกว่าเขาจะเป็นดีกว่านี้ แต่ที่ไหนได้เขากลับฉวยโอกาสตอนเธอไม่ได้สติมาทำอะไรแบบนี้

“อะไรกัน ตื่นขึ้นมาก็มากล่าวกันแบบนี้ได้ยังไง”อัคนีส่ายหน้า มองหญิงสาวด้วยสายตากึ่งยิ้งกึ่งขำ

“ก็คุณทำจริงหรือเปล่าล่ะ”

ดารากานต์แก้มร้อนวูบ หลบสายตาคมอย่างอับอาย น้ำตาเอ่อคลอขอบตาเมื่อนึกถึงสิ่งที่สูญเสียไป

“ทำอะไร หือ ผมทำอะไรคุณครับที่รัก”

อัคนีแสร้งตีหน้าซื่อ ถามเธอเสียงใส รู้ดีว่าเธอกำลังเข้าใจผิดไปใหญ่โต เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าเขานอนร่วมเตียงด้วย ริมฝีปากหยักโค้งกระตุกยิ้ม จ้องมองแก้มนวลแดงเรื่อด้วยความเอ็นดู

“ก็คุณทำ... เอ่อ ทำมิดีมิร้ายฉันใช่ไหม” เธอสะบัดเสียงเข้าใส่คนหน้ามึน

“ผมไม่ได้ทำอะไรไม่ดีนะ แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณ กับนอนกอดให้คุณหายหนาวแค่นั้นเอง”

แค่นั้นเองของเขา ทำเอาคนฟังหน้าแดงก่ำ ร่างกายของเธอไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว นี่เขาคงเห็นเนื้อตัวเธอหมดแล้ว โอย... อยากควักลูกตาอีตาบ้านี่นัก ดารากานต์ทั้งโกรธทั้งอายจนน้ำตาไหล

“คนบ้า ทำไมคุณไม่ให้แม่บ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฉันเล่า ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเสียเลย” เธอแว๊ดเข้าใส่

“ที่นี่เป็นไร่นะ ไม่มีแม่บ้าน มีแต่คนงานผู้ชาย คุณจะให้ผมเรียกพวกเขามาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณเหรอ” เขาท้วง

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณก็ไม่ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฉันแบบนี้ ปลุกฉันก็ได้นี่” เธอยังโกรธไม่หาย

“ปลุกคุณลุกมาเปลี่ยนเสื้อผ้านี่นะ เหอะ รู้มั้ยว่าคุณไข้ขึ้นสูงเรียกยังไงก็ไม่ตื่น ถ้าผมไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ คุณเป็นปอดบวมตายไปแล้ว”

เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ จ้องตาคนที่เริ่มอึกอักเถียงไม่ออกอย่างหมั่นไส้ แม่เจ้าประคุณตื่นขึ้นมาก็อาละวาดฟาดงวงฟาดงาเข้าใส่แฟดๆ แบบนี้มันน่าจับกดนัก ไม่ได้ทำก็มาหาว่าทำ เขาโดนด่าฟรี

“คุณดาว เราแต่งงานกันแล้วนะ อย่าคิดมากสิ” อัคนีเชยคางมนให้สบตา เอ่ยเสียงนุ่มพลิ้วให้เธอใจเย็นลง

“บ้าเหรอ ฉันไม่ได้เป็นภรรยาคุณจริงๆ นะ คุณจะให้ฉันคิดน้อยได้ยังไง”

ดารากานต์ใจเต้นแรง เมื่อใบหน้าคมเข้มของสามีในนามของเธอ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดวงตาคู่คมของเขาจ้องเธอนิ่ง แววตาคมกริบสะกดให้คนถูกจ้องใจเต้นแรง ริมฝีปากหยักโค้งเคลื่อนเข้ามาแตะบนหน้าผากเนียนแผ่วๆ จนทำให้เจ้าของหน้าผากสะดุ้งเฮือก แก้มแดงปลั่ง

“คุณดาว ถึงคุณจะคิดว่าการแต่งงานของเราเป็นเพียงการแต่งเพื่อแก้หน้า แต่สำหรับผมแล้ว ผมจริงจังนะ”

เขาเลื่อนริมฝีปากไล้ลงมาแตะพวงแก้มนุ่ม กระซิบบอกเธอข้างหู

“อย่านะ อย่าทำแบบนี้สิ” เสียงประท้วงดังแผ่วเบาเหลือเกิน

อัคนียิ้มละมุน แตะไล้ริมฝีปากซุกไซ้ดอมดมซอกคอหอมกรุ่นไปมา ร่างงามห่อไหล่หดคอด้วยความซ่านเสียว ยิ่งทำให้เขาได้ใจซุกซบใบหน้าฝังจมูกบนซอกคอขาวไม่ยอมหยุด

“ฉะ ฉันกำลังป่วยอยู่นะ อย่ารังแกกันสิ” ดารากานต์ส่ายหน้าหนี

อัคนีเงยหน้าจากซอกคอนุ่มหอมอย่างเสียดาย มือหนาปล่อยข้อมือบางออก แล้วตวัดร่างเล็กมากอดไว้แนบอก เกยคางบนกระหม่อม

“รู้ตัวว่าป่วยก็อย่าดื้อสิ”

“ฉันไม่ได้ดื้อนะ คุณต่างหากที่นิสัยไม่ดีมารังแกคนป่วย ชอบฉวยโอกาส” เธอต่อว่าเขา

แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ฉวยโอกาสรังแกเธอจนมีราคี แต่ยังอดต่อว่าไม่ได้

“แบบนี้เขาเรียกว่าดื้อไม่รู้ความ”

อัคนีหอมแก้มคนดื้ออย่างหมั่นไส้ ร่างบางในอ้อมแขนหยุดออกฤทธิ์แล้ว เมื่อรู้ว่ายิ่งดิ้นยิ่งเสียเปรียบจากที่ไม่ถูกรังแกจะโดนรังแกจริงๆก็ได้

“ถึงเราจะแต่งงานกันแล้ว แต่เราเพิ่งรู้จักกันนะคะคุณอัคนี”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป