บทที่ 11 ตอนที่ 11 ท่านบอกว่าจะไม่รังแกข้าอีก

“เรื่องนี้ ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ตัดสินใจให้ ข้า…”

“ข้าถามความสมัครใจของเจ้า ความรู้สึกของเจ้า ข้าไม่ได้อยากรู้เรื่องผู้อื่น หากว่าเจ้ายินยอม ข้าก็จัดการสู่ขอตามประเพณี แต่หากว่าเจ้าปฏิเสธ….”

นางเงยหน้าขึ้นมองเขา นึกอยากรู้ว่าคำตอบนั้นทันที หากนางปฏิเสธ เขาจะทำเช่นไร

“ข้าก็พยายามให้เจ้ามองข้าใหม่ และสู่ขอเจ้าอยู่ดี”

ซู่เย่หลุดขำออกมา นางไม่ประสีประสาเรื่องแบบนี้ บางทีอาจจะต้องใช้เวลา แต่ที่นางรู้แน่ชัดในคืนนี้ก็คือ นางไม่ได้นึกรังเกียจแม่ทัพมู่หลงฟู่ นางจูบกับเขาถึงสองครั้งโดยที่ไม่ได้ขัดขืน ซึ่งความรู้สึกนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นกับฉินเว่ยหยางมาก่อน

“เจ้าขำอะไร เหตุใดจึงต้องหัวเราะ”

“เปล่าเจ้าค่ะ ดึกแล้ว ท่านรีบกลับจวนก่อนจะดีกว่านะเจ้าคะ ตอนนี้พิษในกายท่าน น่าจะหมดแล้ว”

“เจ้าตรวจดูก็น่าจะรู้นี่ ลองตรวจก่อนสิ”

เขายื่นมือมาให้นางจับ นางจึงรับมือเขามาวางที่มือเรียวบางของนางก่อนจะจับชีพจรดู

“ยังออกไม่หมด แต่ก็ไม่ร้ายแรงแล้ว เพียงนอนพักผ่อนก็หายแล้วเจ้าค่ะ”

เขาดึงนางเข้ามากอด ตอนนี้เขาได้กลิ่นจากตัวนางได้ชัดเจน รวมถึงกลิ่นที่เรือนผมของนางที่ส่งกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ในสวนพฤกษชาติทำให้เขาไม่อยากปล่อยนางไปเลย ซู่เย่รู้สึกว่าหัวใจนางเต้นแรงขึ้นอีกแล้ว แต่เมื่อหยุดนิ่งในอ้อมกอดเขา และหลับตาลงกลับพบว่า หัวใจของเขาก็เต้นแรงพอๆ กับนางเช่นกัน

“ท่านแม่ทัพเจ้าคะ คือว่า...”

“เจ้าลองเรียกข้าว่า พี่ฟู่ ได้หรือไม่”

“เอ่อ…นั่น ไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไหร่นะเจ้าคะ”

“ซู่เย่ หากเจ้าไม่ทำ ข้าอาจจะจูบเจ้าอีกนะ”

“พี่ฟู่”

เขาคลายอ้อมกอดนั้นออก ก่อนจะใช้มือจับที่แก้มเย็นๆ ของนาง เขาปล่อยนางยืนตากลมนานแล้ว ควรจะให้นางกลับเข้าจวนเสียที เขาก้มลงมา ก่อนที่นางจะเบี่ยงหน้าหนี

“ท่านบอกว่าจะไม่รังแกข้าอีก”

เขาจับหน้านางไม่ให้หนี ก่อนที่จะก้มลงหอมแก้มเย็นๆ แต่นุ่มและหอมมาก และอดไม่ได้ที่จะจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากของนางเป็นการเอ่ยลาสำหรับคืนนี้

“อากาศเริ่มเย็นแล้ว เจ้ากลับเข้าห้องเถิด ข้าจะเดินกลับเอง”

ซู่เย่ที่ยืนแข็งทื่อเพราะพึ่งถูกจู่โจมมายังคงทำตัวไม่ถูก ก่อนที่นางจะรีบบอกเขา

“ข้าขอลาเจ้าค่ะ”

นางย่อตัวส่งเขา ก่อนที่จะรีบหันเดินกลับเข้าจวนไป โดยไม่ได้หันมามองเขาอีก มู่หลงฟู่มองตามหลังของนางไป ไม่คิดว่าคืนนี้จะเกิดเรื่องขึ้นมากมาย จนทำให้เขารู้ใจตนเองว่าต้องการทำอะไรกันแน่ เขาคงต้องเร่งส่งข่าวกลับไปหามารดา เพื่อเตรียมเร่งทำการสู่ขอจินซู่เย่มาเป็นฮูหยินของเขาเสียที…..

จินซู่เย่เดินตัวลอยกลับไปที่ห้องนอน ก่อนที่นางจะเผลอ เดินไปดูที่อ่างอาบน้ำที่เขาเคยแช่ และหันกลับมาอย่างรู้สึกอับอายกับการกระทำนั้นของตน

“บ้าเหรอ คิดอะไรอยู่น่ะ จินซู่เย่ นอนได้แล้ว”

จวนแม่ทัพ เมืองหย่งตู

“เจ้าว่าอย่างไรนะ มีคำสั่งลงมาแล้วงั้นหรือ”

“ขอรับท่านแม่ทัพ ให้ท่านอยู่ประจำที่หย่งตู ยังไม่ต้องกลับเข้าเมืองหลวงขอรับ”

“ดูท่า เรื่องที่ซู่เย่ได้ยิน จะเป็นความจริงสินะ ระแวงข้าขนาดนี้ ถึงขั้นไม่ให้กลับเข้าเมืองหลวง นอกจากนั้นล่ะ มีคำสั่งใดเพิ่มอีกหรือไม่”

กงจื่อและกงเซียวมองหน้ากัน และยื่นราชโองการสีเหลืองทองส่งมาให้เขาอ่านและจดหมายอีกหนึ่งฉบับเขารับมาอ่าน และรีบวางทันทีด้วยความโมโหอย่างที่สุด

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน หึ จะพระราชทานสมรส บุตรีของราชครูผังเจินให้ข้า ถามข้าสักคำหรือไม่ ร้ายกาจมาก คิดว่าข้าเป็นหมูในอวยของเจ้างั้นเหรอ ฝนหมึกให้ข้าที ข้าจะเขียนหนังสือส่งไปที่เมืองหลวง”

เขาเริ่มเขียนหนังสือส่งไปยังเมืองหลวง ปฏิเสธการแต่งงานพระราชทานสมรส ในเมื่อเขาปราบกบฏหย่งตูได้ และฝ่าบาทให้รั้งดินแดนนี้เอาไว้ เขาไม่มีทางแต่งกับบุตรสาวราชครู ผู้มากด้วยกามารมณ์เช่นนาง ชื่อเสียงของนางเป็นที่ฉาวโฉ่ทั่วเมืองหลวง สตรีงามล่มเมืองแต่ชอบเที่ยวหอนายโลมชายเป็นที่สุด

จดหมายถูกส่งกลับ ก่อนที่เขาจะออกมาสูดอากาศนอกจวนด้วยการขี่ม้ามาที่เนินเขา เป็นสถานที่ที่พบกับจินซู่เย่ในครั้งแรก ไม่กลับเมืองหลวงก็ดี เขาเพียงเป็นห่วงมารดาที่เริ่มอายุมากแล้ว และนางก็พึ่งสูญเสียบิดาไป อย่างไรเสีย เขาก็คงต้องหาโอกาสกลับเมืองหลวงไปเยี่ยมนาง……

“ข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านแม่ และไปเคารพสุสานท่านพ่อด้วย อาจจะไม่อยู่สี่ห้าวัน ระหว่างนี้ก็ปิดจวนเอาไว้”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

เขาเร่งขี่ม้าเร็วกลับเมืองหลวงด้วยเรื่องสำคัญ แม้ว่าจดหมายปฏิเสธการแต่งงานจะถูกส่งไปก่อนแล้ว แต่เขาคิดว่าราชครูคงไม่หยุดแค่นี้แน่ เขาต้องเร่งจัดการเรื่องนี้ก่อน และอธิบายให้มารดาของเขาฟัง ว่าเขามีสตรีในดวงใจแล้ว

จวนสกุลมู่

“ท่านโหวน้อย ท่านกลับมาแล้ว สวรรค์ ท่านกลับมาแล้วจริงๆ ไปเรียนฮูหยินเร็วเข้า เร็วๆ เข้า”

ที่นี่เรียกเขาว่าท่านโหวน้อย เนื่องจากการตายของบิดาในสนามรบ ฮ่องเต้ได้พระราชทานยศให้บิดาของเขา ตำแหน่งท่านโหว จึงสืบทอดตกมาเป็นของเขา สตรีสูงวัยมีสาวใช้ในวัยใกล้เคียงกันพยุงมา เดินมาหาเขา ก่อนที่เขาจะเดินมาคุกเข่าต่อหน้านาง

“ท่านแม่ ลูกอกตัญญูกลับมาหาท่านแล้ว”

“มู่หลงฟู่ ลูกแม่ เจ้ากลับมาแล้ว ลุกขึ้นมาให้แม่กอดหน่อย หลงฟู่ เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง โอ..ลูกแม่”

น้ำตาของผู้เป็นมารดาไหลไม่หยุดเมื่อนางมองเห็นบุตรชายที่มีลมหายใจเดินเข้ามาหานางที่จวน เขามองหน้ามารดา ที่บัดนี้นางเริ่มมีริ้วรอยจากความโศกเศร้าและอายุที่มากขึ้น แต่รอยยิ้มที่ส่งมาให้เขา ยังคงเป็นมารดาที่อ่อนโยน ใจดีดั่งเช่นวันวาน

“ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ลูกกลับมาเยี่ยมท่านแม่และมากราบป้ายวิญญาณท่านพ่อด้วย”

“แม่ให้ท่านพ่อรออยู่บนเขา หากเจ้าอยากไปก็บอกพ่อบ้านจุนนำทางเจ้าไป ลูกแม่ แม่ทราบข่าวแล้ว ฝ่าบาทให้เจ้ารั้งอยู่เมืองหย่งตู ระหว่างรอเจ้าเมืองคนใหม่ไปประจำการ เจ้าอยู่ที่นั่น เป็นเช่นไรบ้าง”

“ลูกสบายดีขอรับท่านแม่ วันนี้ลูกมีเรื่องจะปรึกษากับท่านแม่ด้วยขอรับ”

พ่อบ้านจุนรีบวิ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรีบร้อน ก่อนที่จะรีบแจ้ง

“ท่านโหว ฮูหยินขอรับ คุณหนูผังอี้เหมยมาขอพบขอรับ”

“นางคือ!!”

“ท่านแม่ ลูกไม่ได้อยากเจอหน้านาง”

“ท่านโหว เหตุใดจึงมิอยากเจอข้าหรือเจ้าคะ”

กลิ่นฉุนของน้ำหอมสตรีที่เตะจมูกเขารุนแรงเช่นนี้คงมิใช่ใครอื่น นอกจากสตรีงามล่มเมืองของต้าซ่ง ผังอี้เหมย บุตรสาวราชครูผังที่เลื่องชื่อ

“ข้าน้อยผังอี้เหมยคารวะฮูหยินมู่ ท่านโหวเจ้าค่ะ”

“แม่นางผัง เชิญตามสบายเถิด นั่งก่อนสิ”

“ขอบคุณฮูหยิน”

นางเลือกนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เพื่อจะได้มองแม่ทัพหนุ่มได้ชัดขึ้น

“แม่นางผัง เจ้ามีธุระอันใดที่จวนข้างั้นหรือ”

เขายังคงถามเสียงแข็งกร้าว เพราะไม่ได้อยากต้อนรับหรือร่วมสนทนากับนางแม้แต่น้อย

“ข้าควรจะถามท่านเสียมากกว่า เหตุใดท่านจึงกล้าส่งจดหมายปฏิเสธการแต่งงานของเราสองคนที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้”

เขามองนางที่กำลังส่งสายตาผิดหวัง โมโห และไม่พอใจมาให้เขา

"ข้าได้อธิบายเหตุผลไปกับจดหมายที่ส่งถึงฝ่าบาทแล้ว เรื่องนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ผู้อื่นทราบ…..

บทก่อนหน้า
บทถัดไป