บทที่ 12 ตอนที่ 12 แม่ทัพปากร้าย ใจโหดเหี้ยม

“แต่ข้ามิใช่ผู้อื่น ข้าเป็นคนที่ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้แต่งกับท่าน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ คู่หมั้นของท่าน”

มู่ฮูหยินถึงกับยกมือขึ้นป้องปาก คิดไม่ถึงว่าสตรีสูงศักดิ์จะกล้าพูดแบบนี้ออกมาต่อหน้าผู้คน ยิ่งไปกว่านั้น ต่อหน้าลูกชายของนางและนางอีกด้วย

“คุณหนูผัง เรื่องนี้ ข้าว่ารอให้ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยก่อนแล้วค่อยมาปรึกษากันอีกทีดีหรือไม่”

“ท่านโหว ข้าอยากทราบเหตุผลที่ท่านปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้”

เขาหันมามองนาง ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูสกุลผังนี้มาก่อนว่าทั้งเอาแต่ใจ เกรี้ยวกราด ไม่มีมารยาท ไม่มีความรู้ และไม่สนใจการบ้านการเรือน เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นบุตรีของท่านราชครูผังเจิน นางจึงวางอำนาจ ไม่เกรงกลัวผู้ใด

“แม่นางผังท่านอยากให้ข้าพูดจริง ๆ หรือข้าเกรงว่า..”

“ข้าอยากรู้ ผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างก็ชื่นชมข้าว่าเป็นสตรีงามล่มเมือง ใคร ๆ ก็อยากได้ เหตุใดท่านจึงปฏิเสธข้า”

“นั่นคือคนอื่น มิใช่ข้า ที่สำคัญ ท่านมิใช่คนที่เหมาะสมกับข้าเลยแม้แต่น้อย ข้าใช้ชีวิตกลางสมรภูมิรบ ท่านอยู่แต่ในเมืองหลวง เสพติดแต่ความสำราญจนชื่อเสียงโด่งดังไปถึงกองทัพข้าที่แดนเหนือ ขออภัยที่ข้าต้องกล่าวตามตรง สตรีที่รักสนุก เอาแต่ใจตัวเอง ไร้มารยาทเช่นเจ้า ข้า มู่หลงฟู่ชาตินี้ ไม่ขอแต่งกับท่านแน่นอน หากไม่มีธุระอันใดแล้ว ข้าขอตัวก่อน”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะท่านโหว ท่านจะกล่าวเกินไปหรือไม่ ถึงอย่างไรข้าก็ยังเป็นสตรี ท่านพูดจาเช่นนี้ มันจะไม่รุนแรงเกินไปหรอกหรือ”

“ขออภัย แต่เรื่องนี้ เจ้าเป็นผู้บอกให้ข้าพูดเอง ข้าเข้าใจว่าข้าถนอมคำพูดที่ดีที่สุดเอาไว้แล้วหาไม่แล้ว…”

“หาไม่แล้วอะไร ท่านอยากจะพูดอะไรอีก ในเมื่อพูดมาแล้ว แน่จริงท่านก็พูดออกมาให้หมด ข้าจะได้รู้ในคราเดียว ไม่ต้องติดค้างอะไรในใจอีก”

เขาหันกลับมามองนางอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินเข้าไปหานาง ผังอี้เหมยเห็นแววตานั้น ทำให้นางหวั่นไหว ช่างน่าหลงใหลเสียจริง หากเขาเดินเข้ามากระชากเสื้อผ้าของนาง มันจะดีเพียงใดกัน…

“งั้นข้าก็จะไม่เกรงใจ ชื่อเสียงของท่าน มัวเมาระเริงมั่วบุรุษ คลุกคลีอยู่แต่กับนายโลมทั้งวันทั้งคืน หญิงงามเมืองที่เขาเรียกกันตามหอคณิกา ยังมีมารยาทที่ดีกว่าท่าน”

“เป็นถึงบุตรีราชครูที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับทำตัวเสเพลไม่ต่างกับบุรุษ งานบ้านงานเรือนไม่จับ กลอนหมากอักษรภาพล้วนโง่เง่า ความรู้ความสามารถพิเศษอะไรก็หามีไม่ ดีแต่แต่งตัวยั่วเมืองไปวันๆ ผู้ใดแต่งเข้าสกุลไป คงต้องซวยไปทั้งชาติ แม่นางผัง ข้าพูดชัดเจนเช่นนี้แล้ว พอใจเจ้าหรือยัง"

"เอาล่ะ ข้าเสียเวลามามากแล้ว ข้าขอตัวก่อน ท่านแม่ เย็นนี้ลูกจะกลับมานะขอรับ หวังว่ากลับมา คงจะไม่เจอเจ้าอีกนะ ที่นี่ ไม่ต้อนรับเจ้า”

“มู่หลงฟู่!! เจ้าบังอาจนัก ข้าจะ…”

“เจ้าจะทำสิ่งใด กลับไปฟ้องพ่อเจ้างั้นหรือ ข้ารู้แล้ว นอกจากไม่มีความรู้ เจ้าแทบจะไม่มีความคิดด้วย เอะอะก็เอาแต่ฟ้องบิดาที่มีอำนาจ น่าอับอายยิ่งนัก”

เขาเดินออกจากจวนไปโดยไม่หันมามองนางอีก เขาได้ยินเพียงเสียงที่กรีดร้องตามหลังมา แต่ไม่คิดที่จะเดินกลับไป ถึงแม้จะมีใจคิดห่วงมารดาของตนเองก็ตาม เขาไม่คิดจะให้เกียรตินาง และไม่ยินดีที่จะผูกไมตรีใด ๆ กับสกุลผัง

เขาขี่ม้าไปตามทางที่พ่อบ้านจุนบอก บนเขา สุสานของท่านแม่ทัพมู่จิ่นเซียน มีสุสานว่างอยู่ข้างๆ เขาอีกที่หนึ่ง เขาคิดว่ามารดาของเขาคงจะทำเอาไว้ เพื่อให้ตัวนางเอง…

"ท่านพ่อ ข้ากำจัดกบฏหย่งตูแทนท่านสำเร็จแล้วขอรับ ส่วนเรื่องผู้บงการเบื้องหลังกบฏ ลูกจะต้องฉีกหน้ากากมันออกมาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ขอให้ท่านพ่อโปรดวางใจ….

ลมพัดเบาๆ ผ่านหน้าเขา ดั่งเป็นการรับรู้จากสวรรค์ มู่หลงฟู่หลับตาเบาๆ ก่อนที่เขาจะก้มลงกราบสุสานของบิดาและหันกลับออกมาจากที่นั่น…..

“มู่หลงฟู่ อวดดีนัก ท่านคิดว่าข้าจะยอมปล่อยท่านไปง่ายๆ เช่นนั้นหรือ ในเมื่อมีราชโองการลงมาแล้ว ท่านก็มิอาจขัดได้”

“คุณหนู จะกลับจวนเลยหรือไม่เจ้าคะ”

“จะกลับทำไม ไปหอเหรียนฮุ่ย”

“แต่ว่า ท่านราชครูสั่งว่า…”

“เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้างั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ”

รถม้าวิ่งไปยังตรอกถัดไปตามคำสั่งของผู้ที่อยู่ในรถม้า มุ่งตรงสู่หอนายโลมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง

ประชุมเช้า ราชสำนักต้าซ่ง

“ท่านแม่ทัพมู่ ท่านพึ่งกลับมาจากหย่งตู เหตุใดไม่พักผ่อนก่อน รีบเข้าประชุม หรือว่าท่านมีเรื่องด่วนอันใดที่จะแจ้งเรางั้นหรือ”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย แต่ข้าพระองค์เป็นทหาร การเข้าร่วมประชุมราชสำนัก ล้วนเป็นหน้าที่ที่สมควรทำพ่ะย่ะค่ะ”

“ดี ดีมาก ว่าแต่ เรื่องที่ท่าน ส่งจดหมายมา เรื่อง เอ่อ การสมรสนั่น ท่านแน่ใจหรือว่า…”

“กราบทูลฝ่าบาทตามตรง ข้าพระองค์มิได้มีความชอบพอกับคุณหนูผัง ขอฝ่าบาท ทรงไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านโหวมู่ บุตรสาวข้ามีความเลื่อมใสในตัวท่านยิ่งนัก เหตุใดท่านจึงปฏิเสธไมตรีถึงเพียงนี้”

เขาหันไปมองราชครู สายตาที่มองทำเอาราชครูนึกหวาดหวั่น เขาไม่เคยเห็นคนหนุ่มที่มีสายตาแข็งกร้าวเช่นแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มาก่อนเลย แต่ด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนั่น

เขาพอจะเดาได้จากที่บุตรสาวของเขากลับมาอาละวาดที่จวนเมื่อวาน ราชครูผังเองก็รับรู้เรื่องฝีปากของแม่ทัพมู่มาบ้าง

“ขออภัยที่ต้องเรียนตามตรง ข้ามิได้อยากได้สตรีเช่นคุณหนูผังมาเป็นภรรยา จึงไม่สามารถแต่งกับนางได้ขอรับท่านราชครู โปรดอภัยให้ข้าด้วย”

ราชครูผังโกรธจนหน้าแดง นี่มู่หลงฟู่กล้าลบหลู่เขาต่อหน้าฝ่าบาทถึงเพียงนี้เชียวหรือ

“เจ้าจะบังอาจมากไปแล้วท่านโหวน้อย เจ้ากล้าดูหมิ่นบุตรสาวของข้าต่อหน้าข้า และยังปฏิเสธราชโองการที่ฝ่าบาทแต่งตั้งอีกงั้นหรือ”

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบเสียส่วนใหญ่ สตรีที่เอาแต่รักสนุก ชอบความหรูหรา เสพติดความฟุ้งเฟ้อ อาศัยเพียงอำนาจบารมีของบิดาเพื่อบังคับผู้อื่นให้ทำตามใจเช่นนั้น ไม่เหมาะกับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในสนามรบเช่นกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”

ราชครูยืนกำหมัดแน่นตัวสั่นเพราะความโกรธ เขาเหมือนถูกลากมาตีแสกหน้ากลางท้องพระโรงก็มิปาน

เขาเคยรู้มาบ้างว่ามู่หลงฟู่ผู้นี้มีวาจาเชือดเฉือนร้ายกาจไม่เคยไว้หน้าผู้ใด เป็นคนขวานผ่าซาก ปากร้าย ใจคอโหดเหี้ยม เพชฌฆาตแห่งสนามรบ แต่ไม่คิดว่าแม้แต่เขาที่เป็นราชครู เขาก็ยังไม่เว้น

ฝ่าบาทแทบจะอดกลั้นขำไม่ไหว ก่อนจะแกล้งกระแอมออกมาเสียงดัง ตอนที่ราชครูเสนอบุตรีของเขาให้โหวน้อยสกุลมู่ เขาก็คิดเอาไว้ถึงแผนของราชครูผังแล้ว เขากะจะรวบอำนาจการทหารของตระกูลมู่เข้ากับสกุลผังของเขา เพื่อจะมางัดกับฮ่องเต้เช่นเขา

แต่เขาคิดผิด มู่หลงฟู่ไม่ใช่คนที่เขาจะควบคุมเป็นดั่งหุ่นเชิดได้ เขาเตือนแล้ว แต่ราชครูก็ยังดึงดันที่จะเสนอบุตรสาวให้แต่งกับมู่หลงฟู่ให้ได้ ซึ่งนึกแล้วว่าจะต้องมีเหตุการณ์เช่นนี้ ……

ฝ่าบาทจึงตัดสินใจไม่ได้ออกราชโองการเรื่องการสมรสไป เพียงแค่แจ้งเป็นหนังสือแยกไปเท่านั้น ราชโองการเป็นเพียงการแต่งตั้งให้มู่หลงฟู่ดูแลหย่งตูชั่วคราว ก่อนที่จะแต่งตั้งเจ้าเมืองใหม่ไปดูแล เพียงแต่ฝ่าบาทไม่ได้บอกราชครูผังเท่านั้นเอง เป็นการดัดนิสัยเอาแต่ใจของราชครูเฒ่านี้ด้วย

“เอาล่ะ แม่ทัพมู่ เอาเป็นว่าเรารับฟังท่าน เหตุผลที่ท่านกล่าวมาก็ ดูสมเหตุสมผล ตกลง เอาเป็นว่าเรื่องแต่งงานของเจ้า ข้าก็จะไม่ก้าวก่ายอีก”

“แต่ว่าฝ่าบาท แล้วบุตรสาวกระหม่อมล่ะพ่ะย่ะค่ะ นางจะเสื่อมเสียชื่อเสียง พระองค์ออกราชโองการไปแล้ว คืนคำไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป