บทที่ 13 ตอนที่ 13 แผนกำจัดสกุลจิน
“ท่านราชครู ข้ามีราชโองการไปก็จริง แต่เป็นให้มู่หลงฟู่ดูแลความเรียบร้อยที่หย่งตูชั่วคราว ระหว่างรอแต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่ไปประจำที่นั่น แต่เรื่องสมรสพระราชทาน ข้าแค่ทำเป็นหนังสือส่งไปแจ้งเท่านั้น และแม่ทัพมู่ก็ส่งหนังสือตอบกลับมาให้ข้าแล้วว่า เขาไม่เหมาะกับบุตรีของท่าน”
“นี่เขาไม่รู้เลยหรือว่าบุตรสาวเขาฉาวโฉ่ขนาดไหน วันๆ อยู่แต่หอชายนั่นทั้งวัน งานการไม่เอา ความรู้ไม่มี ใครอยากจะแต่งด้วยกันล่ะ”
“ใครเขาจะอยากได้หญิงงามเมืองเช่นนั้นเป็นภรรยากันล่ะ ต้องมีเงินให้นางผลาญเล่นสักเท่าใดกันถึงจะพอ”
“ฝ่าบาทยังมิได้ออกราชโองการไปเรื่องแต่งงาน ดันทึกทักเอาเองเสร็จสรรพ อะไรจะน่าอับอายขนาดนั้น”
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นมารอบตัวเขา มู่หลงฟู่หันไปมองหางตาให้กับราชครูเฒ่าที่ยืนโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตัวสั่นอยู่แต่ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อฝ่าบาทชี้แจงแล้วเขาก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้งได้อีก
"เอาล่ะ วันนี้เราจะปรึกษาพวกท่าน เกี่ยวกับฤดูเก็บเกี่ยว กับการสอบราชการของปีนี้……..
การประชุมหลังจากนั้น ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของแม่ทัพหนุ่มอีก เป็นเรื่องเกี่ยวกับราชกิจบ้านเมืองทั้งสิ้น
จวนสกุลผัง
“เจ้าว่าอย่างไรนะ สกุลจินอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับ แม่ทัพมู่เป็นผู้พูดตอนที่พาบุตรสาวคหบดีเมืองหย่งตูไปส่งที่หน้าจวนขอรับ”
“หึ ที่แท้ กองทัพของข้า ก็พ่ายเพียงอุบายเพียงเท่านี้ ดี ข้าจะได้สั่งสอน ว่าผู้ที่กล้ามาขวางทางข้า มันเป็นเช่นไร สั่งการลงไป คนของเราที่เหลือ จัดการสกุลจิน ทางที่ดี รีบจัดการก่อนเจ้ามู่หลงฟู่จะกลับไปหย่งตู”
“รับทราบขอรับ”
“ท่านพ่อเจ้าคะ”
ราชครูผังเจินสะดุ้งสุดตัว เขาไม่คิดว่าบุตรสาวของเขาจะอยู่ที่จวนในวันนี้
“อี้เหมย เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่”
นางเพียงแต่สะบัดผม และเดินออกมาหาผู้เป็นบิดา
“ท่านพ่อดูตกใจเกินไป ข้ามิแพร่งพรายแผนการของท่านหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่ ข้านึกสนใจบุตรสาวสกุลนั้น ที่ท่านโหวมู่พาไปส่งที่จวน ท่านพ่อ ข้ามีแผน”
“นี่เจ้า…”
ราชครูผังเจินมองหน้าบุตรสาว ก่อนที่นางจะยิ้มและบอกแผนแก่บิดา ทำเอาเขายิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“ยอดเยี่ยม ไม่นึกว่าเจ้าจะคิดแผนนี้ออกมาได้ อี้เหมย ตลอดเวลาเจ้าซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้สินะลูกพ่อ ฮ่าๆๆๆ ได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก งานนี้ ข้าจะได้สั่งสอนเจ้าแม่ทัพหนุ่มปากเสียนั่น ที่กล้ากำแหงกับข้าต่อหน้าพระพักตร์”
ผังอี้เหมยลอบยิ้มอย่างยินดี หากใช้แผนการนี้มาบีบบังคับเขา ไม่มีทางที่แม่ทัพมู่จะไม่ยอมแต่งกับนาง ตั้งแต่กลับมาจากสกุลมู่นางก็ลืมสายตาและใบหน้าที่รูปงามนั้นไม่ได้เลย
นางอยากได้เขา สิ่งใด หรือบุรุษผู้ใดในใต้หล้า หากผังอี้เหมยต้องใจ นางก็จะต้องได้มา ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม……
จวนสกุลมู่
“ลูกแม่ หากเจ้าพึงใจนาง แม่ก็จะไม่ขัดเจ้า แม่ไม่นึกไม่ฝันเลย ที่แท้ลูกแม่ก็มีความรู้สึกแบบนี้ แม่ยังนึกห่วงเจ้า กลัวว่าจะไม่มีใครดูแลเสียอีก”
“นางเป็นสตรีที่ช่วยชีวิตลูกไว้ และยังเป็นผู้ที่เป็นพยานในเรื่องผู้ที่อยู่เบื้องหลังนี้ ข้าจึงได้รู้ความชั่วของคนในราชสำนัก”
“ลูกแม่ เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก เอาล่ะ เจ้าไปนอนพักผ่อนเถิด อีกสองวันก็ต้องกลับหย่งตูแล้ว พรุ่งนี้แม่จะไปไหว้พระ และดูฤกษ์ยามไว้ให้เจ้า”
“ขอรับ ท่านแม่”
เขาเดินกลับมาที่ห้องเพื่ออ่านหนังสือ ก่อนที่ลมจะพัดแรงทำเอาเชิงเทียนในห้องของเขาคว่ำใส่โต๊ะ จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ที่โต๊ะกลาง กงจื่อและกงเซียวรีบดับไปและนำผ้าที่ถูกไฟไหม้ออกไป
เขารู้สึกว่ามีลางสังหรณ์แปลกๆ ต้องมิใช่เรื่องดีแน่เมื่อเขายอมล้มตัวลงนอน กลับนอนไม่หลับเฝ้าพะวงหาแต่จินซู่เย่ซึ่งเขาไม่เคยนึกห่วงพะวงถึงนางมากถึงขนาดนี้มาก่อน…..
“กงจื่อ กงเซียว ข้าจะกลับหย่งตูเดี๋ยวนี้”
“แต่ว่าท่านโหวขอรับ นี่มันพึ่งจะเข้ายามจื่อ (ประมาณเที่ยงคืน) เองนะขอรับ และกำหนดกลับก็อีกสองวันข้างหน้า…”
“เก็บของแล้วรีบตามข้ามา เร็วเข้า ข้าจะไปบอกท่านแม่ก่อน”
เขารีบวิ่งออกมาจากห้องนอน ก่อนที่จะวิ่งไปยังห้องนอนของฮูหยินมู่ นางรู้สึกตกใจที่เขาเลือกกลับก่อนกำหนดหลายวันแต่ก็มิห้าม เพราะอีกเพียงไม่กี่วัน ลูกชายก็จะกลับมาประจำอยู่ที่เมืองหลวง
“เดินทางปลอดภัยนะหลงฟู่ ดูแลตัวเองด้วย”
“ขอรับท่านแม่ ระหว่างนี้ ท่านแม่โปรดดูแลตัวเองด้วยขอรับ”
เสียงกีบม้าหลายตัวทยอยวิ่งออกจากจวนสกุลมู่กลางดึก ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นเมื่อพวกเขาออกจากประตูเมืองแล้ว เขาเดินทางก่อนกำหนดเวลา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด จิตใจเขาจึงนึกกลัว และพะว้าพะวังจนอยู่ไม่สุขขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปแล้ว เขาเองก็ไม่จำเป็นต้องรีบกลับไปขนาดนั้น
ม้าคู่ใจของเขา วิ่งมาเกือบทั้งวันทั้งคืน เพื่อเร่งให้ถึงเมืองหย่งตูโดยเร็ว พวกเขาแทบจะมิได้หยุดพักแรมที่ไหนเลย จนถึงตอนเที่ยงของอีกวัน เขาจำเป็นต้องหยุด เพราะอากาศเริ่มร้อน และม้าของเขาก็สมควรได้พักผ่อนบ้าง…..
จวนคหบดีจิน….
ในคืนเดือนมืด มีเพียงแสงไฟของห้องที่เจ้าของยังไม่นอนที่ส่องแสงสว่างอยู่ ทั้งเรือนไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนเลยว่า อีกไม่ถึงช่วงเวลาชาเดือด พวกเขาจะพบกับหายนะที่ตนเองไม่เคยก่อ ….
กองกำลังสวมชุดดำราว ๆ เกือบยี่สิบคนล้อมจวนทุกด้าน ก่อนที่จะลงมือฆ่าทุกคนที่ขวางทางพวกมัน
“เร็วเข้าคุ้มครองนายท่านกับคุณหนู เร็วเข้า”
“อ๊ากก ต้านไม่ไหวแล้ว พวกมันมามากเกิน เฮ้ยยนั่นมัน เผาเรือนฝั่งตะวันตกแล้ว พวกเราเร็วเข้า”
ไฟเริ่มลุกลามขึ้นจากเรือนตะวันตก ลามไปถึงเรือนชั้นใน และเวลาไม่นาน ก็เริ่มลุกลามไปเกือบทั่วจวน
“จับคุณหนูสามไว้ คนอื่นฆ่าให้หมด”
“ท่านพ่อ พี่รอง พวกท่านอยู่ที่ไหน อุ๊บบ”
“อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากตาย ไปกับพวกข้า”
จินซู่เย่ถูกจับตัวเอาไว้ระหว่างที่วิ่งเอาตัวรอดออกมาจากห้อง นางคิดว่าเป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้ธรรมดา เสียงที่นางเรียกตะโกนบิดาและพี่รอง ทำให้พวกมันรู้ว่านางคือใคร จึงจับนางไว้ได้โดยง่าย
จินหลุนที่วิ่งออกมาพบว่ามีผู้ที่จับบุตรสาวเอาไว้ เขาถือดาบออกมาเพื่อต่อสู้กับโจรเหล่านั้น
“พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน ต้องการอะไร เหตุใดต้องจับลูกสาวข้า”
“หึ พวกเจ้าไปยุ่งกับคนที่ไม่สมควรยุ่ง ข้ามีคำสั่งแค่จัดการพวกเจ้า อย่างอื่นเจ้าไม่มีสิทธิ์จะถาม”
“งั้นก็ต้องถามดาบในมือข้าก่อน ว่ามันจะยอมหรือไม่”
“ท่านพ่อ อย่าเจ้าค่ะ”
“อี้เจิน รีบหนีไปก่อน”
“ฆ่าให้หมด”
“ไม่นะ พี่รอง รีบหนีไป!!!”
สิ้นเสียงจินซู่เย่ จินอี้เจินก็ถูกฟันที่กลางหลัง และถูกโจรชั่ว ถีบเข้าไปในกองเพลิง
“พี่รองงงงงงงงงงงง!!!!!!”
“ไม่นะ ท่านพ่อ”
จินหลุนที่มีเพียงคนเดียว สู้กับโจรชั่วถึงสี่คน เขาซึ่งชรามากแล้ว จึงทนไม่ไหว ก่อนที่เขาจะพลาดพลั้ง ดาบในมือหลุดออกไป และถูกโจรชั่วนั้นแทงทะลุหลัง ต่อหน้าจินซู่เย่ ก่อนที่นางจะกรีดร้องอย่างสุดกลั้น
“ท่านพ่อ!!!!!!!!!!!”
“ไม่นะ พวกคนชั่วปล่อยข้านะ ท่านพ่อ พี่รองงงง ไม่!!!!!!!!!”
"ซู่เย่….หนี….ไป…"
คำพูดสุดท้ายของบิดาก่อนสิ้นใจ สายตาที่ส่งมาให้นาง เป็นภาพติดตาที่นางมิอาจลืม ตอนนี้ นางเห็นร่างพี่รองที่ถูกไฟคลอกอยู่ใกล้ๆ นางร้องไม่ออกสักคำ ก่อนที่สตินางจะเริ่มหลุดลอยไป
“พวกเรา ไป!!”
จินซู่เย่ถูกโจรชั่วนั้นจับนางมัดเอาไว้ และโยนเข้าไปในรถม้า พวกมันผลัดชุดดำออก ก่อนที่จะวิ่งออกไปนอกเมืองเพื่อจะไปยังจุดนัดพบทีชายป่าเมืองหย่งตู……
