บทที่ 6 ตอนที่ 6 นางมีคู่หมั้นงั้นหรือ
เมื่อนางและมารดาเดินออกไปก็พบว่าทั้งจินซู่เย่และจินอี้เจินมาถึงก่อนนางแล้ว วันนี้ซู่เย่สวมชุดสีชมพูอ่อนตกแต่งด้วยลูกปัดมุกสีเข้ากันกับชุด มีผ้าไหมโปร่งสีชมพูคลุมอยู่ด้านนอกแลดูหรูหรายิ่งนัก เข็มขัดที่ทำจากทองประดับด้วยมุกทำให้นางดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
รถม้าของจวนแม่ทัพจอดที่กลางลานกว้างของจวนสกุลจิน ก่อนที่ผู้เป็นเจ้าของจะเดินลงมาพร้อมกับองครักษ์ข้างกายอีกสองคน
บุรุษหนุ่มมาด้วยชุดผ้าไหมสีขาวปักเลื่อมสีน้ำเงิน ห้อยจี้หยกประจำตำแหน่ง เข็มขัดและรัดเกล้าที่ศีรษะเป็นเครื่องประดับเงินประดับด้วยไพลินสีน้ำเงินเช่นเดียวกับสีของไหมที่ปักบนชุดของเขา ถงหนิงมองเขาไม่ละสายตา
“คารวะท่านแม่ทัพมู่ เชิญตามสบายนะขอรับ”
“ขอบคุณท่านคหบดีจินมากขอรับที่เชิญข้า มาเป็นเกียรติร่วมงานเลี้ยงในวันนี้”
“มิได้ขอรับ เป็นเกียรติของข้ากับชาวหย่งตูทุกคนเช่นกัน ท่านแม่ทัพเชิญๆ ๆ”
“คารวะท่านแม่ทัพ”
“คารวะฮูหยินรองจิน คุณหนูสี่”
เขาทักทายตามมารยาท เพราะสายตาเขามองไปที่สตรีเพียงผู้เดียวในงานนี้ คือจินซู่เย่ เขาเห็นนางตั้งแต่เดินลงจากรถม้า
วันนี้นางช่างงดงามยิ่งนัก ชุดที่นางใส่และการแต่งหน้าที่พอเหมาะนี้ล้วนเข้ากับนาง ผิดกับคุณหนูสี่ที่พยายามแต่งจนดูเกินอายุไปมาก นางมองเห็นเขาแล้ว ก่อนที่จะเดินมาคำนับให้เขา
“คารวะแม่ทัพมู่เจ้าค่ะ”
“วันนี้ดูเจ้าสดใสกว่าตอนที่อยู่จวนแม่ทัพนะคุณหนูจิน"
“ท่านแม่ทัพกล่าวเกินไปเจ้าค่ะ ข้าก็เป็นปกติเจ้าค่ะ เชิญตามข้ามาทางนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าจะพาท่านไปนั่ง”
“ได้สิ เชิญคุณหนูจินนำทาง”
เขาได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากกายนาง เรือนผมที่งดงามตรงหน้าทำเอาเขาเดินตามนางอย่างใจลอยไปจนถึงที่นั่งแขกสำคัญ
“ท่านแม่ทัพเจ้าคะ เชิญเจ้าค่ะ”
“อ่อ ขอบคุณมาก แล้วเจ้า นั่งที่ใดกัน”
“ถัดจากท่านไปอีกสามโต๊ะเจ้าค่ะ ฝั่งตรงข้ามนั่น”
“เข้าใจแล้ว”
“แม่ทัพมู่ ตามสบายนะขอรับ ข้าจะให้เด็กยกอาหารมาให้”
“ขอบคุณท่านจิน”
เมื่อแขกมากันเกือบครบแล้ว เขาเห็นว่าจินซู่เย่เดินมากับบุรุษหนุ่มหน้าตาดีอีกคนหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งลงข้างๆ กันอย่างสนิทสนม ทำเอาเขานึกสงสัยไม่ได้ว่าเขาคือผู้ใดกัน
“ท่านจิน คุณชายท่านนั้นคือ…”
จินหลุนหันไปมองตามมู่หลงฟู่ก่อนจะยิ้มออกมาและบอกเขา
“ออ คุณชายฉินเว่ยหยาง คู่หมั้นของซู่เย่ขอรับท่านแม่ทัพ”
เขารู้สึกว่าจอกสุราในมือเขาหนักขึ้นมาในทันใด "คู่หมั้น" เช่นนั้นหรือ นางมีคู่หมายแล้วตาเขาหรี่ลงด้วยความผิดหวังเล็กน้อย และเริ่มรู้สึกว่างานเลี้ยงวันนี้เริ่มไม่สนุกเสียแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ฉินฮูหยินก็ได้นำพูดขึ้นก่อนว่า
“ท่านคหบดีจิน วันนี้จัดงานเลี้ยงขึ้น ไม่ทราบว่าเป็นการฉลองให้ท่านแม่ทัพ หรือว่าต้อนรับบุตรสาวที่หายตัวไปหลายวันกลับจวนล่ะเจ้าคะ”
ทั้งงานเลี้ยงเงียบกริบ และหันไปมองที่จินซู่เย่ มู่หลงฟู่ทำเพียงจิบสุราเบาๆ เขาจะดูว่าฉินฮูหยินจะพูดสิ่งใด แต่เป็นจินหลุนที่เอ่ยนำขึ้น
“วันนี้ข้าจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติให้กับแม่ทัพมู่หลงฟู่ ที่ปราบกบฏชั่วให้พ้นแผ่นดินหย่งตูไปได้ ฉินฮูหยิน ท่านคงไม่ได้เชื่อข่าวลือด้านนอกนั่นหรอกนะ”
“เรียนท่านจินตามตรง สกุลฉินของเราค่อนข้างจะเป็นตระกูลเก่าแก่ และยังมีพระสนมฉินที่อยู่ในราชสำนัก ข้าต้องให้ความสำคัญกับเรื่องชื่อเสียงของตระกูลฉิน อีกทั้งเรื่องที่บุตรสาวท่าน หายออกไปหลายวันนั้น ล้วนแต่มีข่าวลือแปลกๆ จนข้าเกรงว่า เรื่องหมั้นหมายของเว่ยหยางกับ…”
“ท่านแม่ เราคุยกันเรื่องนี้แล้ว”
มู่หลงฟู่รู้สึกว่างานเลี้ยงนี้ ก็เริ่มจะไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดเสียทีเดียว เพียงแต่ตอนนี้ หน้าของหญิงสาวที่ต้องทนให้ผู้คนจ้องมอง คงจะรับได้อีกไม่นาน อย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีที่ถูกกล่าวหา แล้วเขาควรจะทำเช่นไร…
“เว่ยหยางเรื่องนี้ผู้ใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจ เจ้าเงียบไปก่อน”
“ฉินฮูหยิน เรื่องนี้แม่ทัพมู่เป็นผู้ยืนยันให้ซู่เย่แล้วอีกทั้งฝ่าบาทเองก็….”
“ฝ่าบาท อยู่ที่ใดกันเล่า ฟังเพียงคำบอกเล่าว่าทรงยกย่องนาง ท่านก็เชื่อเช่นนั้นหรือ”
“หรือว่าฉินฮูหยิน คิดว่าข้ามู่หลงฟู่พูดปด หรือว่าแอบอ้างเบื้องสูงเช่นนั้นหรือ!!”
เขาหันไปถามฉินฮูหยิน จอกสุราในมือวางลงบนโต๊ะเสียงดัง ทำให้นางสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย
“เอ่อ... คือข้า...เพียงแค่นึกสงสัย....”
“หรือว่าท่าน สงสัยในความเลื่อมใสของฝ่าบาท หากข้าทูลเรื่องนี้ขึ้นไป อย่าว่าแต่พวกเจ้าสกุลฉินทั้งหมด แม้แต่พระสนมฉินที่เจ้าอ้าง ก็มิอาจรอดพ้นโทษฐานลบหลู่เบื้องสูงนี้ได้เช่นกัน หรือว่าท่านอยากจะลอง!!”
“คือข้า ท่านแม่ทัพข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นนะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่สงสัยในความบริสุทธิ์ของนาง”
“เจตนา…ข้าไม่สนว่าท่านไปฟังผู้ใดมา เหตุใดท่านไม่สอบถามฮูหยินรองจินเล่า ว่าโทษของการฟังข่าวลือที่ไร้มูล คำพูดโป้ปดมดเท็จที่มีคนจงใจปล่อยเพื่อใส่ร้ายคุณหนูจิน จนลบหลู่เบื้องสูงเป็นเช่นไรบ้าง หรือว่าท่านเป็นพวกที่ว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ถึงได้กล้าลบหลู่ฝ่าบาทต่อหน้าข้า!!”
มู่หลงฟู่ชักดาบออกมา ก่อนที่จะชี้ไปที่ฉินฮูหยิน ที่หน้าซีดและทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหวาดกลัวสุดชีวิต ฉินเว่ยหยางรีบเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเขา
“ท่านแม่ทัพ ได้โปรดอภัยท่านแม่ข้าด้วย นางเพียงแค่คิดสงสัยเท่านั้น นางไม่ได้เจตนาที่จะลบหลู่เบื้องสูงขอรับ”
“แล้วเจ้าล่ะ คุณชายฉิน เจ้าเองก็นึกสงสัยในตัวนางเช่นเดียวกับแม่ของเจ้าด้วยเช่นนั้นหรือ”
เขามองไปที่ฉินเว่ยหยาง ที่มองไปที่จินซู่เย่อย่างอดสงสัยในตัวนางไม่ได้ ก่อนที่มู่หลงฟู่จะตะคอกใส่เขาอีกครั้ง
“พูดสิ!!”
“คือว่า ข้า…. ข้า..”
“หึ คุณชายฉิน หากว่าข้าเป็นเจ้าที่พึ่งประกาศตัวว่ารักนางข้าจะตอบอย่างไม่นึกลังเลสงสัยในตัวนางเลยแม้แต่น้อย ว่าข้าเชื่อใจนาง ไม่ว่านางจะถูกใส่ร้ายอย่างไร ข้าก็จะอยู่เคียงข้างนาง ไม่ให้นางต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแม้แต่น้อย แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้านึกสงสัยในตัวนางเช่นเดียวกับแม่ของเจ้า ข้า มองแล้ว รู้สึกผิดหวังยิ่งนัก”
ใช่แล้ว หากเป็นเขาจะไม่ลังเลที่จะเชื่อใจนาง แม้ว่านางจะถูกจับหรือถูกทำเช่นไร หากว่าเขารักนาง เขาย่อมยอมรับทุกอย่างที่เป็นนาง ไม่ว่านางจะผ่านเรื่องเลวร้ายใด ๆ มา
จินซู่เย่มองมาที่ฉินเว่ยหยาง ก่อนที่นางจะคิดไม่ถึง เขาที่นางไว้ใจกลับมาสงสัยในความบริสุทธิ์ของนาง จินซู่เย่ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป
ฉินเว่ยหยางไม่ทันจะได้ตามไป ดาบในมือของแม่ทัพหนุ่มก็ชี้ไปที่พวกเขาสองแม่ลูก
“ข้าว่าพวกเจ้าไม่เหมาะกับงานเลี้ยงที่มีเกียรตินี่แล้วล่ะ อ่อ สำหรับโทษของมารดาเจ้า”
เขาสะบัดดาบไปที่ฉินฮูหยิน ก่อนที่ดาบจะฟันถูกที่ปลายผมของนาง ทำเอาผมนางหลุดลุ่ยลงมาจนยาวรุงรัง
รัดเกล้าทองที่สวมไว้ขาดสองท่อนจนหลุดออกมา ทำเอานางสั่นกลัวจนส่งเสียงกรีดร้องอย่างคนเสียสติและเป็นลมล้มพับไป
“อย่าให้ข้าได้ยินพวกเจ้าพูดจาดูหมิ่นฝ่าบาทต่อหน้าข้าอีก เอาตัวพวกเขาออกไป”
“ท่านแม่ ทำใจดี ๆ เอาไว้ก่อน ท่านแม่”
“ท่านลุงจิน ข้าขอไปคุยกับซู่เย่สักครู่ขอรับ”
มู่หลงฟู่หันไปมองคหบดีจิน ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมา
“เว่ยหยาง วันนี้เจ้าพาแม่เจ้ากลับจวนไปก่อนเถิด ส่วนเรื่องการหมั้นหมายระหว่างเจ้ากับซู่เย่ ก็ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน ของหมั้นและหนังสือสัญญาหมั้นหมาย ข้าจะจัดการส่งคืนทั้งหมด เชิญเจ้า กลับไปก่อนเถิด”
“แต่ว่า ท่านลุง ข้า…”
“เด็ก ๆ ส่งคุณชายฉินและฮูหยินฉินกลับจวน”
