บทที่ 8 ตอนที่ 8 เพียงแค่ฉากบาง ๆ ที่กั้นอยู่....

“ทำไม เจ้านึกหวาดกลัวขึ้นมาแล้วหรือ”

จินซู่เย่นึกเสียวสันหลังวาบ ภาพที่เขาลุกขึ้นมาจากอ่างน้ำของนางยังคงติดตา ทำเอาหน้านางร้อนฉ่าขึ้นในทันที

“ข้า… ข้าคิดว่าท่านแม่ทัพคงมิคิดทำเรื่องผิดศีลธรรมกับผู้ใด เพียงเพราะ…เพราะเรื่องนี้เจ้าค่ะ”

“หึ ในชีวิตของเจ้า แม่นางจิน เจ้ารู้จักบุรุษสักกี่คนกัน”

“ข้า…คือว่า...”

“นอกจากบิดาเจ้า และอดีตคู่หมายของเจ้า คุณชายฉินผู้นั้น เจ้ายังเคยรู้จักหรือสนิทสนมกับผู้ใดอีกหรือไม่”

“ก็มีอีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ”

เขารีบหันไปด้วยความตกใจ ยังมีอีกหรือนี่ เหตุใดนางจึงรู้จักบุรุษมากมายนัก

“เป็นผู้ใดกัน”

เสียงเขากัดฟันแน่น รู้ได้ทันทีว่ากำลังอดกลั้นอย่างที่สุด ที่จะไม่ทำอะไรนาง ตอนนี้ระหว่างเขากับนาง มีเพียงฉากบาง ๆ กั้นอยู่เท่านั้น

หากเขากล้าพอที่จะทำลายมัน และ....เขาพยายามหยุดความคิดเอาไว้เพียงแค่นั้น

“พี่ใหญ่ของข้าเองเจ้าค่ะ จินเฟยหลง แต่พี่ใหญ่เองก็มิได้กลับหย่งตูมานานแล้ว ตั้งแต่สอบเข้ารับราชการเป็นหมอหลวงในวังหลวงได้เมื่อสี่ปีก่อน”

จิตใจของแม่ทัพหนุ่มราวกับว่ามีคนดึงเอาหนามที่ทิ่มแทงอยู่ออกไป ทำให้เขารู้สึกสบายตัว ที่แท้นางก็พูดถึงพี่น้องร่วมอุทธรณ์ของนางเองหรอกหรือ

“ข้าต้องขอโทษเจ้า ที่ไปก้าวก่ายเรื่องในวันนี้ ทำให้เจ้ากับคุณชายฉิน”

“ท่านแม่ทัพอย่าได้กังวลใจ ข้ากับพี่เว่ยหยางรู้จักกันมานาน ที่หมั้นหมายก็เป็นเพราะผู้ใหญ่จัดการให้ จะถอนหมั้น ก็ย่อมอยู่ที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นดีเห็นชอบ”

“แล้วความรู้สึกของเจ้าเล่า เคยมีผู้ใดถามหรือไม่”

ซูเย่นึกแปลกใจที่นางสามารถนั่งคุยเรื่องแบบนี้ กับบุรุษแปลกหน้าที่พึ่งพบเจอกันได้เพียงไม่กี่วันโดยไม่นึกว่าเขาเป็นเพียงผู้ที่ผ่านมา และก็ผ่านไป เป็นครั้งแรกที่มีคนถามว่า นางรู้สึกเช่นไร และเป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่เหมือนจะมีผู้ที่ใส่ใจความรู้สึกนาง ว่านางรู้สึกเช่นไร

“ความรู้สึกของข้า หึ บอกท่านตามตรง ข้าเองก็ไม่เคยแยกแยะความรู้สึกนั้นมาก่อน ว่าที่จริงแล้ว ข้ารู้สึกเช่นใดกับพี่เว่ยหยางกันแน่ เพียงแค่รู้สึกว่าเขาเป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่เข้ามาในชีวิตข้า และก็กำหนดให้หมั้นหมายกัน เลยคิดว่าต้องชอบพอกันกระมังเจ้าคะ”

“แต่ตอนนี้เจ้าก็รู้จักข้าแล้วนี่”

จินซู่เย่รู้สึกวาบหวามที่หัวใจแปลกๆ เมื่อเขาพูดประโยคนี้ขึ้น แต่นางไม่เข้าใจสักนิดว่ามันคือความรู้สึกแบบไหนกันแน่ รู้เพียงว่า มันวูบวาบแปลกๆ

“นั่น…นับด้วยหรือเจ้าคะ”

“ใช่สิ ก็เจ้าบอกว่ามีเพียงคนเดียว ข้าก็เลยตอบว่าไม่ใช่ ยังมีข้าเพิ่มมาอีกคน หรือข้าพูดสิ่งใดผิด”

“เอ่อ ถ้างั้นก็นับว่า…ใช่ก็ได้…เจ้าค่ะ …ท่านแม่ทัพ ตอนนี้ท่าน รู้สึกดีขึ้นหรือไม่เจ้าคะ ท่านหายออกมานานแล้ว ข้าเกรงว่า…”

“หากข้าไม่เห็นหน้าเจ้าก็ไม่มีอะไร แต่หากเจ้าเดินเข้ามาอีก อาการข้าในตอนนี้ ตัวข้าเองก็ยากที่จะรู้ได้”

“คือ…คือว่า …ถ้าอย่างนั้นข้าออกไปก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ”

“เจ้าเล่นดนตรีเป็นหรือไม่”

“เป็นเจ้าค่ะ ข้าดีดพิณ เป่าขลุ่ยเป็น หากท่านอยากฟังเพื่อให้พิษดีขึ้น ข้าจะเล่นให้ท่านฟัง”

“ไม่ล่ะ เจ้าคุยกับข้าแบบนี้ดีกว่า แม่นางจิน เจ้า...เสียใจหรือไม่ ที่ต้องถอนหมั้นกับคุณชายฉิน”

จินซูเย่ออกจะแปลกใจกับคำถามแต่ละคำถามของแม่ทัพมู่ เหตุใดเขาเอาแต่ถามเรื่องนี้กันนะ

“ก่อนหน้านี้ข้าก็นึกเสียใจ แต่พอท่านมาถามตอนนี้ กลับคิดทบทวนใหม่อีกครั้งว่าข้าเสียใจเรื่องใดกันแน่”

มู่หลงฟู่ตั้งใจฟังนาง เขาเปลี่ยนท่าเอามือมาเกาะที่ขอบอ่างด้วยท่าคว่ำหน้า เขารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว

“ข้ารู้สึกเสียใจ เจ็บใจ แต่เท่าที่ทบทวนดู ที่เสียใจ ก็เพราะเรารู้จักกันมานานหลายปี แต่เหตุใดเขาถึงเหมือนไม่รู้จักข้าเลยสักนิด เขาไม่เชื่อใจในตัวข้าเลย แบบนี้หากแต่งกันไปจริงๆ ภายภาคหน้า ชีวิตคู่อาจจะมีปัญหาแน่”

แม่ทัพหนุ่มลอบยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะถามต่อ

“แล้วนอกจากนี้ล่ะ เจ้ารู้สึกอะไรอีก”

“ข้ารู้สึกว่า ฉินฮูหยินมีนิสัยบางอย่างที่คล้ายกับฮูหยินรองของพ่อข้า หากวันหน้ามีปัญหากันจริงๆ ไม่แน่ว่าพี่เว่ยหยาง จะเลือกข้า หรือว่าแม่ของเขากันแน่ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ใจข้ากลับสบายขึ้นเจ้าค่ะ เหมือนได้รับอิสระอีกครั้ง”

ดียิ่งนัก นางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด เพียงเหตุการณ์เดียวกลับสรุปออกมาได้จนจบและตัดใจได้ในคราเดียว นับว่าไม่เสียแรงที่เขาเฝ้ามองนาง

“เจ้า โกรธข้าหรือไม่”

“ข้าไม่นึกโกรธท่านเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพทำถูกแล้ว นางบังอาจดูหมิ่นฝ่าบาทต่อหน้าท่าน มีหรือท่านที่เป็นขุนนางที่จงรักภักดีจะทนอยู่ได้ เพียงแต่ ข้าไม่ทันได้เห็นเรื่องราวหลังจากนั้น”

“ให้ข้าเล่าให้เจ้าฟังดีหรือไม่”

“ท่านคงไม่ได้ตัดหูนางดั่งเช่นพวกกบฏหรอกนะเจ้าคะ”

“ฮ่า ๆ ไม่ขนาดนั้นข้าเพียงแค่ตัดรัดเกล้าและโดนเรือนผมนางนิดหน่อย จนรัดเกล้าที่ศีรษะนางขาดเป็นสองท่อน ผมเผ้าหลุดร่วงดั่งคนบ้าก่อนที่นางจะตัวสั่นตกใจจนเป็นลมไป”

“เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ ท่านลงโทษนางขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ เสียดายจังข้าพลาดไปสินะ”

“เจ้าอยากเห็นงั้นหรือ”

“ข้าเพียงไม่ชอบที่นางต่อว่าพ่อข้าต่อหน้าแขกเหรื่อในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ ตัวข้าเสื่อมเสียผู้เดียวไม่เป็นไร ข้าหาได้สนใจไม่ แต่ข้าไม่ยอมให้นางมาดูถูกพ่อข้าเด็ดขาด”

“หากเจ้าสนใจเรื่องที่นางพูด ข้าจะเป็นผู้รับผิด….”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก ซึ่งเป็นเสียงของผู้คนจำนวนมาก เขาต้องมาตามหาแม่ทัพมู่อย่างแน่นอน จินซู่เย่หันไปมองเขาผ่านฉากม่านกั้น ก่อนที่นางจะบอกเขา

“ข้าจัดการเองท่าน ท่านอย่าลุกขึ้นจากอ่างเด็ดขาด ถือว่าช่วยข้านะเจ้าคะ”

“ได้สิ แต่เจ้า…”

“ไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะ"

“ซู่เย่ เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ได้ยินหรือไม่”

เสียงของฮูหยินรองดังขึ้นอย่างจงใจหาเรื่องก่อนจะตามมาด้วยเสียงของบิดาของนาง

“ซู่เย่ เปิดประตูให้พ่อหน่อยลูก ซู่….”

นางเปิดประตูให้ พบว่าไม่ใช่แค่บิดาและฮูหยินรองเท่านั้นที่มา แต่ยังมีองครักษ์ของท่านแม่ทัพอีกสองคนตามมาด้วย น้องสี่ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ด้านหลัง

“เหตุใดเจ้าจึงมาเปิดประตูช้าเยี่ยงนี้ เจ้ามัวทำอะไรอยู่”

“ฮูหยินรอง ดูเหมือนท่านกำลังจะตั้งใจหาเรื่องข้าอยู่นะ ท่านต้องการสิ่งใดกัน ถึงได้ถามข้าเช่นนี้ ลืมฐานะของตนไปแล้วหรือ เป็นแค่อนุ ข้าเป็นคุณหนูฮูหยินใหญ่ ท่านเอาสิทธิ์อะไรมาตะคอกข้ามิทราบ”

“นี่เจ้า ดีนัก ท่านพี่ดูนางสิเถียงคำไม่ตกฟากเจ้านี่มันน่า…”

“หลีกไป ข้าถามนางเอง”

เขาผลักฮูหยินที่น่ารำคาญของเขาออกไป ก่อนจะถามบุตรสาว

“เจ้าเห็นท่านแม่ทัพหรือไม่ เขาบอกพ่อว่าจะออกมาเดินเล่น แต่นานเกือบหนึ่งชั่วยามแล้วยังไม่กลับไป พ่อตามหาทั่วจวนแล้วไม่เจอ ก็เลยมาถามเจ้าที่นี่”

“เห็นเจ้าค่ะ”

“นั่นปะไรเจ้าคะ ท่านพี่ นางซ่อนผู้ชายเอาไว้ในห้องจริงๆ ข้าบอกท่านแล้ว”

“เพี๊ยะ”

“จินซู่เย่ นี่เจ้ากล้าตบข้างั้นหรือ”

นางมองกลับไปด้วยท่าทางที่ไม่มีหวาดกลัวเลยสักนิด ก่อนที่จะหันไปบอกกงเซียวและกงจื่อ

พี่กงจื่อ รบกวนท่าน ไปนำจอกสุราของท่านแม่ทัพ ในห้องจัดเลี้ยงมาให้ข้าที ก่อนถึงมือข้า อย่าให้ผู้ใดแตะต้องมันเด็ดขาดนะเจ้าคะ

“รับทราบขอรับคุณหนูจิน ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

“พี่กงเซียว ท่านตามข้าเข้ามา แต่งตัวให้ท่านแม่ทัพด้านในด้วยเจ้าค่ะ”

“ท่านแม่ทัพ อยู่ข้างในจริงๆ ด้วย ท่านแม่ นี่นาง…สารเลวจริง เจ้าพึ่งจะถูกสกุลฉินถอนหมั้นก็มาให้ท่าท่านแม่ทัพมู่ เจ้านี่มัน

“เจ้าหุบปากเน่าๆของเจ้าเสีย ก่อนที่ข้าจะตบเจ้า เช่นเดียวกับที่แม่เจ้าโดน หรือเจ้าจะลองดีกับข้า…..”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป