บทที่ 3 บทที่ 1 จุดเริ่มต้น 70%

“ไม่เป็นไรค่ะ น้าเนียมไปเถอะ เดี๋ยวก็อดดูละครเย็นหรอก ป่านนี้จบไปแล้วมั้ง” ต้องตาจี้ตรงจุดเพราะรู้ดีว่าแม่บ้านของตนติดละครยิ่งกว่าอะไรดี ซึ่งก็ได้ผล พอได้ยินอย่างนั้นร่างอุ้ยอ้ายของแม่บ้านวัยกลางคนก็รีบเดินเร็ว ๆ ไปทางหลังบ้านซึ่งเป็นห้องพักของตนทันที

สองสาวจัดการอุ่นอาหารกันอย่างง่าย ๆ แล้วลงมือกินกันที่ห้องครัว ระหว่างกินก็พูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว

“ฉันดีใจนะเนี่ยที่แกได้มาทำงานที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ อย่างนั้นน่ะ อีกหน่อยเราก็จะได้เจอกันบ่อยขึ้นแล้ว”

ต้องตาพูดไปยิ้มไป เธอยอมรับว่าไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงมากนักเนื่องจากตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนคณะที่ส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชายเรียน เพื่อนที่เห็นอยู่ทุกวันนี้จึงมักมีแต่หนุ่มฉกรรจ์หน้าโหด และโดยส่วนตัวของเธอก็ไม่ค่อยชอบคบเพื่อนผู้หญิงสักเท่าไร เนื่องจากว่าเกือบร้อยละเก้าสิบห้า มักจะหาทางตีสนิทกับเธอเพราะต้องการใช้เธอเป็นสะพานไต่ไปหาเพื่อนชายหน้าตาดีในคณะเดียวกัน หรือไม่ก็ต้องการใช้เธอเป็นสะพานในการทำความรู้จักกับพี่ชายทั้งสามคนของเธอ โดยเฉพาะพี่ชายคนสุดท้องที่เป็นนักร้องซูเปอร์สตาร์

มีแต่แก้วกานดาที่เธอคบหาแล้วรู้สึกสบายใจที่สุด เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ซื่อสัตย์ จริงใจ และเข้าใจตนที่สุด และที่สำคัญแก้วกานดาเป็นผู้ฟังที่ดี และคอยเตือนเธอเสมอเวลาที่เธอทำอะไรห่าม ๆ

“พูดแบบนี้แสดงว่ามีอะไรอยากเมาท์ให้ฟังใช่ไหมคุณเพื่อน เรื่องหัวใจรึเปล่า” แก้วกานดาพูดดักคอขึ้นมาทันที พลางมองเพื่อนอย่างจับผิดจนทันได้เห็นเพื่อนรักจอมห้าวรีบหลบสายตาเป็นพัลวัน

“เกลียดจริง คนรู้ทันเนี่ย” ต้องตาอุบอิบพูดจนแทบไม่ได้ยิน แต่ก็ทำเอาแก้วกานดาตาโตขึ้นมาทันที

“ว้าย...จริง ๆ ด้วย หนุ่มผู้โชคดีคนนั้นเป็นใครกันน้า”

“เฮ้อ...ฉันคงคิดไปเองข้างเดียวน่ะแก เดี๋ยวเอาไว้ตอนนอนจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน”

ต้องตาบอกเพื่อน พอดีกับที่เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวดังขึ้น หญิงสาวเหลือบตาไปมองชื่อที่ขึ้นโชว์แล้วก็ต้องรีบกดรับสาย พลางเดินออกไปคุยนอกห้องครัวทันที ซึ่งอาการหน้าแดงตอนเห็นชื่อคนที่โทรศัพท์เข้ามาก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของแก้วกานดาได้

ไม่นานนัก ต้องตาก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับสีหน้าไม่สู้ดีนัก ราวกับกำลังเกรงใจอะไรเธออยู่ แก้วกานดาจึงอดถามไม่ได้

“มีอะไรรึเปล่าต้อง”

“แก้ว เดี๋ยวฉันต้องเข้าไปที่โรงงานน่ะ พี่ที่เขาดูแลระบบโทร. มาบอกว่ามันรวนอีกแล้ว และตอนนี้ก็กำลังแก้ไขอยู่ แต่มันมีบางจุดต้องให้ฉันเข้าไปจัดการ แกอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”

ต้องตาพูดอย่างเกรงใจ รู้สึกเสียดายไม่น้อยที่เพื่อนรักอุตส่าห์มาค้างด้วย แต่ตนเองกลับต้องเข้าไปทำงานด่วนเสียนี่

“ฉันอยู่ได้ไม่เป็นไรหรอก แกไปทำงานเถอะ แล้วแกจะกลับมากี่ทุ่มล่ะ เดี๋ยวฉันจะได้อยู่รอเปิดประตูให้”

“บอกเวลาไม่ได้หรอกแก บางทีฉันต้องอยู่ยันเช้าก็มีบ่อยไป เอาเป็นว่าถ้าใกล้กลับแล้วฉันจะโทร. หาแกก่อนล่ะกัน”

“อืม...รีบไปเถอะ ไม่ต้องห่วง”

แก้วกานดาบอกเพื่อนให้คลายกังวล พลางเริ่มเก็บจานชามไปวางไว้ในครัวเพื่อเตรียมล้าง และเก็บเศษอาหารใส่ถุงพลาสติก

“ถ้างั้นแกก็นอนก่อนได้เลยนะ หรือถ้าอยากดูหนังดูละครแกก็เปิดทีวีดูได้เลยไม่ต้องเกรงใจ วันนี้ไม่มีใครกลับมาอยู่แล้ว คืนนี้บ้านหลังนี้เป็นของแก ฉันยกให้ ไปล่ะแก้ว”

ต้องตาบอกเพื่อนพลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ห้องรับแขกเพื่อหยิบกระเป๋าสะพาย จากนั้นจึงเดินออกจากบ้านไปที่รถแล้วขับออกไปทันที

หลังจากจัดการล้างจานชามในครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แก้วกานดาก็เปิดกระเป๋าสัมภาระ หยิบชุดนอน ชุดชั้นใน และชุดสำหรับใส่วันพรุ่งนี้ออกมาจากกระเป๋า จากนั้นก็เดินขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้านเพื่อเข้าไปอาบน้ำที่ห้องนอนของต้องตา

ระหว่างที่เดินไปตามทางที่ปูด้วยไม้ปาร์เก้นั้น หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะมองไปยังประตูห้อง ๆ หนึ่งซึ่งอยู่เยื้องกับห้องที่เธอจะนอนคืนนี้ เธอจำได้ว่าห้องนั้นเป็นห้องของต่อตระการ พี่ชายคนรองของต้องตา และเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่เธอแอบรักเขามาตลอดห้าปีเต็ม โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้แม้แต่คนเดียว

แก้วกานดาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จจึงเดินลงมาชั้นล่าง หญิงสาวเดินเข้าไปยังห้องนั่งเล่นซึ่งจัดเป็นห้องสันทนาการสำหรับครอบครัว กะไว้ว่าจะนั่งดูโทรทัศน์ฆ่าเวลาระหว่างที่รอต้องตากลับจากที่ทำงาน

ห้องนี้เป็นห้องกระจก ตกแต่งด้วยโทนสีครีมสะอาดตาโดยเฉพาะโซฟาที่เข้าชุดกันกับผ้าม่านสีเดียวกัน ตัดกับพื้นพรมสีน้ำตาลเข้ม หลังคาเป็นทรงสูงโค้งมนเหมือนโดมเนื่องจากอยู่ตรงส่วนหน้าของบ้าน ที่มุมหนึ่งของห้องมีบันไดวนขึ้นไปยังชั้นลอยซึ่งทำเป็นห้องสมุดเล็ก ๆ อีกด้วย และชั้นลอยนี้เองที่จัดว่าเป็นมุมโปรดของเธอมุมหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อก่อนเวลามาติวหนังสือที่บ้านนี้ ต้องตามักชอบพาเธอมานั่งที่นี่ และเธอก็ชอบเช่นกัน เพราะมุมนี้เป็นมุมที่เธอได้แอบมองต่อตระการเวลาเขามานั่งเขียนแบบเงียบ ๆ ในศาลาที่สวนด้านล่างโดยที่เขาไม่เคยรู้ตัว

บนโต๊ะไม้สักตัวยาวที่วางโทรทัศน์ มีกรอบรูปของคนในครอบครัววางเรียงรายลดหลั่นกันไปอย่างเป็นระเบียบ และมีรสนิยม หญิงสาวหยิบกรอบรูปอันหนึ่งขึ้นมาถือไว้แล้วยิ้มให้คนในภาพอย่างเศร้า ๆ

“พี่ต่อ...สบายดีไหมคะ”

แก้วกานดาใช้นิ้วมือลูบไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของคนในภาพอย่างแสนคิดถึง ห้าปีเต็มที่เธอไม่เคยได้เจอหน้าเขาเลยสักครั้ง ทว่าเธอกลับไม่เคยลบภาพของเขาออกไปจากใจได้เลย ทุกรอยยิ้ม ทุกอิริยาบถยังคงติดตรึงอยู่ในหัวใจ ราวกับภาพยนตร์ที่ฉายวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น

บางคนอาจจะคิดว่าการแอบรักใครสักคนข้างเดียวมันทรมานยิ่งกว่าการโดนหักอก แต่สำหรับเธอแล้ว การได้แอบรักเขา และได้รับรู้ข่าวคราวของเขาทีละนิดทีละน้อย กลับทำให้เธอมีความสุขอย่างน่าประหลาด อย่างน้อยเธอก็ได้รับรู้ว่าเขายังคงสุขสบายดี ถึงแม้เขาจะไม่เคยมารับรู้ความรู้สึกของเธอ แต่เธอก็พอใจที่จะอยู่ในมุมของตนเองอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว และถึงแม้จะยังมองไม่เห็นจุดจบว่า เมื่อไรเธอจะเลิกรักเขาได้ เธอก็ไม่แคร์ ขอแค่ได้เฝ้ามองเขาอย่างนี้ก็พอ

เสียงรถที่เลี้ยวเข้ามาจอดตรงบันไดหน้าบ้านพร้อมกับเสียงห้าวทุ้มของชายหนุ่มสองคน ทำให้แก้วกานดาต้องวางกรอบรูปในมือลงที่เดิม แล้วค่อย ๆ สาวเท้าเข้าไปแอบดูที่ต้นเสียงช้า ๆ โดยใช้บานประตูเป็นที่กำบัง

“เฮ้ยไอ้ต่อ! ไหวไหมวะเนี่ย”

เสียงชายหนุ่มซึ่งคงเป็นเจ้าของรถเอ่ยถามร่างสูงโปร่งที่ยืนโงนเงนหน้าแดงก่ำ และกำลังพยายามถอดรองเท้าของตนอย่างทุลักทุเล

“หวายยยย กูหวายยยย มึงกลับไปเลย กูไหว”

เสียงอ้อแอ้ของต่อตระการที่ดังเข้ามาในโสตประสาท ทำเอาคนที่ยืนแอบฟังอยู่ถึงกับหัวใจเต้นกระหน่ำขึ้นมาทันที จนต้องยกมือขึ้นมาทาบไว้ที่อกซ้าย ไหนต้องตาบอกว่าจะไม่มีใครอยู่บ้าน แล้วทำไมจู่ ๆ ต่อตระการถึงได้มาโผล่ที่บ้านในเวลานี้ได้

“เออ งั้นกูไปก่อนนะ เดินขึ้นบันไดดี ๆ ล่ะมึง เดี๋ยวได้หัวแตกก่อนถึงห้อง” พูดจบเจ้าของเสียงก็ก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที ทิ้งให้คนเมาเดินโซซัดโซเซเข้ามาในบ้านเพียงลำพัง

แก้วกานดาได้แต่แอบยืนมองไม่กล้าเข้าไปทักเขา จนร่างสูงโปร่งนั้นก้าวขาขึ้นบันไดไป ทว่าก้าวไปได้แค่สองขั้นเขาก็สะดุดขาตนเองล้มจนศีรษะเกือบฟาดกับบันได โชคดีที่ชายหนุ่มยกแขนขึ้นมากันไว้ได้ทัน แต่คนมองกลับตกใจจนเผลอหลุดปากร้องอุทานออกมา

“ว้าย! พี่ต่อ” แก้วกานดาวิ่งออกจากที่ซ่อน แล้วปราดเข้าไปถึงตัวเขาทันที หญิงสาวรีบยกแขนของเขามาพาดไว้กับไหล่ตนเอง ค่อย ๆ พยุงตัวเขาเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของชายหนุ่ม

แก้วกานดาผ่อนร่างของต่อตระการวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดวงตาหวานปนเศร้ากวาดมองไปทั่วร่างของเขาเพื่อหาดูว่ามีส่วนไหนได้รับบาดเจ็บบ้างหรือไม่ เมื่อเห็นเขาไม่ได้รับอันตรายใด ๆ จึงเดินเข้าไปในห้องน้ำ หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่พับเก็บอย่างเป็นระเบียบในตู้เก็บของข้างเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้ามาชุบน้ำหมาด ๆ เพื่อนำไปเช็ดหน้าให้เขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป