บทที่ 6 บทที่ 2 ผู้ชายเห็นแก่ตัว 50%

ร่างสูงโปร่งของต่อตระการยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว เฝ้ามองดูสองสาวที่ยืนหันหลังทำอะไรบางอย่างอยู่หน้าเคาน์เตอร์ สองตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ร่างอรชรของหนึ่งในสองสาวนั้นเงียบ ๆ ผมยาวเหยียดตรงสีดำสนิทที่เจ้าตัวปล่อยลงมาเคลียกับแผ่นหลังนั้น ทำให้เขารู้สึกอยากเอื้อมมือไปสัมผัสดูสักครั้งว่ามันจะลื่นนุ่มละมุนมือสักแค่ไหน เขาอยากเห็นหน้าของแก้วกานดาให้เต็มตา เพราะเมื่อคืนรู้สึกว่ารางเลือนเต็มที

จู่ ๆ ความรู้สึกหวานล้ำก็ตรงเข้าโอบล้อมหัวใจที่เพิ่งบอบช้ำมาหมาด ๆ เพียงแค่คิดว่าเมื่อคืนเขาได้นอนกอดร่างบอบบางตรงหน้า ความอบอุ่นหวามไหวก็อาบไล้กำซ่านอยู่ในความรู้สึก เขาจำได้ เขาเคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับผู้หญิงคนเดียวกันนี้เองตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแก้วกานดานี่เอง

แก้วกานดาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะจับใจความเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องตากำลังถ่ายทอดให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานด่วนที่ต้องไปทำกะทันหันเมื่อคืนที่ผ่านมา หรือเรื่องหนุ่มที่ต้องตาแอบชอบแต่ไม่กล้าบอกความในใจ เธอทำได้แค่พยักหน้ารับ และยิ้มให้เพื่อนเท่านั้น เพราะชั่วโมงนี้เธอไม่มีอารมณ์จะออกความคิดเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น ความกังวลยังคงเกาะกินอยู่ในหัวใจด้วยไม่รู้ว่าต่อตระการจะตื่นขึ้นมาเมื่อไร เธอไม่ต้องการเผชิญหน้ากับเขาตอนนี้ เพราะความพร้อมยังมีไม่มากพอ และดูเหมือนจะไม่เคยมีเลยด้วยซ้ำ เธออยากกลับที่พักของตนเอง แต่ก็ติดที่ต้องตาขอร้องให้อยู่คุยด้วยกันก่อน

หญิงสาวหมุนตัวหันกลับมาเพื่อนำผลไม้ที่ล้างเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะ ทว่าทันทีที่เห็นร่างสูงโปร่งของใครบางคนยืนพิงกรอบประตูมองมาด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก ก็ทำเอาจิตใจเธอกระเจิดกระเจิงไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำตะกร้าผลไม้หลุดมือจนมันกระจัดกระจายไปตามพื้น

“ยายแก้ว! ตะกร้าหล่นแล้ว”

เสียงแหลม ๆ ของต้องตาปลุกให้แก้วกานดาตื่นจากภวังค์ แววตาหวานปนเศร้ารีบหลุบลงต่ำ พยายามบังคับมือของตนไม่ให้สั่นตอนที่ยกขึ้นไหว้ชายหนุ่มตรงหน้า จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งบนปลายเท้าเพื่อเก็บผลไม้ใส่ตะกร้าตามเดิม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามองมาอีกหรือเปล่า หรือเขายกมือขึ้นรับไหว้หรือไม่

ต่อตระการเพียงพยักหน้าให้เท่านั้น แม้รู้ดีว่าคนไหว้คงไม่เห็นเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเก็บผลไม้ใส่ตะกร้า เขายิ้มอย่างถูกใจเมื่อเห็นท่าทางราวกระต่ายตื่นตูมของแก้วกานดา เธอยังคงรักษาท่าทางขี้ตื่นตกใจและขี้อายเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา เมื่อห้าปีก่อนเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่

น่าแปลกที่หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาดเพียงแค่ได้สบตาหวานปนเศร้าคู่นั้น มันเป็นความประหม่าเล็ก ๆ เขารู้ดี ความรู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มวัยรุ่นกำลังริรักอย่างนี้กำลังเข้ามาทำให้หัวใจที่มีบาดแผลของเขาได้รับการเยียวยา ความทรงจำเก่า ๆ เริ่มหวนคืนสู่สมองของเขาอีกครั้ง เมื่อภาพของเด็กสาวหน้าหวานขี้อายกำลังซ้อนทับกันกับหญิงสาวหน้าสวยหวานตรงหน้า และยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อเขาเริ่มจดจำได้ว่าค่ำคืนที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความอุ่นซ่านในหัวใจของเขามากเพียงใด

“อ้าว...พี่ต่อมาตั้งแต่เมื่อไร เมื่อคืนกลับมานอนที่บ้านหรือ ทำไมไม่เห็นรถ” ต้องตาเงยหน้าขึ้นถามพี่ชายพลางกัดแอปเปิ้ลทั้งผลเคี้ยวตุ้ย ๆ

“คงจอดไว้ที่ไหนสักที่นั่นแหละ จำไม่ได้เหมือนกันว่าไปจอดไว้ที่ไหน เดี๋ยวค่อยโทร. ถามไอ้ไนน์มัน...มานานรึยังแก้ว”

ท้ายประโยคเขาจงใจหันไปคุยกับแก้วกานดาโดยตรง ทำเอาคนถูกถามสะดุ้งโหยงขึ้นมาทันที แต่ก็ยังอุตส่าห์ตอบเขาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ เล็กน้อย

“มะ...เมื่อคืนค่ะ ต้องไปรับที่สนามบิน” เธอตอบโดยที่ไม่กล้าสบตาเขาสักนิด ได้แต่ก้มหน้ามองโต๊ะตรงหน้า

“อ้อ...แปลว่าเมื่อคืนก็ค้างที่นี่น่ะสิ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาใกล้ ทว่าคนถูกถามรู้สึกตัวชาวาบราวกับถูกแช่แข็ง ยังดีที่ปากยังสามารถพูดจาโต้ตอบกับเขาได้ ในขณะที่ต้องตานั้นหันหลังไปล้างผลไม้ที่หล่นพื้นเมื่อครู่อีกครั้งหนึ่ง

“ชะ...ใช่ค่ะ เมื่อคืนแก้วนอนที่นี่ นอนห้องเดียวกับต้องน่ะค่ะ”

แก้วกานดาตอบรัวเร็วจนลิ้นแทบพันกัน ต้องตาจึงพูดเสริมเข้ามาเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้

“แล้วพี่ต่อกลับมากี่ทุ่มล่ะ เมื่อคืนต้องก็ไม่ได้นอนที่บ้านนะ แก้วนอนคนเดียวเพราะต้องเข้าไปดูระบบที่โรงงาน เขาโทร. ตามกะทันหัน เพิ่งได้กลับมาเมื่อตอนหกโมงเช้านี่เอง”

“อ้าว ถ้างั้นตอนที่พี่กลับเข้าบ้านมา แก้วก็อยู่บ้านคนเดียวน่ะสิ”

ต่อตระการถามน้องสาว แต่สายตาจ้องเขม็งไปยังคนที่ยืนห่างจากเขาเป็นวา ทั้งที่เมื่อครู่เขาเข้ามายืนใกล้จนไหล่แทบชิดกัน ตาคมกริบลอบสำรวจเสี้ยวหน้าซีดเผือดของหญิงสาวอย่างนึกขัน คงเห็นเขาเป็นยักษ์เป็นมารกระมังถึงได้ไปยืนเสียห่าง หนำซ้ำยังหลบตาไม่กล้ามองสบกับเขาอีกด้วย

“ใช่มั้ง ถ้ายายแก้วไม่เข้านอนก่อนนะ อะไรกันเนี่ยพี่ต่อ เมาปลิ้นจนจำอะไรไม่ได้เลยหรือไง ต้องจะฟ้องแม่”

ต้องตาหันมาแว้ดใส่พี่ชาย ภายในบรรดาพี่ชายทั้งสามคน เห็นจะมีแต่คนรองเนี่ยแหละที่ขี้เมาที่สุด ในขณะที่พี่ชายคนโตขี้เก๊กที่สุด และพี่ชายคนสุดท้อง หลงตัวเองที่สุด

“เมื่อคืนเห็นพี่เมาเป็นหมารึเปล่าแก้ว”

ต่อตระการไม่สนใจน้องสาวที่ขู่ฟ่อ ๆ ราวกับสุนัขขนปุย แต่กลับหันไปถามแก้วกานดาที่ยืนเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ตรงหน้า เห็นปากอิ่มสีชมพูเม้มแน่น ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธหลายครั้ง

“ไม่...ไม่เห็นหรอกค่ะพี่ต่อ เมื่อคืนแก้วขึ้นนอนไว”

เธอตอบแล้วก็หลุบตาลงต่ำมองพื้นเบื้องล่างเพราะเกรงว่าคนตรงหน้าจะผิดสังเกต เธอไม่ต้องการให้เขาจำเรื่องน่าอับอายเมื่อคืนได้ เห็นเขาทำท่าทางเหมือนจดจำอะไรไม่ได้ กลับทำให้เธอรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด ในขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดแปลบในอกด้วย

“อ้อเหรอ...” ชายหนุ่มลากเสียงยาวอย่างจงใจเพื่อเรียกความสนใจให้แก้วกานดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะเธอเงยหน้าขึ้นมองค้อนเขาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าเขากำลังพยายามป่วนประสาทเธออยู่

“เอ๊ะพี่ต่อนี่ยังไง ชอบแกล้งเพื่อนต้องทุกทีเลย ไม่เจอกันตั้งหลายปีนึกว่าจะเลิกแกล้งยายแก้วมันแล้วนะเนี่ย”

ต้องตาหันมาต่อว่าพี่ชายไม่จริงจังนัก แต่ไหนแต่ไรมา ต่อตระการชอบแหย่ชอบแกล้งแก้วกานดามาตั้งแต่ตอนที่พวกเธอยังเรียนอยู่มัธยม ยิ่งเห็นเพื่อนสาวของเธอไม่มีปากมีเสียงก็ยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่ บางครั้งก็ชอบยิงมุขห่าม ๆ มาให้แก้วกานดานั่งงงเป็นไก่ตาแตก แล้วตัวเองก็นั่งขำจนท้องคัดท้องแข็งจนน่าหมั่นไส้ เธอเองยังเคยนึกโกรธพี่ชายแทนเพื่อนเสียด้วยซ้ำ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป