บทที่ 7 บทที่ 2 ผู้ชายเห็นแก่ตัว 75%

“เอ๊า...ไม่ได้เจอกันตั้งนานก็ต้องฟื้นความจำกันหน่อย เดี๋ยวจะห่างเหินกันเกินไป...จริงไหมแก้ว แล้วนี่ไปอยู่เชียงใหม่ตั้งหลายปีได้ฝึกฝีปากมาบ้างรึเปล่าเนี่ย”

ต่อตระการยืนพิงสะโพกไว้กับโต๊ะ หันไปมองหน้าที่เริ่มมีสีระเรื่อของแก้วกานดา พอเห็นเธอได้แต่อมยิ้มแล้วเสมองไปทางอื่นไม่พูดไม่จาก็อดเย้าแหย่ต่อไปไม่ได้

“ว้า...ดูเหมือนจะไม่พัฒนาเลยนะเนี่ย ถามจริง ๆ เหอะแก้ว เป็นเพื่อนกับยายต้องมันได้ยังไงคนละสปีชีส์กันชัด ๆ เลย แต่ก็เอาเถอะ ถ้าจู่ ๆ แก้วพูดมากเหมือนยายต้องขึ้นมา พี่คงคิดว่าแก้วเป็นตัวปลอมแหง ๆ แก้วของแท้ต้องยิ้มอย่างเดียว”

“พี่ต่อ! เงียบไปเลยนะ เดี๋ยวเหอะ”

ต้องตาหันมาพร้อมกับวางตะกร้าผลไม้ลงตรงหน้าดังโครม ก่อนจะยกมือขึ้นสะบัดน้ำใส่พี่ชายจนต่อตระการต้องเบี่ยงหน้าหลบเป็นพัลวัน

“ว่าแต่มีอะไรแซ่บ ๆ ให้พี่ซดเล่นหน่อยไหมจ๊ะน้องสาว พี่โคตรแฮงก์เลยว่ะ” ต่อตระการรู้สึกว่าอาการตีรวนในช่องท้องเริ่มสำแดงฤทธิ์เดชขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อต่อมน้ำลายทำงานได้ดีเกินไปเพราะผลิตมันออกมาไม่หยุดจนเขาต้องกลืนน้ำลายบ่อย ๆ เพื่อบรรเทาอาการคลื่นเหียน

“มีแต่แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย จะกินไหมล่ะ”

ต้องตาเปิดฝาชีที่ครอบกับข้าวออกให้พี่ชายดู ต่อตระการถึงกับเบ้หน้าเมื่อเห็นอาหารสองสามอย่างบนโต๊ะ หากเป็นเวลาปกติเขาคงเจริญอาหารกับกับข้าวตรงหน้า แต่คงไม่ใช่เวลานี้

“อยากซดน้ำแกงร้อน ๆ มากกว่าน่ะ ต้องขับไปซื้อข้าวต้มทรงเครื่องที่หน้าหมู่บ้านให้พี่หน่อยสิ”

ต่อตระการได้ทีจึงรีบใช้น้องสาวไปซื้ออาหารที่ตนอยากกินทันที เพราะต้องการคุยกันแบบส่วนตัวกับแก้วกานดา

“เดี๋ยวแก้วทำให้ก็ได้ค่ะ แค่ข้าวต้มทรงเครื่องแป๊บเดียวเองไม่ถึงสิบห้านาทีก็เสร็จ” พูดจบเจ้าตัวก็เดินเลี่ยงสองพี่น้องไปเปิดตู้เย็นหยิบวัตถุดิบที่จะใช้ทำอาหารออกมาทันที ทำเอาชายหนุ่มอดหัวเสียขึ้นมานิด ๆ ไม่ได้ เมื่อหญิงสาวดูเหมือนจะรู้ทันความคิดของเขา ต่อตระการจึงเอ่ยแย้งไปทันควัน

“โธ่แก้ว จะลำบากทำทำไมกันเล่า ให้เจ้าต้องไปซื้อก็ได้นี่นา”

“ไม่เป็นไรค่ะ แป๊บเดียวเอง พี่ต่อรอสักครู่นะคะ”

แก้วกานดาพูดโดยไม่หันไปมองหน้าเขา เธอหยิบหม้อใบเล็กใส่น้ำแล้วตั้งเตา ระหว่างที่รอน้ำเดือดก็จัดเตรียมส่วนอื่น ๆ ไว้รอใส่ลงในหม้ออย่างคล่องแคล่ว

หญิงสาวยอมรับกับตนเองว่าไม่อยากอยู่กับต่อตระการตามลำพังในตอนนี้ เพราะเธอไม่พร้อมที่จะคุยอะไรทั้งนั้น ทั้งยังไม่แน่ใจว่าเขาจะรู้ระแคะระคายเรื่องเมื่อคืนบ้างหรือเปล่า อดสงสัยไม่ได้ว่าหากเขารู้ เขาจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

แต่เท่าที่ดูจากท่าทีของเขาแล้ว ดูเหมือนชายหนุ่มไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือเขารู้อยู่เต็มอกว่าทำอะไรลงไปแต่แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้เพราะไม่ต้องการรับผิดชอบ

แก้วกานดาคิดมาถึงตรงนี้แล้วก็ได้แต่สะท้อนอยู่ในอก หากเมื่อคืนคนที่อยู่กับเขาคือผู้หญิงคนที่เขาพร่ำเพ้อถึง ป่านนี้เขาคงเฝ้าพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจเต็มที่แล้วกระมัง

แต่เผอิญว่าเป็นเธอ เขาจึงต้องกลบทุกอย่างฝังดินให้มิด เหมือนกับที่เธอฝังกลบความรู้สึกลึกซึ้งที่มีต่อเขาไว้ได้อย่างมิดชิด โดยไม่มีใครล่วงรู้เช่นเดียวกัน

ข้าวต้มหมูสับทรงเครื่องถูกเสิร์ฟลงตรงหน้าต่อตระการภายในเวลาที่กำหนด ชายหนุ่มมองข้าวต้มหอมฉุยที่ส่งกลิ่นยั่วยวนอยู่เบื้องหน้าแล้วก็มองเลยไปยังใบหน้าของคนทำจนได้สบตากันครู่หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าแก้วกานดาเป็นฝ่ายหลบตาเขาก่อน เขาเอ่ยขอบคุณเธอเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปากกับแววตาที่แก้วกานดาเห็นแล้วรู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

“ฉันว่าฉันขอตัวกลับคอนโดฯ ก่อนดีกว่า วันนี้ช่วงบ่ายฉันต้องไปรายงานตัวที่แผนกน่ะ”

แก้วกานดาหันไปบอกความประสงค์กับต้องตา ก่อนจะหันไปมองร่างสูงโปร่งที่นั่งเป่าข้าวต้มให้หายร้อน แต่แล้วก็หญิงสาวแทบดึงสายตากลับมาไม่ทันเมื่อเห็นว่าเขามองเธออยู่ก่อนแล้ว

ความจริงต้องบอกว่า เขามองเธออยู่ตลอดแทบไม่ละสายตาเลยมากกว่า

“อืม เอางั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง” ต้องตาหันไปพยักหน้าให้เพื่อนพลางสะเด็ดน้ำในตะกร้าผลไม้

แก้วกานดารีบเดินออกจากครัวเพื่อไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและหนีจากสายตาคู่นั้น โดยไม่รู้เลยว่าต่อตระการมองตามเธอไปอย่างไม่ลดละ ชายหนุ่มยิ้มขันเมื่อเห็นหญิงสาวรีบเดินจนขาแทบพันกัน

เมื่อลับร่างของแก้วกานดาไปแล้ว ต่อตระการก็หันมามองน้องสาว พลางนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงทำทีเป็นชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะวกมาเลียบเคียงถามต้องตาถึงเรื่องที่ตนต้องการรู้

“แก้วพักที่ไหนหรือ” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังคุยเรื่องทั่วไป แต่ภายในใจนั้นกลับเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

“เพลสวิว ตรงสุขุมวิทน่ะ เพราะไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่ยายแก้วทำอยู่เท่าไร นั่งรถไฟฟ้าไปถึงได้ โชคดีมากเลยที่จู่ ๆ ยายแก้วเขาได้งานที่โรงพยาบาลนั้นพอดีก็เลยได้ย้ายมาทำที่กรุงเทพฯ”

ต้องตาบอกทั้งที่พักและที่ทำงานของเพื่อนรักให้พี่ชายฟังอย่างหมดเปลือกตามประสาคนช่างพูด โดยไม่รู้ตัวเลยว่าคนฟังนั้นลอบยิ้มกับตนเองอย่างหมายมาด และบันทึกข้อความทุกอย่างที่ได้ฟังมาเมื่อครู่เข้าสู่สมองทันที เพราะตั้งใจไว้ว่าวันนี้เขาจะต้องทำอะไรบางอย่าง

“แล้วแก้วเขานึกยังไงถึงได้ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ ก็ไหนว่าครอบครัวย้ายกลับไปอยู่เชียงใหม่กันหมดแล้ว”

ชายหนุ่มถามพลางตักข้าวต้มเข้าปาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาหิวหรือเปล่า ถึงได้รู้สึกว่าข้าวต้มทรงเครื่องที่แก้วกานดาทำให้กินถึงได้รสชาติดีกว่าร้านเจ้าประจำที่เขาชอบแวะซื้อตอนเช้าก่อนไปทำงานบ่อย ๆ

“เออเนอะ ต้องก็ไม่ได้ถามนะพี่ต่อ แต่ก็ช่างเถอะ มาทำกรุงเทพฯ นี่แหละดีแล้ว ต้องจะได้มีเพื่อนไว้เมาท์มอยบ้าง อ้าวนั่นไงมาพอดีเลย ต้องไปส่งยายแก้วที่คอนโดฯ ก่อนนะพี่ต่อ”

ต้องตาพูดจบก็เดินออกจากห้องครัวไป ต่อตระการหันหลังกลับไปมอง จึงทันได้สบตาหวานอมโศกของแก้วกานดาเข้าพอดี หญิงสาวดูประหม่าเล็กน้อยก่อนจะยกมือไหว้ลาเขา จากนั้นก็ลากกระเป๋าสัมภาระของตัวเองเดินออกไปทางประตูหน้าบ้าน

หลังจากอิ่มข้าวต้มแล้วเขาก็เดินไปหยิบยาแก้ปวดใส่ปากสองเม็ดตามด้วยน้ำเย็น ๆ แก้วใหญ่ ชายหนุ่มทำหน้าปุเลี่ยนตอนที่ต้องกลืนยาสองเม็ดนั้นลงคอ ใครจะเชื่อว่าคนอย่างนายต่อตระการจะเกลียดและกลัวการกินยามากที่สุด เพราะฉะนั้นเขาจึงมักดูแลร่างกายของตนเป็นอย่างดีอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บป่วยจนถึงขั้นต้องพึ่งหยูกยา เว้นเสียแต่ว่าร่างกายไม่ไหวจริง ๆ จนต้องพึ่งมันอย่างเสียไม่ได้ ดีกว่าต้องมาทนทรมานอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป