บทที่ 10 10
10
“ลองไปส่องกระจกดูหน้าตัวเองเวลาพูดขอโทษสิครับ ว่าผมควรจะยกโทษให้หรือเปล่า”
คำพูดดังกล่าวทำให้บุษมามินตราที่ไม่ได้เต็มใจจะมา ซ้ำยังมีใจอคติกับอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้วถึงกับฉุนกึก ความคิดที่ว่าจะทำเพื่องานสูญสลายหายไป
“ดิฉันก็ขอโทษแล้วไงคะ จะให้ทำอย่างไรอีกคุณถึงจะพอใจ”
ฟิวส์ของเทวินทร์ขาดสะบั้นลงทันที เขาจึงกระชากเสียงถามออกไปตรงๆ “ไม่ทราบว่าผมไปทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือโกรธเคืองเป็นการส่วนตัวหรือเปล่าคุณบุษบามินตรา”
คนถูกกระชากเสียงใส่ลืมหมดสิ้นว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ ลืมแม้กระทั่งว่าสิ่งที่ตัวเองจะพูดออกไปเป็นเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย และยังไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ได้รับมอบหมายมาเลยสักนิด
“แล้วคุณคิดว่าตัวเองเคยทำอะไรที่น่าเกลียดลงไปบ้างล่ะ” พูดพลางก็เบ้ปากประกอบคำพูด
การเบ้ปากของหญิงสาวทำให้เทวินทร์ฉุกคิด แล้วภาพเหตุการณ์ในวันนั้นพลันผุดขึ้นมาแทนคำตอบ หน้าเนียนสวยคล้ายสตรีเวลานี้กลายเป็นสีแดงเข้มด้วยแรงโทสะที่กำลังเข้าครอบงำ
“แสดงว่าการที่คุณเบ้ปากใส่ผมเมื่อครั้งนั้น คงคิดว่าก่อนหน้านั้นผมทำอะไรที่น่าเกลียดลงไปละสิ แล้วถ้าผมจะทำอะไรลงไปอย่างที่คุณคิดจริงๆ มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผมไม่ใช่กงการอะไรของคุณ”
คำพูดของเทวินทร์ทำให้บุษบามินตรารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เพราะเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ จึงได้แต่อ้ำอึ้งพูดไม่ออก แม้ภาพลักษณ์ของเจ้าตัวจะทำให้เธอคิดเช่นนั้น แต่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาและไม่ใช่กงการอะไรของเธอเสียหน่อย บุษบามินตราเอ๋ย เธอพูดบ้าอะไรออกไป!
“เอ่อ...”
“คุณมองคนอื่นในแง่ร้ายแบบนี้เสมอหรือครับ มั่นใจว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกต้อง และมองด้วยมุมมองเพียงด้านเดียวของคุณ แสดงว่าตัวคุณเป็นคนใจแคบมาก”
ถ้อยคำดังกล่าวทำให้บุษบามินตราที่กำลังรู้สึกผิดนึกอยากทวงความรู้สึกนั่นกลับคืนมาในทันใด
“มันจะมากไปแล้วนะคุณเทวินทร์”
“ไม่มากหรอก น้อยไปด้วยซ้ำ คุณลองถามตัวเองดูสิว่า คุณมีสิทธิ์อะไรเอาความคิดของคุณมาตัดสินผม โดยที่คุณยังไม่รู้จักตัวตนของผมดีพอครับ คุณบุษบามินตรา” เทวินทร์โต้ตอบด้วยแรงโทสะ
เหมือนถูกตบซ้ำอีกครั้งจนชา นั่นสิ...เธอมีสิทธิ์อะไรเอาความคิดตัวเองไปตัดสินเขา ขณะกำลังจะอ้าปากพูดขอโทษอีกครั้งก็ต้องชะงักค้าง เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของชายหนุ่ม
“หรือว่าคุณสนใจผม แอบชอบผม ก็เลยเอาเรื่องส่วนตัวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานขึ้นมาพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินสำนวนไทยที่ว่าองุ่นเปรี้ยวไหม” ชายหนุ่มสาดถ้อยคำเผ็ดร้อนใส่อีกฝ่ายไม่ยั้ง
“คุณเทวินทร์!”
บุษบามินตราเรียกชื่อของอีกฝ่ายอย่างเดือดดาล ดวงหน้างดงามของหญิงสาวบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธ ผุดลุกขึ้นยืนทันควัน ยกนิ้วชี้หน้าชายหนุ่มแล้วเอ่ยน้ำเสียงสั่นระริก ลืมหมดสิ้นถึงงานที่ได้รับมอบหมายจากเจ้านาย
“จำไว้นะคุณเทวินทร์! ต่อให้ในโลกนี้เหลือผู้ชายอยู่เพียงคนเดียวคือคุณ ก็อย่าหวังเลยว่าฉันจะชายตามอง คุณเป็นคนหลงตัวเองที่สุด” พูดจบหญิงสาวก็เตรียมหมุนตัวจะกลับ ไม่สนใจแล้ว จะถูกเจ้านายต่อว่าอย่างไรก็ช่าง เธอหมดความอดทนแล้วจริงๆ
เทวินทร์จ้องสาวสวยที่ยืนชี้หน้าเขาด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว เขาจะต้องสั่งสอนท่าทางอวดดีของเธอซะบ้าง ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้ามาชี้หน้าซ้ำพูดจากับเขาแบบนี้สักคน เป็นการดูหมิ่นเชิงชายที่เขายอมไม่ได้
คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็เดินอ้อมโต๊ะทำงาน ก้าวตรงไปยังร่างโปร่งระหงที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตู แต่ไม่ไวไปกว่าเขาที่ยกมือยันประตูเอาไว้ ตาคมวาววับจ้องร่างตรงหน้านิ่งๆ ประดุจเสือร้ายกำลังจ้องจะขย้ำลูกกวางเนื้อหวานตัวน้อยๆ จนคนปากเก่งนึกกลัวจับใจ
“คุณจะทำอะไรคุณเท...”
หญิงสาวพูดยังไม่ทันจบก็ถูกชายหนุ่มตรงหน้าตวัดร่างเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว แล้วก้มลงกระซิบประชิดริมฝีปากของเธอ
“ไม่เคยมีใครบอกคุณเลยหรือว่า อย่าได้พูดจาดูหมิ่นผู้ชายด้วยถ้อยคำเช่นนี้ในห้องส่วนตัวของเขา เพราะผลลัพธ์มันจะออกมาแบบเช่นนี้”
พูดจบเจ้าของคำพูดก็กอดกระชับร่างงามในอ้อมแขนไว้จนแน่น มือขวากดแผ่นหลังบอบบางเอาไว้ ส่วนอีกข้างโอบประคองศีรษะด้านหลัง ก่อนจะก้มหน้าลงบดเคล้ากลีบปากอวบอิ่มอย่างหนักหน่วง ร่างนุ่มละมุนในอ้อมกอดเริ่มดิ้นขลุกขลักพร้อมส่งเสียงครางประท้วง แต่เขาหาสนใจไม่ กลับคลึงเคล้าเบาๆ ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักด้วยแรงอารมณ์ ซึ่งปนเปกันไปหมดระหว่างความโกรธกับความปรารถนา
ซึ่งไม่รู้ว่าระหว่างความโกรธกับความปรารถนา...สิ่งไหนมีมากกว่ากัน
จากความตั้งใจตอนแรกเพียงแค่คิดสั่งสอนเท่านั้น ทว่าเวลานี้กลับกลายเป็นตัวเขาเองที่ไม่สามารถถอนริมฝีปากออกจากกลีบปากอวบอิ่มได้ เขาเพียรจูบเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตักตวงความหอมหวานจากกลีบปากนุ่มจนกระทั่ง
ร่างในอ้อมแขนแน่นิ่งไป ทำให้คนที่มัวแต่หลงวนเวียนอยู่ในวังวนของรสจูบถึงกับตื่นตระหนก
“คุณ...คุณ”
เทวินทร์เขย่าร่างอ่อนปวกเปียกในอ้อมแขนไปมา นึกด่าตัวเอง นี่เขาทำอะไรลงไป ความรู้สึกผิดท่วมท้นอยู่ภายในใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เขากระทำเช่นนี้กับผู้หญิง
ชายหนุ่มอุ้มร่างอ้อนแอ้นเข้าไปในห้องลับส่วนตัว ซึ่งไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนได้เข้ามาแม้แต่คนเดียว เขาวางร่างของหญิงลงบนเตียงนอน เพ่งพิศใบหน้ารูปไข่งดงามนั้นนิ่งนาน แล้วก็รับรู้ได้ถึงกระแสบางอย่างที่กำลังแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ มันรวดเร็วจนเขาตั้งตัวรับแทบไม่ทัน
ชายหนุ่มบอกตัวเองอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกเลยว่า สิ่งที่เขากระทำลงไปแม้จะบอกตัวเองว่าทำเพื่อสั่งสอนเธอ แต่สิ่งที่ได้รับจากการสัมผัสกลับรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน รอยยิ้มละมุนผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะกดอินเตอร์คอมเรียกเลขาฯ ให้เข้ามาในห้อง
“คุณบุ๋ม เข้ามาหาผมด่วน”
