บทที่ 16 16

16

ส่วนอรุณรัศมีสมัยเด็กๆ นั้นจะเป็นคนเรียบร้อยไม่ค่อยสู้คน และผู้ที่คอยปกป้องเธออยู่เสมอก็คือบุษบามินตรานั่นเอง

“เดี๋ยวน้ำจะบอกนุชให้จ้ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับคำ

“พี่มี พี่แก้ว หลานจะไปแค่กรุงเทพฯ นะ แหมล่ำลากันอย่างกับจะไปต่างประเทศ” นางนวลปรางบอกพี่ชาย แต่จะว่าไปตัวนางเองก็อดใจหายไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายกลับมาอยู่บ้านด้วยตั้งเป็นปี แต่ก็ต้องหักห้ามใจ และยื่นทุเรียนทอดถุงใหญ่ให้เอาไว้เป็นเสบียงยามอยู่ที่นั่น

“อาว่าน้ำรีบเดินทางเถอะ อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพฯ เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน” อารยาบอกหลานสาวแล้วก็มองรถยนต์ที่อีกฝ่ายจะใช้เดินทางอย่างนึกกังวล “รถคันนี้น้ำเคยบอกอาว่ายังไม่ได้ไปต่อประกันใช่ไหม”

“ใช่จ้ะ แต่ไม่เป็นไรหรอกอานิ่ม น้ำสัญญาว่าจะขับรถอย่างระมัดระวังที่สุด” อรุณรัศมีรับปากกับผู้เป็นอาอย่างแข็งขัน

“ขับรถดีๆ นะยายน้ำ ไม่ต้องไปขับแข่งกับใคร” นางนวลปรางเอ่ยกำชับอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าหลานสาวชอบขับรถเร็ว ซึ่งมาจากลูกยุของพี่ชายทั้งสองของนางนั่นแหละ

“จ้ะยาย รับรองว่าจะไม่เหยียบเกินร้อยแน่นอน น้ำไปก่อนนะคะ ถึงกรุงเทพฯ แล้วจะโทร.บอก เอาไว้ถ้ามีเวลาจะชวนนุชกลับมาเยี่ยมจ้ะ” หญิงสาวล่ำลาอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นรถแล้วรีบขับออกไปทันที

อรุณรัศมีขับรถเข้ากรุงเทพฯ ด้วยความระมัดระวังตามที่ได้รับปากกับผู้เป็นยายและอาเอาไว้ แต่นิสัยเดิมคือชอบขับรถหลงทางหรือไม่ก็เข้าเลนผิดเป็นประจำ แม้สมัยอยู่กรุงเทพฯ ก็ยังแก้ไม่หาย และกำลังเกิดกับเธออีกจนได้

ขณะกำลังจะเลี้ยวเข้าถนนพระรามเก้าเพื่อตรงไปยังคอนโดฯ ที่พัก เธอก็เข้าผิดเลนเหมือนเช่นเคย หญิงสาวเหลือบมองกระจกหลัง เมื่อเห็นว่ารถที่ตามมายังอยู่ในระยะห่างพอสมควรก็หักเข้าซ้ายทันที

เอี๊ยด! โครม!

เสียงล้อรถบดเบียดกับพื้นถนน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงรถที่วิ่งมาจากทางตรงพุ่งเข้าชนด้านซ้ายของรถเธออย่างจัง แรงปะทะดังกล่าวมีผลทำให้ศีรษะของเธอกระแทกเข้ากับกระจกรถด้านข้างจนมึนงงไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกตัวรีบยกมือขึ้นบีบขมับสะบัดศีรษะไปมา

ครั้นสติกลับมาดังเดิมก็รีบก้มลงมองตามเนื้อตัว พลางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่เห็นร่องรอยบุบสลายใดๆ บนร่างของตนเองเนื่องจากคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ จะมีก็แต่ศีรษะและไหล่ขวาที่เจ็บแปลบๆ จากแรงกระแทก หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณแม่ย่านางของรถที่คุ้มครองให้เธอรอดปลอดภัย จากนั้นก็รีบเปิดประตูก้าวลงจากรถ

“โอ้แม่เจ้า!”

เจ้าของดวงหน้าหวานร้องอุทานเสียงหลง พร้อมกับยกมือขึ้นทาบอกเมื่อเห็นสภาพรถของเธอ ด้านหน้าทางฝั่งผู้โดยสารนั้นยุบเข้ามาจนดูไม่จืด คิดว่าคงไม่แตกต่างจากสีหน้าของเธอในยามนี้เป็นแน่ ถ้าตัวเองไม่ได้เบลอนัก

เธอได้ยินเสียงเบรกดังมากก่อนตามมาด้วยเสียงโครม คิดแล้วให้รู้สึกสยองถ้าหากรถที่ตามหลังขับมาด้วยความเร็วสูงและพุ่งเข้าชนโดยไม่เบรกเธอคงเละไม่มีชิ้นดีแน่

“โธ่...นังขาว ทำไมถึงได้โชคร้ายนักนะ”

อรุณรัศมีรำพึงรำพันเสียงสั่นพลางมองดูรถยนต์คู่ใจด้วยความเวทนาสงสาร แล้วจึงหันไปมองค้อนรถสปอร์ตคันหรูของคู่กรณีที่เธอเอารถตัวเองไปสะกิดพร้อมทำหน้าละเหี่ย เพราะรถคันดังกล่าวมีรอยขีดเท่าแมวข่วน สีถลอกนิดหน่อย และมีรอยบุบเท่าปลายนิ้วโป้งเท่านั้น ถ้ามองผ่านๆ แทบจะไม่เห็นด้วยซ้ำ

“นี่มันรถยี่ห้ออะไรกันวะเนี่ย” หญิงสาวอุทานอยู่ในใจ ทั้งมึนงงระคนประหลาดใจ ก่อนจะหันกลับมามองดูรถฮอนด้าแจ๊ซสีขาวคันโปรดอีกครั้ง รถคันนี้นางนวลปรางเป็นคนซื้อให้เมื่อตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย เห็นสภาพของมันแล้วก็อยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ นัก มือบางยกขึ้นลูบเบาๆ ตรงรอยบุบบี้เหมือนจะปลอบประโลม

ขณะที่อรุณรัศมีกำลังลูบๆ คลำๆ รถของตัวเองอยู่นั้น ประตูฝั่งคนขับของรถคันหรูก็ถูกเปิดออกมา ร่างสูงของชายหนุ่มหน้าหล่อเหลาราวกับพวกนักร้องวงบอยแบนด์ของญี่ปุ่นก็ก้าวออกมายืนหน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์เสีย

“คุณขับรถแบบนี้ได้ยังไง! นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยว”

คนฟังได้แต่ยืนอ้าปากค้างพร้อมกับทำตาปริบๆ เมื่อได้ยินภาษาญี่ปุ่นรัวเร็วที่อีกฝ่ายพูด และเธอไม่กระดิกหูเลยสักนิดเดียว ทำไมไม่รู้จักใช้ภาษาสากล ใครจะไปฟังภาษาของตัวเองรู้เรื่อง บ้าหรือเปล่า! หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ

ทันใดนั้นประตูอีกฝั่งของรถคันหรูก็ถูกเปิดออก และอึดใจต่อมาร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวลงมายืนกอดอก มองมายังเธอด้วยท่าทางหยิ่งๆ อรุณรัศมีมองแล้วแทบลืมหายใจ ผู้ชายคนแรกที่พูดภาษาญี่ปุ่นใส่เธอก็ว่าหล่อแล้ว แต่ชายคนหลังนี่ต้องเรียกว่า ‘โคตรหล่อ’ จึงจะเหมาะกับเขา ผู้ชายบ้าอะไร! ผิวขาวเนียนยิ่งกว่าผู้หญิง

ครั้นก้มลงมองผิวคล้ำแดดของตัวเองแล้วก็ให้อับอายนัก ปากก็แดงสวย จมูกโด่งเป็นสันตรง นัยน์ตาคู่คมดูมีเสน่ห์ลึกล้ำ ผมซอยสั้นเข้ารูป ชุดสูทสีดำเรียบหรูที่ใส่อยู่คาดว่าราคาว่าคงแพงระยับ รองเท้าหนังสีดำเป็นมันวับเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารเล่มดัง เรียกว่าหล่อตั้งแต่หัวจดเท้าเลยก็ว่าได้

แต่ทว่า...

“คุณขับรถไม่ระมัดระวังแบบนี้ รู้ไหมว่ารถผมราคาเท่าไหร่”

ภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำที่หลุดออกมาจากปากหยักสวยของเขานี่สิ ทำเอาเธออยากถอนคำพูดชื่นชมทั้งหมดกลับคืนมา นึกค่อนแคะอีกฝ่ายอยู่ในใจ

“คนบ้าอะไร รถตัวเองราคาเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้เลย เจ้าของรถยังไม่รู้ แล้วฉันจะไปรู้ได้ไง”

อรุณรัศมีคิดว่าตัวเองพูดประโยคดังกล่าวในใจ แต่กลายเป็นว่าเธอย้อนถามเขาไปด้วยถ้อยคำนั้นจริงๆ และคำพูดที่อาจไม่ได้ตั้งใจแต่เจตนาของเธอ คงไปกระตุ้นโทสะของคนฟังอย่างเขาอย่างจัง เพราะใบหน้าขาวๆ นั่นแดงก่ำขึ้นมาทันตาเห็น เคยเห็นแต่ผู้หญิงหน้าแดง ไม่นึกว่าผู้ชายก็หน้าแดงเป็นด้วย หญิงสาวมองคนตรงหน้าอย่างขำๆ ไม่ได้นึกสลดหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย

“คุณไปกับผมเดี๋ยวนี้”

เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้แดงประหนึ่งกวนอูกระชากเสียงพูด พร้อมกับฉวยข้อมือบางของหญิงสาวทำท่าจะลากไปขึ้นรถ แต่ถูกเจ้าตัวสะบัดจนหลุดก่อนจะโวยวายเสียงดัง

“ทำไมฉันต้องไปกับคุณด้วย บ้าหรือเปล่า เดี๋ยวฉันจะให้ประกัน เอ่อ...มาจัดการค่าเสียหายเอง”

คำว่า ‘ประกัน’ แทบกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้ต่อประกันรถนี่นา เพราะความขี้เกียจชอบผัดวันประกันพรุ่งของตัวเอง ทั้งที่คนเป็นอาก็เตือนก่อนจะออกเดินทางแล้ว

ดังนั้นเวลานี้ความซวยจึงมามาเยือนของจริง!

“ประกัน?” คู่กรณีหนุ่มหล่อย้อนถามน้ำเสียงกึ่งเยาะตามมาด้วยรอยยิ้มหยันๆ “คุณคิดว่าบริษัทประกันของคุณจะยอมจ่ายค่าเสียหายให้รถแอสตัน มาร์ตินของผมหรือไงครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป