บทที่ 8 8

8

“ผู้ชายคนนี้อีกแล้วหรือ” คราวนี้บุษบามินตราพึมพำเสียงดัง เมื่อได้ยินชัดเต็มสองหูว่าคนที่เจ้านายไหว้วานให้ไปพบนั้น เป็นคนคนเดียวกับที่เธอเคยพบเขาเมื่อเดือนก่อน ทั้งอดนึกโมโหตัวเองไม่ได้ที่พอได้ยินเจ้านายเอ่ยชื่อผู้ชายคนนี้ขึ้นมาเธอก็จำหน้าเขาได้ในฉับพลัน

ดวงหน้าสวยเกินชายที่มีรอยลิปสติกติดอยู่ข้างแก้ม ชอบมาลอยวนเวียนให้เห็นในมโนภาพ แม้จะพยายามลบออกไปเท่าไรก็ลบไม่ได้ มันน่าโมโหนัก!

“นุช ทำไมเงียบไปล่ะ” เสียงร้อนรนของเจ้านายดังมาตามสาย

“ฟะ...ฟังอยู่ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงอึกอัก เธอนิ่งคิดเพียงไม่กี่วินาที แล้วก็รีบพูดข้อเสียของเทวินทร์ที่เธอเคยรับรู้มาให้คนในสายฟัง

“พี่ต้นคะ คุณเทวินทร์ที่จะให้นุชไปขอนัดสัมภาษณ์มีแต่ข่าวคาวเรื่องผู้หญิง ทั้งจากคอลัมน์ซุบซิบทางหน้าหนังสือพิมพ์รวมทั้งนิตยสารต่างๆ อีก ไม่เห็นมีเรื่องไหนที่เขาทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมที่ควรค่าจะนำมาลงในนิตยสารของเราได้เลยนะคะ และเท่าที่นุชรู้ เขาไม่เคยยอมให้หนังสือเล่มไหนสัมภาษณ์มาก่อน” ถึงจะไม่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารของบริษัทเธอ ชื่อเสียงของเขาก็ดังกระฉ่อนไปทั่วอยู่แล้วนี่ หญิงสาวคิดหยันๆ อยู่ในใจ

“นุชฟังพี่พูดดีๆ นะ ข่าวเรื่องผู้หญิงของคุณเทวินทร์มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เราเอามาเป็นประเด็นสำคัญไม่ได้ พี่แค่ต้องการสัมภาษณ์เขาเกี่ยวกับทักษะเรื่องงานและความคิดเท่านั้น ตัวเขาเป็นนักธุรกิจที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังด้วยความสามารถล้วนๆ นุชลองนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาในภายหลังสิ นิตยสารของเราจะขายดีแค่ไหนถ้าได้ผู้ชายคนนี้มาขึ้นปก ยิ่งเขาไม่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อฉบับไหนมาก่อนด้วยแล้ว รับรองยอดขายต้องถล่มทลายแน่ๆ”

เจ้านายหนุ่มอธิบายให้ลูกน้องสาวฟังตามสายอย่างใจเย็น ก่อนจะสรุปด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นุชควรแยกแยะเรื่องงานของเรากับเรื่องส่วนตัวของเขาให้ขาดกันนะ”

บุษบามินตราฟังคำอธิบายของคนเป็นเจ้านายแล้วก็ต้องยอมรับและจำนนด้วยเหตุผล ในเมื่อเจ้าตัวยืนกรานที่จะให้เธอไปพบนายเทวินทร์นั่นให้ได้ เธอก็คงไม่อาจจะปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงได้ หญิงสาวแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่

สายฝนยังโปรยปรายลงมาแล้วพูดเสียงอ่อนลง

“ขอโทษค่ะพี่ต้น ที่นุชใช้ความรู้สึกของตัวเองมากไปหน่อย แล้วบริษัทเขาอยู่แถวไหนเหรอคะ”

“อยู่ทองหล่อ ซอยแปด”

“ตกลงค่ะ เดี๋ยวนุชนั่งรถไฟฟ้าไปแล้วกันค่ะ” บุษบามินตราคิดว่าสภาพฝนตกแบบนี้รถไฟฟ้าน่าจะเหมาะสมกับการเดินทางเป็นที่สุด

“จ้ะ นุชลงที่สถานีทองหล่อนะ ถ้าฝนยังตกอยู่ค่อยเรียกแท็กซี่เข้าไป” ธนะวิทย์บอกกับลูกน้องสาวด้วยน้ำเสียงโล่งใจ

“แต่บอกไว้ก่อนนะคะว่านุชจะไปขอนัดให้ ส่วนเรื่องที่เขาจะยอมตกลงหรือไม่นั้น นุชไม่ขอรับผิดชอบ พี่ต้นจะมาว่านุชทีหลังไม่ได้นะคะ” หญิงสาวรีบพูดป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน

“เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหา แค่นุชขอนัดให้พี่ก็พอแล้วจ้ะ” ผู้เป็นเจ้านายยอมรับเงื่อนไขก่อนจะวางสาย

ร่างระหงยืนกระสับกระส่ายอยู่อีกพักใหญ่ ครั้นเห็นว่าสายฝนค่อยซาลงบ้างแล้ว จึงตัดสินใจวิ่งฝ่าไปยังสถานีรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เธอยืนอยู่นัก เพื่อเดินทางไปยังที่หมายตามที่รับปากเจ้านายไว้

ภายในห้องกว้างสีขาวนวลสว่างตา ผนังด้านหนึ่งประดับด้วยภาพโฆษณาต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของบริษัท ส่วนด้านตรงข้ามตลอดทั้งแนวตั้งแต่ช่วงเอวขึ้นมากรุกระจกใสทั้งหมด ผ้าม่านสีเข้มถูกรูดไปด้านข้างจนมองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอกได้เต็มตา เฟอร์นิเจอร์ในห้องแม้จะมีน้อยชิ้นแต่กลับดูหรูหราลงตัวและมีรสนิยม เหมาะสมกับเป็นห้องทำงานของผู้บริหาร

หลังโต๊ะทำงานสีน้ำตาลเข้มที่วางเด่นอยู่ตรงกลางห้องกว้าง มีร่างสูงของเทวินทร์ ซึ่งสีหน้าท่าทางดูเคร่งเครียดนั่งอยู่ อารมณ์ไม่ดี เจ้าของห้องคิดในใจอย่างหัวเสีย ถ้าเขามีเวทมนตร์จะขอสาปวิภาวีซึ่งอยู่ในชุดเดรสเกาะอกสีดำกำลังนั่งไขว่ห้างพูดเจื้อยแจ้วอยู่บนโซฟาในขณะนี้ให้กลายเป็นหินไปซะเดี๋ยวนี้เลย

“กายขา ไปเป็นเพื่อนดูละครเวทีหน่อยนะคะ วิกกี้อุตส่าห์ไปหาซื้อบัตรมาเผื่อกายแล้วนะ กว่าจะหามาได้ต้องเสียเงินซื้อเป็นสองเท่าของราคาบัตร แล้วงานนี้ก็มีแต่คนดังๆ ไปดูทั้งนั้น”

“ผมงานยุ่งมาก ไม่มีเวลาว่างพอที่จะไปดูละครเวทีกับคุณหรอกนะวิกกี้ คุณไปดูกับเพื่อนๆ ของคุณเถอะ”

คำพูดตัดรอนแบบไร้เยื่อใยจากชายหนุ่มที่เธอหลงรัก ทำให้ใบหน้าที่แต่งมาอย่างสวยงามงอง้ำลงทันควัน แต่เธอก็ยังไม่ละความพยายามที่จะชวนชายหนุ่มไปดูด้วยกันให้ได้

“ก็วิกกี้คุยอวดเพื่อนๆ ไว้นี่คะว่าจะพากายไปดูด้วย ถ้ากายไม่ไปวิกกี้ก็เสียหน้าแย่สิคะ”

“คุณไปคุยอวดกับเพื่อนคุณเองโดยที่ผมไม่มีส่วนรับรู้ด้วย ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับผม คุณออกไปได้แล้วผมจะทำงานต่อ” ชายหนุ่มเอ่ยปากไล่เพราะเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ งานสำคัญต่างๆ ที่กองอยู่บนโต๊ะเขาก็ยังเคลียร์ไม่เรียบร้อย

“โธ่ กายขา...”

ยังไม่ทันที่วิภาวีจะเอ่ยอะไรออกมาอีก โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเทวินทร์ก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน เจ้าของโต๊ะเอื้อมมือรับมาพูดอยู่ครู่ใหญ่ก็วางสาย แล้วจึงหันไปบอกหญิงสาว

“ตอนนี้ผมมีแขก คุณกลับไปได้แล้ววิกกี้ ส่วนเรื่องงานบริษัทพ่อของคุณ ผมกำลังดำเนินการให้อยู่ อีกไม่นานก็คงเรียบร้อย”

“เรื่องงานเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ กายไปดูละครกับวิกกี้เถอะนะคะ เดี๋ยววิกกี้นั่งรอให้กายคุยธุระกับแขกเสร็จก่อนก็ได้ นานแค่ไหนก็จะรอ”

วิภาวีพูดถึงเรื่องงานอย่างไม่ให้ความสนใจนัก เพราะจุดมุ่งหมายเดียวในใจของเธอในเวลานี้ คือชวนเทวินทร์ไปดูละครเวทีด้วยให้ได้ เพราะไปคุยโวโอ้อวดกับเพื่อนๆ ไว้เยอะเกี่ยวกับเรื่องของชายหนุ่ม ถ้าไม่ควงเขาไปให้เห็น

มีหวังหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเป็นแน่

คนถูกเซ้าซี้เริ่มจะหมดความอดทนกับการพูดไม่รู้เรื่องของหญิงสาว จึงต้องดุเสียงเข้มคล้ายตะคอกออกไป

“วิกกี้ ผมบอกให้คุณออกไปได้แล้ว!”

“ไปก็ได้ค่ะ”

คนถูกไล่เป็นครั้งที่สามลุกขึ้นยืนแต่โดยดี เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเอาจริง แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ขณะเดินผ่านโต๊ะทำงานของณัฐวดีซึ่งเป็นเลขาฯ ของเทวินทร์ ดวงตาที่เขียนอายไลเนอร์ไว้อย่างโฉบเฉี่ยวก็ตวัดมองไปยังแขกที่มารอพบเจ้าของบริษัทพลางนึกดูถูกในใจ นี่หรือคนที่มาขอพบเทวินทร์ ดูแต่งตัวเข้า ไม่ได้มีรสนิยมเอาเสียเลย แต่...ทำไมเธอคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็มองผ่านเลยไปอย่างไม่สนใจนัก ก่อนเดินสะบัดหน้าออกไปทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป