บทที่ 10 หวั่นไหว
ธาราที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเขายืนนิ่งทอดสายตามองแพรไหมด้วยความรู้สึกหลากหลาย คิ้วเรียวเข้มขมวดเข้าหากันยุ่นเป็นปมมองท่าทีแปลกไปของแพรไหมด้วยความสงสัย แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ที่ยังสว่างจ้าของเธอ ธาราก็เข้าใจได้ในทันทีโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถามออกไป คงเป็นแม่ของเธอที่โทรมาหานั่นแหละ เธอถึงได้มีท่าทีเหมือนหมดอาลัยตายอยากแบบนั้น
ธารายืนมองแพรไหมนิ่งอย่างใช้ความคิดอยู่สักพักก่อนเปลี่ยนทิศทางเดินไปยังอีกที่หนึ่ง ไวน์หนึ่งขวดแก้วสองใบถูกนำมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าแพรไหม
นอกจากคุณลุงภพจะมีอาชีพทำสวนปลูกผลไม้ขาย อีกหนึ่งอาชีพคือเปิดบ้านพักต่างอากาศไว้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสความหนาวหรืออยากได้บ้านพักต่างอากาศส่วนตัวที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ภายในบ้านพักมีของใช้ เครื่องครัว อาหาร รวมถึงเครื่องดื่มอย่างครบครัน ไม่เว้นแม้แต่ไวน์ราคาแพงที่มีไว้ให้แขกได้ลองชิมหลังละขวด
”อะไรคะ“ แพรไหมแหงนมองธาราด้วยความไม่เข้าใจดึกดื่นป่านนี้เขายังจะดื่มอีกหรือไง
“ฉันคิดว่าเธอน่าจะอยากดื่มนะ” แต่กลับผิดคาดเมื่อไวน์ขวดนี้เขาตั้งใจเอามาให้เธอ “เธอมักจะดื่มมันตอนมีเรื่องไม่สบายใจนี่“ ธาราพูดอย่างไม่ยี่หระ เขาเปิดไวน์ก่อนรินใส่แก้วให้ทั้งเธอและเขา ธาราดันแก้วไวน์ไปตรงหน้าของแพรไหม
หัวใจดวงน้อยของแพรไหมสั่นไหวอย่างหนัก ภาพความทรงจำระหว่างเราเมื่อครั้นอดีตไหลย้อนเข้ามาเป็นฉาก ๆ แพรไหมไม่คิดเลยว่าธาราจะจดจำสิ่งเล็ก ๆ พวกนี้ของเธอได้ ภาพธาราที่แสนดีมันซ้อนทับขึ้นมากับธาราที่อยู่ตรงหน้าเธอ ณ ตอนนี้
แพรไหมเอื้อมมือหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาถือไว้ เธอแกว่งแก้วเบา ๆ ก่อนยกขึ้นจิบ ทุกท่วงท่าของเธออยู่ในสายตาของธาราตลอดเวลา เขาจ้องมองภาพนั้นนิ่งแววตายากคาดเดาว่าเขาคิดอะไรอยู่
”แม่เธอโทรมาเหรอ“
”ค่ะ“
”คราวนี้โทรมาเรื่องอะไรอีกล่ะ บังคับให้เธอทำอะไรอีก“
”คุณแม่ก็แค่โทรมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ไม่ได้โทรมาบังคับอะไรแพร“ แพรไหมตอบปัดแทนการพูดความจริง แพรไหมไม่อยากให้เราต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องพวกนี้อีก หลังจากที่เคยทะเลาะกันเรื่องที่พ่อแม่เขา พ่อแม่เธอบังคับให้เรามีลูกกันตั้งแต่แต่งงานได้ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ยังคงคะยั้นคะยอให้เธอกับเขามีลูกด้วยกันไว ๆ
“เหรอ” ไม่ใช่ไม่รู้ว่าแพรไหมกำลังโกหกกันแต่ถ้าหากว่าเธอไม่อยากเล่าให้ฟังเขาก็ไม่คิดเซ้าซี้เธออยู่แล้ว
บรรยากาศระหว่างเราเข้าสู่ความเงียบงัน เงียบจนได้ยินเสียงร้องของแมลง เงียบจนได้ยินเสียงลมที่พัดผ่าน เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ธาราดื่มไวน์พลางทอดสายตามองไปข้างหน้า ขณะที่แพรไหมเอาแต่มองเสี้ยวหน้าของเขาอยู่อย่างนั้นราวกับตกอยู่ในภวังค์ แพรไหมชอบช่วงเวลาเหล่านี้จัง เธอชอบที่เขาเป็นแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดจาดีแค่เขาไม่พูดจาร้ายกาจใส่กันก็พอ ไม่ต้องแสดงท่าทีเอาอกเอาใจกันจนออกนอกหน้าแต่ทำให้รู้ว่าพร้อมอยู่เคียงข้างกัน แพรไหมชอบธาราในเวอร์ชันนี้จนอยากหยุดช่วงเวลาเหล่านี้ไว้นาน ๆ
”มองอะไรของเธอ มองหน้าฉันทำไม“ แพรไหมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ลนลานทำอะไรไม่ถูกเมื่อจู่ ๆ ธาราก็หันมาสบตา
หญิงสาวเอาผมทัดหูแก้เก้อแสร้งมองไม่ทางอื่นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
”หวั่นไหวกับฉันหรือไง“
”ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อ..“ เสียงท้ายประโยคขาดห้วงกลายเป็นความชะงักเมื่อตอนนี้ใบหน้าของเธอกับธาราใกล้กันมากจนรับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน แพรไหมไม่รู้ว่าธาราเอาหน้ามาใกล้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ พอเธอหันมาพูดกับเขาก็พบว่าเราแทบจะจูบกันอยู่รอมร่อ
”เห็นฉันทำดีด้วยหน่อยไม่ได้ เกิดหวั่นไหวขึ้นมาว่างั้น” เขาเลิกคิ้วมองกันอย่างยียวน
“ก็บอกแล้วไงคะว่าไม่ใช่ แพรไม่ได้รูัสึกหวั่นไหวกับพี่เทียน” แพรไหมพูดเสียงตะกุกตะกัก หัวใจของเธอเต้นโครมครามอย่างบ้าครั่งจนแพรไหมกลัวว่ามันจะดังออกมาจนธาราได้ยิน
“แล้วเธอหน้าแดงทำไม แค่ยอมรับว่ารู้สึกหวั่นไหวกับผัวมันไม่ตายหรอกนะแพรไหม”
เหอะ เธอจะยอมรับได้อย่างไร ในเมื่อยอมรับไปความรู้สึกของเธอก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจกับเขาอยู่ดี
