บทที่ 4 คนที่อยู่ในใจ(2)
“คุณพ่อกับคุณแม่ยังไม่กลับมาเหรอคะป้าไหม”
เท้าเล็กยังไม่ก้าวถึงบันไดแรกของประตูบ้านเสียด้วยซ้ำป้าไหมก็รีบเดินออกมาหา
“วันนี้คุณท่านไม่กลับค่ะ เห็นว่าจะค้างที่บ้านญาติสักสองสามวัน”
“เหรอคะ วันนี้เอมคงได้กินข้าวคนเดียวอีกแล้ว” หญิงสาวมีสีหน้าสลดลง “ใครบอกกินคนเดียวละคะ คุณภูก็อยู่ตอนนี้รออยู่ที่โต๊ะอาหาร”
สิ่งที่ป้าไหมบอกทำเอาคิ้วเรียวยกขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ เธอหันไปมองยังโรงจอดรถจึงเห็นรถคันที่เขาขับไปเมื่อเช้าจอดอยู่
“รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณภูรอนาน ส่งของมาเดี๋ยวป้าเอาขึ้นไปเก็บให้” มือย่นยื่นไปรับแฟ้มงานและกระเป๋าแล้วเดินเลยไปชั้นบนของบ้านเพื่อเอาของไปเก็บ
ครั้งที่สองแล้วที่เธอได้มีโอกาสกินข้าวเย็นร่วมกับเขานับตั้งแต่แต่งงานกันมาปีกว่า ครั้งแรกก็คือหลังจากแต่งงานได้หนึ่งวันแต่ครั้งนั้นเรียกว่า กล้ำกลืนถึงจะถูกเพราะถูกพ่อกับแม่บังคับ
“ทำไมถึงกลับช้า บริษัทเลิกตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้วไม่ใช่เหรอ”
น้ำเสียงเข้มเอ่ยถามทันทีที่เธอเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม ข้อมือใหญ่ยกดูเวลาก็เห็นว่าหกโมงกว่าแล้ว หากนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินจากที่นั้นมาถึงบ้านก็สิบสถานี ซึ่งแต่ละสถานีใช้เวลาแค่สองสามนาทีเท่านั้น
“งานบางส่วนยังไม่เสร็จค่ะ เอมก็เลยทำให้เสร็จ” เธอก้มหน้าต่ำไม่กล้าสบตาผู้ชายตรงหน้า
วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมเขาถึงได้ยอมอ้าปากพูดกับเธอเป็นครั้งที่สามของวัน ไม่หวงดอกพิกุลในปากแล้วเหรอ
ป้าไหมเดินกลับมาทำหน้าที่ตักข้าวใส่จานให้คนทั้งคู่ด้วยบรรยากาศแสนเงียบเชียบและชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
“พิมดาวกลับมาแล้ว”
อยู่ ๆ ภูภัทรก็เอ่ยขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยพร้อมกับตักข้าวเข้าปาก แตกต่างจากอีกคนที่ชะงักช้อนไว้ตรงปากก่อนจะวางมันลง
“ทราบค่ะ เห็นค่ะ” ไม่ได้ตาบอดสักหน่อยแถมเขายังบอกกับผู้หญิงคนนั้นอีกว่าเธอเป็นแค่พนักงานแทนที่จะแนะนำว่าเป็นเมีย
“แล้วสามีเธอละคะ”
“เลิกกันแล้ว” คำตอบที่ได้ยินมันเจือไปด้วยความดีใจจนหญิงสาวสัมผัสได้
“ที่บอกกับเอม มีอะไรหรือเปล่าคะ” จากมือที่จับช้อนเปลี่ยนเป็นกุมประสานกันหน้าตักมองเขาก้มหน้ากินข้าวเหมือนกับว่าอาหารมื้อนั้นอร่อยกว่าทุกวัน
ภูภัทรเงยหน้าขึ้นจากจานข้าวแล้วหันไปบอกป้าไหมให้กลับไปทำอะไรในครัว ชายหนุ่มหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเมียอีกครั้ง
“เราหย่ากันไหม”
นี่คือสิ่งที่เขาต้องการจากผู้หญิงคนนี้ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เขาต้องการมันมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อผู้หญิงที่อยู่ในใจกลับมาพร้อมกับสถานะโสดอีกครั้ง
“ถ้าเอมตอบว่าไม่ละคะ”
“แต่ฉันจะหย่า เธอต้องการเท่าไรก็ว่ามาสำหรับเอาไปตั้งตัว” เขายื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและใจเย็นที่สุด
“ทั้งหมดของ PP food พี่ภูให้ได้หรือเปล่า” น้ำเสียงเย็นยะเยือกตอบกลับแบบเรียบนิ่งไม่ต่างกัน
“มันจะมากไปแล้วนะ เฌอเอม!” ใบหน้าหล่อขบกรามจนขึ้นสันนูน ดวงตาดุจ้องมองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เธอก็ไม่สะทกสะท้าน
“ไม่มากไปหรอกค่ะ มันก็ตรงกับสัญญาที่พี่ภูเซ็นกับคุณพ่อก่อนที่เราจะแต่งงานกัน” ดวงตากลมมองตอบโต้โดยไม่ไหวติงใด ๆ
ภูภัทรกำหมัดแน่นไม่คิดว่ายัยเด็กใสซื่อในวันนั้นจะร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้ แต่จะโทษเธอทั้งหมดก็คงไม่ได้เพราะพ่อเขาต่างหากที่คิดสัญญาบ้า ๆนั้นขึ้นมา
ในกระดาษแผ่นนั้นระบุไว้ชัดเจนว่าหากภูภัทรเป็นฝ่ายขอหย่า สมบัติทุกชิ้น เงินสด หุ้นในบริษัท ทุกอย่างจะตกเป็นของเฌอเอมคนเดียว ยกเว้นว่าคนที่ขอหย่าจะเป็นเฌอเอม สมบัติถึงจะแบ่งครึ่งกัน
“แล้วต้องทำยังไง เธอถึงจะเป็นฝ่ายขอหย่าฉัน”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาวูบไหวเพราะเหตุการณ์บางอย่างตอนยังเด็กโผล่เข้ามาย้ำเตือนจนทำให้เธอใจสั่นจนรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
“ก็คงต้องรอให้เอมตายก่อน เราถึงจะหย่ากันได้ แล้วถ้าหากถึงวันนั้นจริง ๆ พี่ภูก็ใช้ชีวิตกับคนที่พี่รักให้ยาวนานแล้วกันนะคะ”
หญิงสาวยกยิ้มมุมปากเหมือนเยาะเย้ยว่ามันคงไม่มีวันนั้น แต่ใครจะรู้ว่าในแววตาของเธอเก็บซ่อนความกลัวและความเจ็บปวดไว้แค่ไหน
เฌอเอมเดินกลับเข้ามาในห้องแล้วล็อคประตูอย่างไว มืออีกข้าง กุมหน้าอก หายใจหอบถี่อย่างเร็ว รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง
หญิงสาวไม่มีแม้แต่แรงได้แต่คลานไปที่กระเป๋าทำงานหยิบกระปุกยาออกมากิน แค่สมองคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นแค่นิดเดียวอาการเธอก็กำเริบขึ้นมาแล้ว ถ้าหากยังเป็นแบบนี้เธอกลัวว่าภูภัทรจะรู้เรื่องเข้าสักวันแล้วถ้าเขารู้เรื่องเธอมั่นใจว่าเขาจะต้องโทษตัวเอง...
