บทที่ 5 ฉันคือเมีย...(1)

“ฉันมาพบคุณภูค่ะ เขาอยู่ไหมคะ” ปากอวบสีแดงสดเอ่ยถามเลขาหน้าห้องด้วยท่าทีเป็นมิตร รำภาละสายตาจากแฟ้มเอกสารเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครรอยยิ้มก็หุบลงทันที

“สักครู่นะคะ ฉันขอแจ้งให้ท่านทราบก่อน” น้ำเสียงตอบกลับออกจะติดฉุนนิดหน่อยแต่ก็ต้องนิ่งเข้าไว้เพราะเธอเป็นแขกท่านประธาน ทั้งที่ในใจอยากจะโทรบอกหนูเฌอเอมเสียด้วยซ้ำ

ยังไม่ทันจะยกโทรศัพท์ต่อสายหาคนเป็นเจ้านายเสียด้วยซ้ำ ร่างสูงของภูภัทรก็เปิดประตูเดินออกมาด้วยรอยยิ้มทำเหมือนนัดมาเจอกันแต่ความจริงไม่ใช่

“อ้าว พิม มาหาผมเหรอ”

“ไม่เชิงมาหาหรอกค่ะ บังเอิญผ่านมาทางนี้แล้วเห็นว่าเที่ยงพอดีเลยแวะมาชวนไปทานมื้อกลางวันน่ะค่ะ”

ชายหนุ่มฟังแล้วถึงกับยิ้มกว้างแต่สำหรับรำภาฟังแล้วกลับเบะปาก มีแค่ผู้ชายหัวอ่อนเท่านั้นแหละทึ่ฟังแล้วเชื่ออะไรแบบนึ้ แต่สำหรับผู้หญิงด้วยกันมันมองออกไม่ยาก

มื้อเที่ยงไม่ได้มีแค่เจ้านายเสียหน่อยที่ต้องออกไปกินข้าวเพราะเวลามันช่างประจวบเหมาะกับที่เฌอเอมลงมาทานข้าวพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมพอดี

น้ำขิงรีบเดินไปขนาบข้างพี่ไมตรีแล้วสะกิดให้ดูท่าทีของพิมดาวซึ่งเดินควงแขนภูภัทรออกมาจากลิฟต์ ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อสบตากับเฌอเอม จนพิมดาวต้องหยุดเดินเหมือนกันพร้อมกับมองตามสายตาของเขา

พนักงานคนเมื่อวาน... หล่อนจำได้เป็นอย่างดีเพราะรูปร่างหน้าตาของเธอสะสวยจนต้องมองเหลียวหลัง คิ้วโค้งรับกับสันจมูกโด่ง ดวงตากลมโต ขนตายาวงอน รีมฝีปากกระจับรับกับร่องปากบน ผมยาวตรงถึงกลางหลังมีสีดำขลับเงางาม

“ภู มองอะไรเหรอคะ ไปกันเถอะเดี๋ยวคนจะเยอะ พิมหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วค่ะ” เสียงหวานเรียกสายตาของคนตัวโตให้หันกลับมาหาเธออีกครั้ง ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วยิ้มบางๆก่อนจะเดินเลยคนเป็นเมียออกไปทำราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

เจ็บอีกครั้ง... ได้แต่มองผัวตัวเองออกไปกับผู้หญิงคนนั้นโดยที่ตัวเองได้แต่ยืนมอง

“หือ สวยแล้วยังไงย่ะ กล้ามากที่มาควงคุณภูของฉันออกไป ฉันก็สวยเหมือนกันแหละ”

น้ำขิงดึงแว่นตาวางลงบนโต๊ะแล้วสะบัดผมยาวปลิวสยาย ฟันขาวกัดริมฝีปากล่าง ขยิบตาหนึ่งทีแล้วทำหน้าเซ็กซี่ ทำเอาไมตรีหัวเราะออกมาเสียงดังตามด้วยเสียงหัวเราะจากโต๊ะทานข้าวพนักงานแผนกอื่น

“พอเลยยัยขิง ที่หล่อนทำอยู่ตอนนี้มันเซ็กส์เสื่อมย่ะ หล่อนเทียบกับคุณเขาไม่ติดเลย แต่ถ้าเป็นยัยเอมไม่แน่”

ไมตรีหันกลับมาชมน้องในแผนกตัวเองแต่เธอก็ทำแค่เพียงยิ้มรับเล็กน้อยก็เท่านั้น “แต่จะว่าไปเขาก็เหมาะสมกันดีเนาะ” น้ำขิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับคอตกสิ้นหวัง ลาแล้วมนต์รักเจ้านายสุดหล่อ

“เหมาะกัน เหมือนกับผีเน่ากับโลงผุนะสิ” เฌอเอมหงุดหงิดใจกับคำพูดของน้ำขิงจนลืมตัวเผลอพูดสิ่งที่ทำให้เพื่อนร่วมงานตกใจ

“เอม เธอพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” น้ำขิงยื่นหน้าเข้าไปหาดวงตากลมเบิกขึ้น หญิงสาวจึงเริ่มรู้ตัวว่ากำลังหึงสามีตัวเองอยู่

“เออ เมื่อกึ้เอมไม่ได้หมายถึงเขา....เอ่อ...ก็ได้ หมายถึงก็ได้ ก็เอมแค่แปลกใจว่าเพิ่งเลิกกับสามีแล้วทำไมถึงมูฟออนเร็วจัง” หญิงสาวยิ้มแหยๆ “แล้วเอมรู้ได้ไงว่าผู้หญิงคนนั้นเลิกกับผัวแล้ว”

ความสอดรู้และใคร่สงสัยมันฝังอยู่ในสายเลือดของน้ำขิงหรือยังไงกัน ถึงได้จับผิดเก่งจนเธอแทบจะหามุกแก้ตัวไม่ทันเสียแล้ว

“ทวิตเตอร์! ใช่ ๆ เมื่อเช้าไถทวิตเตอร์เจอแฮทแท๊กข่าว” เฌอเอมแก้ตัวเป็นพัลวันแล้วตักข้าวเข้าปาก อย่างน้อยก็ช่วยให้น้ำขิงหยุดซักไซ้เธอได้บ้าง

“พี่ตรีกับน้ำขิงกลับไปแผนกก่อนเลยนะคะ พอดีว่าเอมมีธุระต้องไปทำค่ะ” หลังจากทานอาหารเสร็จหญิงสาวเอ่ยบอกหัวหน้างานแล้วก็รอให้พวกเขาเดินลับสายตาไป ก่อนที่ตัวเองจะเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหาร

“คุณเฌอเอม คุณภูไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอกกับ...” รำภาเว้นช่วงประโยคไม่กล้าบอก “กับคุณพิมดาว เอมเห็นแล้วค่ะ”

“เอม ขอเข้าไปรอพี่ภูในห้องนะคะ ส่วนนี้ผลไม้ค่ะ เอมซื้อมาฝาก”

หญิงสาวยื่นถุงผลไม้หลายชนิดที่ปอกแล้วพร้อมทานให้กับเลขาฯของสามีแล้วถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปนั่งรอภูภัทรในห้องทำงาน

ช่วงเวลาหลายนาทีที่ได้นั่งรอมันเกิดคำถามขึ้นกับหล่อนมากมายเธอรักเขาถึงกับต้องทนอยู่อย่างนี้เลยเหรอ แต่ความจริงคือเธอกลัวต่างหาก กลัวที่จะไม่เห็นผู้ชายคนนี้อยู่ในสายตาตัวเอง

ตั้งแต่เด็กจนโตเฌอเอมยอมรับว่ามีเขาอยู่ข้างกายมาตลอดแม้ว่า ภูภัทรจะแสดงออกว่าไม่ได้ชอบเธอ แต่พอมีคนกลั่นแกล้งเขาก็มักจะปกป้องเธอเสมอ

เสียงหัวเราะต่อกระซิกของผู้ชายที่เธอกำลังนั่งรอเรียกสติเธอให้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับร่างอรชรของพิมดาวที่ยังตามเขากลับมาด้วย

สีหน้าของชายหนุ่มกลับมาเรียบนิ่งอีกครั้งหลังจากที่เมื่อครู่ยิ้มกว้างจนแทบจะฉีกถึงหู พิมดาวเองก็ไม่ต่างกันหล่อนชะงักเล็กน้อยที่เห็นเฌอเอมเข้ามานั่งอยู่ในห้องของประธานบริษัท

“ขึ้นมาที่นี่มีอะไร” น้ำเสียงห้วนของชายหนุ่มเอ่ยถาม

“ปกติแล้วภูให้พนักงานขึ้นมาพบโดยตรงแบบนี้เลยเหรอคะ”

พิมดาวหันไปถามภูภัทรโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไร ส่วนเขาก็เอาแต่อ้ำอึ้ง

เฌอเอมสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มหวานแล้วเดินเข้าไปแทรกตรงกลางระหว่างภูภัทรและพิมดาว ส่วนมือก็สอดเข้าไปคล้องแขนเขาจนพิมดาวเซถลาและไม่พอใจกับสิ่งที่หล่อนทำ

“ว้าย...นี่คุณ”

“หากเป็นพนักงานคนอื่นก็น่าจะไม่ได้แต่ถ้าเป็นพนักงานที่มีสถานะเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมายมันย่อมได้” ทุกคำพูดรอดผ่านไรฟันเพื่อตอกย้ำว่ามันคือเรื่องจริง

ภูภัทรหันขวับไปมองหน้าร่างบางแล้วแกะมือออก ใบหน้าถมึงทึงฉายแววดวงตาโกรธจัดที่เธอกล้าผิดคำพูดว่าจะไม่บอกเรื่องสถานะของตัวเองกับใครเพราะแค่ที่รำภารู้เขาก็กลัวเหลือเกินว่าจะเอาไปบอกคนอื่น

“หมายความว่ายังไงเหรอคะ ภู” พิมดาวยังปั้นหน้ายิ้มเก็บอาการ

“จริงครับ ผมแต่งงานแล้ว”

คำตอบที่ได้รับทำเอาหน้าสั่นอยู่ไม่น้อยแต่ก็ต้องแสร้งตีหน้ายิ้มแย้มและเอ่ยยินดีออกมาทั้งที่ในใจร้อนรุ่มอย่างบอกไม่ถูก

“ถ้าอย่างนั้นพิมขอตัวกลับก่อนนะคะ พอดีมีธุระต่อ”หากอยู่ต่อก็มีแต่เสียหน้าหญิงสาวจึงเลือกที่จะขอตัวกลับ

เสียงประตูห้องปิดลงยังไม่สนิทเสียด้วยซ้ำภูภัทรเดินเข้าตะปบสองไหล่ของเฌอเอมซึ่งยืนห่างจากตัวเองแค่ศอก

“เธอ พูดอะไรออกไปรู้ตัวหรือเปล่า” สองแขนออกแรงเขย่า

“โอ้ย พี่ภู เอมเจ็บ ปล่อยนะ” แรงสั่นบวกกับความเจ็บตรงต้นแขนทำให้เธอขืนตัวเองเพื่อให้หลุดจากน้ำมือของสามี

“เจ็บเหรอ คนอย่างเธอเจ็บเป็นด้วยเหรอ คิดยังไงถึงไปบอกเรื่องของเรากับพิมดาว”

“แล้วทำไมเอมจะบอกไม่ได้ ก็ในเมื่อเอมเป็นเมียพี่ภู”

“แต่ฉันไม่เคยเห็นเธอเป็นเมีย” เขายังคงตอกย้ำประโยคเจ็บปวดลงมาที่ก้อนเนื้อหน้าอกข้างซ้าย

“ถ้าไม่เห็นเอมเป็นเมียแล้วมาเอากับเอมทำไม ทำไมไม่ไปเอากับมัน” แรงเฮือกสุดท้ายสะบัดมือแกร่งจนหลุดแล้วก้าวถอยหลังไปยืนอยู่อีกที่หนึ่งเพื่อไม่ให้เขาจับเธอได้อีก

“ทำไมนะเหรอ ก็เธอมันก็แค่นางบำเรอ ฉันอยากจะเอาเมื่อไรก็ได้ แล้วอีกอย่างมันไม่ดีหรือไง เห็นเธออยากได้ฉันมากนักนี่”

“เพี๊ย!”

สิ้นประโยคฝ่ามือเล็กก็ประทับบนใบหน้าหล่อทันที สีแดงเด่นชัดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเป็นรูปรอยฝ่ามือ เขาหันกลับไปมองผู้หญิงตรงหน้า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป