บทที่ 6 ฉันคือเมีย...(2)
ลิ้นสากดุนกระพุงแก้ม ดวงตาคมฉายแววดุดัน สองเท้ายาวก้าวประชิดตัวภายในพริบตา ส่วนมือบีบหัวไหล่
“เอม ขอโทษ เอมไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพี่ภู” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้เพราะรู้สึกผิดที่ทำร้ายร่างกายคนอื่น ดวงตาหวานคลอไปด้วยหยาดน้ำใส
“ไม่ตั้งใจเหรอ” เขาทวนคำนั้นอีกครั้งมุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน
“เมื่อไรเธอจะออกไปจากชีวิตฉันสักที” ชายหนุ่มตะคอกพร้อมออกแรงผลักโดยไม่ตั้งใจจนร่างเล็กล้มลงหัวโขกกับมุมโต๊ะ
หญิงสาวยกมือขึ้นแตะหางคิ้วเหมือนรู้สึกว่ามีของเหลวไหลออกมา “เลือด” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยน้ำตาอาบสองแก้ม
“เฌอเอม” ชายหนุ่มตกใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป
“อย่าเข้ามาค่ะ” หญิงสาวยกมือห้ามเสียงหลงเมื่อเห็นว่าเขาจะเดินเข้ามา เฌอเอมยันกายลุกขึ้น
“ถือว่าเราหายกันกับที่เอมตบหน้าพี่ภูเมื่อกี้นะคะ” สายตาที่เธอมองมายังเขามันตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มรู้สึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำลงไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ “เอม พี่ขอ...”
ประโยคขอโทษยังเอ่ยไม่ทันจบเสียด้วยซ้ำหญิงสาวก็รีบเปิดประตูวิ่งออกไป รำภาที่ได้ยินเสียงทะเลาะกันก่อนหน้านี้อยู่แล้วยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นเฌอเอมวิ่งออกมาพร้อมกับแผลเหนือหางคิ้ว
“ตายแล้ว!” หล่อนยกมือทาบอกด้วยความตกใจ สายตามองตามหลังแล้วก้มลงเหมือนควานหาอะไรบางอย่าง
“คุณหาอุปกรณ์ทำแผลอยู่ใช่ไหม เอาไป” ภูภัทรเปิดประตูออกมายื่นกล่องอุปกรณ์ทำแผลให้ “ผมฝากคุณดูแลเฌอเอมด้วยนะ”
รำภาพยักหน้าให้แต่ก็ยืนหันไปหันมาเหมือนจะถามอะไรก็ไม่ถามจนเขาต้องเป็นคนเอ่ยขึ้นเองเพราะรู้ว่าเลขาส่วนตัวคิดอะไรอยู่
“มันเป็นอุบัติเหตุ ผมไม่ได้ทำร้ายเธอ รีบตามไปเถอะ” ชายหนุ่มพยักหน้าให้
“ออเหรอคะ ได้ค่ะ ภาจะรีบตามคุณเอมไป”
เมื่อได้รู้คำตอบอย่างชัดเจนแล้วรำภาจึงรีบวิ่งตามเฌอเอมไปทางบันไดหนีไฟทันที
เสียงสะอื้นไห้ดังมาจากชั้นสามของอาคาร รำภาที่เดินวนบันไดลงมาจนเหนื่อยหอบจึงหยุดพักครู่หนึ่ง
เนื้อตัวสั่นโยนของเฌอเอมเรียกความสงสารจากรำภาอยู่ไม่น้อย หล่อนทำได้เพียงแค่เดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ แล้วยกมือตบไหล่เพื่อปลอบใจ
เฌอเอมเงยหน้ามองหญิงวัยกลางคนที่เห็นกันมาตั้งแต่อ้อดแต่ออกและเป็นแค่คนเดียวที่เธอกล้าที่จะโผเข้ากอด
“ร้องออกมาเถอะค่ะคุณเอม ถ้ามันเจ็บก็แค่ร้องไห้ออกมาให้หมด”
ประโยคที่ดูเหมือนปลอบใจแต่ยิ่งฟังกลับยิ่งร้องไห้ออกมามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ถ้าหากคนอื่นรู้ก็คงด่าว่าเธอโง่ที่ทนอยู่ แต่หากใครไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คงไม่เข้าใจเธอหรอก
หญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้นนานหลายนาทีโดยที่มีรำภาอยู่เป็นเพื่อนและคอยทำแผลให้จนเสร็จ
“ขอบคุณมากนะคะ เอมคงต้องไปทำงานแล้วหายมานานเดี๋ยวคนในแผนกสงสัย”
เธอบอกกับรำภาทั้งที่ยังสะอื้นอยู่ส่วนมือก็ยกขึ้นเช็ดน้ำหูน้ำตา เหลือไว้เพียงนัยน์ตาขาวที่แดงก่ำ
“เออ คุณเอมคะ คุณภูเป็นห่วงคุณเอมนะคะ”
“คนอย่างเขานะเหรอคะที่ห่วงเอม ต้องรอให้น้ำท่วมหลังเป็ดมันถึงจะมีวันนั้น”
“คุณภู ห่วงคุณเอมจริง ๆ นะคะไม่งั้นคงไม่ให้ฉันเอากล่องยามาทำแผลให้หรอก”
หญิงสาวพูดด้วยความสัตย์จริง อย่างน้อยก็ไม่อยากให้คนเป็นเจ้านายทะเลาะกันจนเรื่องบานปลาย เฌอเอมได้แต่พยักหน้าให้เบาๆ
รำภาไม่รู้หรอกว่าคนอื่นมองออกไหม แต่สำหรับเธอมองออกว่าเจ้านายตัวเองน่าจะพอมีใจให้กับเมียอยู่บ้างแต่แค่ยังไม่รู้ใจตัวเองก็เท่านั้น
“ตายแล้ว เฌอเอมหัวไปโดนอะไรมา”
น้ำขิงตะโกนออกมาเสียงดังเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเดินเข้ามาพร้อมกับผ้าก๊อตติดหน้าผาก เสียงร้องเหมือนตกใจเมื่อครู่ทำให้คนอื่นหันกลับมามองที่หญิงสาวเป็นตาเดียว
“ตาย ๆ พี่ก็ว่าหายไปไหนตั้งชั่วโมง ไปโดนอะไรมาดูสีตาแดงหมดแล้ว” ท่าทางอ้อนแอ้นของพี่ไมตรีวิ่งกระโตกกระตากเข้ามาหา
“ยังไม่ตายค่ะ เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ แต่เอมไม่เป็นอะไรมาก”
“แล้วทำไมไม่โทรมาบอก แล้วนี่จะทำงานไหวไหม”
“ไหวค่ะ แผลแค่นี้ไกลหัวใจเยอะ เอมไปทำงานก่อนนะคะ เดี๋ยวเสร็จไม่ทันเลิกงาน” หญิงสาวยิ้มให้บาง ๆ แล้วเบี่ยงตัวหลบเดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะคิดว่าหากกลับบ้านไปเธอก็คงต้องถูกซักไซ้เรื่องแผลที่ได้มาอย่างแน่นอนและการที่เขาสั่งให้พี่รำภาเอาอุปกรณ์มาทำความสะอาดให้ก็คงเพราะกลัวว่าเธอจะเอาเรื่อง คุณพิมดาวไปฟ้องคุณพ่อกับคุณแม่แน่นอน....
