บทที่ 7 แผลเป็นที่นึกไม่ออก(1)
ยามเย็นหลังเลิกงานเฌอเอมไม่ได้ตรงดิ่งกลับไปยังบ้านหลังใหญ่ทันทีแต่เธอเลือกไปในที่ที่ทำให้สบายใจและสร้างรอยยิ้มให้เธอมากกว่า
“เย้ พี่เอมมาแล้ว”
เสียงตะโกนของเด็กน้อยอายุเฉลี่ย10ขวบดังขึ้นพร้อมกับกรูกันเข้ามาหาพร้อมโผกอดด้วยความดีใจหลังจากที่เธอไม่ได้มาที่นี่เลยเป็นเดือน
บ้านม่านหมอกอุปถัมภ์ เป็นสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าที่พ่อกับแม่รับดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาตั้งแต่เธออายุ5ขวบ พอท่านเสียชีวิต ทุกอย่างเกือบจบลงแต่ก็ได้พ่อกับแม่ของภูภัทรมารับช่วงต่อดูแลให้เพื่อแลกกับการที่เธอต้องแต่งงานกับภูภัทรเป็นข้อแลกเปลี่ยน
และนี่คืออีกสาเหตุหนึ่งที่เธอหย่ากับเขาไม่ได้เพราะปากท้องความเป็นอยู่ของเด็กกำพร้าเกือบร้อยชีวิตและความทรงจำของพ่อแม่เธอยังอยู่ที่นี่
“เอาขนมพวกนี้ไปเก็บในห้องครัวนะ จะได้กินกันตอนค่ำ”ขนมห่อใหญ่ยื่นให้กับเด็กโต
“ความจริงแล้วเอมไม่น่าซื้อมาเลยนะ แค่งบประมาณจากคุณภูผาและคุณโสภีก็มากพออยู่แล้ว” แม่ครูพรรณณีเอ่ยบอกหลังจากที่เห็นเฌอเอมหิ้วของกินมากมายมาฝากเหมือนเช่นทุกครั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เอมเต็มใจซื้อมาให้”
“แล้วนั่นหน้าผากไปโดนอะไรมา ไหนแม่ครูดูสิ” มือเหี่ยวเอื้อมไปแตะผ้าก๊อซบนหน้าผากด้วยสายตาที่เป็นห่วงเป็นไย
“เอมไม่เป็นอะไรค่ะ ทายาแล้วไม่กี่วันคงหาย” รอยยิ้มผุดขึ้นมุมปากแต่นัยน์ตากับฉายแววความเศร้าจนแม่ครูอดเป็นห่วงไม่ได้
“หากมีอะไรไม่สบายใจ ก็บออกแม่ครูนะ”
“ค่ะ แม่ครูไม่ต้องห่วงนะคะ นี่ก็มืดแล้วเอมกลับก่อนนะคะ” เรียวนิ้วยกขึ้นไหว้ขอตัวกลับเพราะหากหายไปไหนมืดค่ำแล้วไม่ได้โทรบอกใคร คนที่จะเป็นห่วงเธอมากที่สุดก็คือพ่อแม่สามี
“ตาภู น้องหายไปไหนทำไมแกไม่รู้ แกเป็นผัวนะ” เสียงโสภีเอ็ดคนเป็นลูกชายดังแว่วมาให้ได้ยินตั้งแต่เท้าของเฌอเอมก้าวผ่านประตูห้องโถงใหญ่
“เอม กลับมาแล้วค่ะคุณแม่ พอดีแวะไปบ้านม่านหมอกมาน่ะค่ะ”
หญิงสาวเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งพร้อมกับสอดแขนกอดเพื่อออดอ้อน แต่คนที่หน้าบอกบุญไม่รับก็คงเห็นจะเป็นภูภัทร
“แม่รู้เรื่องที่หนูเกิดอุบัติเหตุแล้วนะ ไปทำอิท่าไหนถึงหัวชนกับโต๊ะได้” โสภีจับไปที่ปลายหางคิ้ว
“เอมซุ่มซ่ามเองค่ะ ว่าแต่คุณแม่รู้ได้ยังไงเหรอคะ” ปากเอ่ยถามกับหญิงแก่ตรงหน้าแต่ปรายหางตาชำเลืองมองร่างสูงที่นั่งไถ่โทรศัพท์ไปมา
“ก็รำภาโทรมาบอกนะสิ ถ้าแม่ไม่มีตาสับปะรดไว้คอยสอดส่องจะรู้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“ดีจังเลยนะครับ กับคนอื่นเป็นห่วงเป็นไยเอ็นดูเหมือนลูกในไส้แต่กับสายเลือดตัวเอง บังคับอย่างกับไม่ใช่ลูก”
ชายหนุ่มเอ่ยประชดประชันดวงตาคมเหลือกมองจนภูผาที่นั่งด้านข้างอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ใคร ใครบอกว่าหนูเอมเป็นคนอื่นคนไกล น้องเป็นเมียแกก็เหมือนกับเป็นลูกสาวของบ้านนี้เหมือนกัน”
โสภีลอยหน้าลอยตาพูดประชดลูกชายตัวเอง ไม่ให้เธอรักเด็กผู้หญิงคนนี้ได้ยังไงก็เธอมีพระคุณกับลูกชายเธอเสียขนาดนั้น
“เอมกลับมาเหนื่อย ๆ ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” เฌอเอมไม่อยากอยู่เห็นหน้าคนเป็นสามีจึงเลือกที่จะขอตัวขึ้นด้านบนโดยที่ไม่มองหน้าเขาเสียด้วยซ้ำ อันที่จริงก็ไม่มองตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว
ภูภัทรรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้างเล็กน้อยที่เธอทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นจึงลุกเดินตามหลังไป
“เอม เอม ได้ยินที่เรียกไหม เฌอเอม!”
เขาตัดสินใจตะโกนเรียกเธอแล้วคว้าข้อมือเล็กไว้ทันหน้าห้องนอนพอดี ใบหน้าบึ้งตึงหันขวับมองด้วยความไม่พอใจ
“ได้ยิน แต่ไม่อยากคุยด้วย” ว่าจบหญิงสาวก็หันกลับไปไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้องแต่พอชายหนุ่มจะก้าวเท้าตามเธอก็ปิดประตูใส่หน้าเสียแล้ว
“ยัย...”
ภูภัทรได้แต่ยกกำปั้นขึ้นชูด้วยความหงุดหงิดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“พรึ่บ!” ประตูที่ปิดเมื่อครู่เปิดออกพร้อมกับผ้าห่มผื่นใหญ่ถูกโยนออกมาจากด้านใน
“คืนนี้นอนด้านนอกไปก็แล้วกันนะคะ”
“ทำไมฉันต้องนอนข้างนอกด้วย นี่มันห้องนอนฉันนะ” เขาฉุนเฉียวเล็กน้อย เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาและแต่งงานกันเฌอเอมไม่เคยแข็งข้อกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว สั่งไปซ้ายก็ซ้าย สั่งไปขวาก็ขวามาตลอด
“เอม เป็นเมียพี่ภูห้องนี้ก็เป็นของเอมเหมือนกัน ไม่ต้องให้บอกนะคะว่าทำไมวันนี้พี่ภูถึงได้นอนนอกห้อง”
“ก็...”
ปัง!
“....” ปากอ้าพูดได้แค่คำเดียวประตูก็ถูกปิดลงเสียงดังสนั่นไปทั้งบ้าน เขารู้ตัวว่าวันนี้ทำให้หล่อนเจ็บตัวแต่ก็ไม่คิดว่าจะใจกล้าไล่เขาออกมานอนนอกห้องแบบนี้
“สมน้ำหน้า” โสภีเดินขึ้นมาแล้วเห็นสภาพลูกชายตัวเองแทนที่จะรู้สึกเห็นใจแต่กลับเลือกสมน้ำหน้าเสียอย่างนั้น
“นี่แม่ เข้าข้างยัยเอมเหรอครับ”
“เออ ใช่ แล้วแกไปทำเรื่องอะไรให้น้องมันโกรธถึงกับโยนหมอน โยนผ้าห่มให้ออกมานอนข้างนอกได้” โสภีกอดอกคาดคั้นถามเพราะรู้ว่าไปถามกับลูกสะใภ้ก็คงไม่ได้ความ
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” ชายหนุ่มยังคงปฏิเสธแล้วย่อตัวลงเก็บเอาเครื่องนอนมาอุ้มไว้ในอก
“เออ ดี ทั้งลูกทั้งลูกสะใภ้ไม่มีใครบอกฉันสักคนว่ามีปัญหาอะไรกัน ส่วนแกมันก็สมควรแล้วที่หนูเอมไล่ออกมานอนข้างนอก พูดกับแกแล้วอารมณ์เสีย”
โสภีสะบัดหน้าแล้วเดินกลับไปยังห้องนอนตัวเอง ได้ยินเพียงเสียงตะโกนเรียกแม่บ้านของเจ้าลูกชายตัวดีให้ไปเตรียมห้องรับรอง
