บทที่ 4 ตอนที่ 4 คำว่าภรรยาที่ไม่มีใครรู้
ตอนที่ 4
คำว่าภรรยาที่ไม่มีใครรู้
เสียงฝนตกพรำ ๆ ด้านนอกหน้าต่างทำให้คอนโดหรูยามเช้าดูหม่นกว่าทุกวัน เม็ดฝนเล็กละเอียดเกาะพราวบนกระจกใสบานใหญ่ ก่อนค่อย ๆ ไหลลงเป็นทางยาวเหมือนน้ำตาที่ไม่มีใครเช็ดให้
ม่านไหมยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว มือเรียววางนิ่งอยู่ข้างแก้วกาแฟที่ชงไว้ให้ภาคินตั้งแต่เช้า กลิ่นกาแฟดำเข้มข้นลอยกรุ่นในอากาศ ทว่าคนที่ควรดื่มมันกลับออกจากห้องไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
เขาไปโดยไม่บอกลา เหลือไว้เพียงความเงียบ ผ้าห่มยับเล็กน้อยบนโซฟาในห้องทำงาน และกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่ยังติดอยู่ในอากาศ
ม่านไหมไม่แปลกใจ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ภาคินมักเป็นเช่นนี้เสมอ มาเมื่ออยากมา ไปเมื่อมีงาน ราวกับห้องนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว ส่วนเธอเป็นคนเฝ้าห้องที่มีหน้าที่รอคอยอย่างสงบเสงี่ยม
เธอหยิบแก้วกาแฟขึ้นมา เทของเหลวสีดำสนิทลงอ่างล้างจานช้า ๆ เสียงน้ำกระทบสเตนเลสดังขึ้น ในห้องครัวกว้างใหญ่
เช้านี้เธอไม่ควรคิดมากแต่หัวใจกลับไม่ยอมเชื่อฟัง ภาพเมื่อคืนยังติดอยู่ในความทรงจำ ภาพภาคินเดินผ่านเธอไปเหมือนเธอเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง ภาพชื่อรตีรัตน์บนหน้าจอโทรศัพท์ของเขา ภาพเค้กวันครบรอบที่เธอเก็บเข้าตู้เย็นทั้งน้ำตา
ม่านไหมสูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปเปิดตู้เย็นโดยไม่รู้ตัว เค้กก้อนเล็กยังวางอยู่บนชั้นกลางเหมือนเดิม ตัวอักษรคำว่า สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานปีแรก ยังชัดเจน แต่กลับดูเศร้ากว่าเมื่อคืน เธอมองมันอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ ปิดตู้เย็นลง
บางที สิ่งที่เจ็บที่สุดอาจไม่ใช่การที่เขาลืมวันครบรอบ แต่เป็นการที่เขาไม่เคยคิดว่าวันนั้นควรมีความหมายตั้งแต่แรก
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะกลางห้องรับแขก ม่านไหมเดินไปหยิบ เมื่อเห็นชื่อผู้โทร เธอก็กดรับทันที “ค่ะ คุณเลขา”
เสียงผู้หญิงปลายสายสุภาพแต่เร่งรีบ “คุณม่านไหมใช่ไหมคะ ดิฉันโทรจากสำนักงานคุณภาคินนะคะ พอดีมีเอกสารชุดหนึ่งที่ท่านประธานลืมไว้ที่คอนโด เป็นแฟ้มสีเทาที่มีตราบริษัทอยู่มุมขวาบน คุณภาคินต้องใช้ก่อนประชุมสิบเอ็ดโมงค่ะ”
ม่านไหมหันไปมองโต๊ะทำงานของภาคินผ่านประตูกระจกครึ่งบาน แฟ้มสีเทาวางอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
“ให้ไหมฝากแมสเซนเจอร์ไปให้ไหมคะ”
“เอ่อ…ท่านประธานแจ้งว่าเอกสารนี้สำคัญมาก ไม่อยากให้ผ่านหลายมือค่ะ ถ้าคุณสะดวก รบกวนนำมาส่งที่บริษัทได้ไหมคะ”
ม่านไหมเงียบไปเล็กน้อย บริษัทของภาคินสถานที่ที่เธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปในฐานะภรรยา
เธอเคยไปเพียงครั้งเดียวเมื่อนานมาแล้ว และครั้งนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอคือใคร ภาคินบอกเพียงให้เธอรอในห้องรับรองชั่วคราว ก่อนจะให้คนขับรถพากลับ โดยไม่แนะนำเธอกับใครเลยแม้แต่คนเดียว
“คุณม่านไหมคะ ยังอยู่ไหมคะ”
ม่านไหมดึงตัวเองกลับมา “อยู่ค่ะ เดี๋ยวไหมเอาไปให้”
“ขอบคุณมากค่ะ”
หลังวางสาย ม่านไหมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เธอมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานของภาคิน แล้วมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกใส
ผู้หญิงในกระจกสวมชุดเดรสสีครีมเรียบร้อย ใบหน้าสวยหวานซีดเล็กน้อยเพราะนอนไม่เต็มอิ่ม ดวงตายังมีร่องรอยอ่อนล้าจากการร้องไห้เมื่อคืน แต่เธอก็พยายามแต่งหน้าให้ดูสดใสขึ้น เธอไม่รู้ว่าการไปบริษัทครั้งนี้จะต้องเจออะไรบ้าง แต่แฟ้มนี้สำคัญกับเขาและนั่นก็เพียงพอให้เธอหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
ก่อนออกจากห้อง ม่านไหมเดินผ่านโต๊ะอาหารที่ว่างเปล่าโดยไม่ตั้งใจ เธอชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามยังถูกดันเข้าที่เรียบร้อยเหมือนไม่เคยมีใครนั่ง บางครั้ง ชีวิตแต่งงานของเธอก็เหมือนเก้าอี้ตัวนั้นมีอยู่จริงแต่ไม่เคยถูกใช้ให้สมกับความหมายของมัน
รถแท็กซี่จอดเทียบหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ของอัครเดชาธรกรุ๊ปในเวลาเกือบสิบโมงครึ่ง ม่านไหมเงยหน้ามองตึกสูงเบื้องหน้า กระจกสีเข้มสะท้อนท้องฟ้าครึ้มฝนและเงาของเมืองใหญ่ อาคารแห่งนี้ตั้งตระหง่านสง่างาม เย็นชา และห่างไกลจากผู้คนธรรมดาไม่ต่างจากเจ้าของมัน
เธอกระชับแฟ้มเอกสารแนบอก แล้วก้าวเข้าไปในโถงรับรอง พื้นหินอ่อนสีขาวเทาสะท้อนแสงไฟจนเงาวาว พนักงานต้อนรับสวมสูทเรียบร้อยยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ยาว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นกาแฟจากคาเฟ่มุมหนึ่งลอยปะปนกัน บรรยากาศทุกอย่างดูเป็นระบบ สวยงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจของโลกธุรกิจ
