บทที่ 6 ตอนที่6 กาแฟร้านโปรด

ตอนที่6

กาแฟร้านโปรด

เธอคิดว่าทุกอย่างคงจบเพียงเท่านี้ และเธอควรกลับออกไปอย่างเงียบ ๆ เหมือนทุกครั้งที่อยู่ในพื้นที่ของเขา แต่ยังไม่ทันขยับ เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังขึ้นจากอีกด้านของทางเดิน เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่กลับดึงสายตาของทุกคนให้หันไปมอง

รตีรัตน์เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม เธอสวมชุดเดรสสีขาวเข้ารูปพอดีตัว ทับด้วยเสื้อคลุมแบรนด์หรูสีครีม ผมยาวดัดลอนอ่อนทิ้งตัวบนบ่า ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มอย่างประณีต รอยยิ้มบางบนริมฝีปากดูอ่อนหวานสำหรับคนทั่วไป แต่ม่านไหมรู้สึกได้ทันทีว่า รอยยิ้มนั้นไม่เคยอ่อนโยนสำหรับเธอ

“คุณคินคะ” เสียงของรตีรัตน์หวานนุ่ม ราวกับคนสนิทที่มีสิทธิ์เรียกชื่อเขาอย่างเป็นธรรมชาติ

ภาคินหันไปมอง “คุณรตีมาเร็ว”

“รตีตั้งใจมาคุยเรื่องเอกสารงานเลี้ยงการกุศลค่ะ แล้วก็เอากาแฟร้านโปรดมาฝากคุณด้วย” รตีรัตน์ยกถุงกระดาษใบเล็กในมือขึ้น ก่อนสายตาของเธอจะเลื่อนมาหยุดที่ม่านไหม “อ้าว…”

เธอลากเสียงเบา ๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองม่านไหมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างแนบเนียน

“คุณม่านไหมใช่ไหมคะ”

ม่านไหมชะงัก รตีรัตน์รู้จักชื่อเธอ

ภาคินขมวดคิ้วน้อย ๆ คล้ายไม่พอใจที่อีกฝ่ายเรียกชื่อเธอออกมาต่อหน้าคนอื่น

ม่านไหมประคองรอยยิ้มไว้ “ค่ะ”

รตีรัตน์ยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด “คุณมาส่งเอกสารให้คุณคินหรือคะ”คำถามฟังดูสุภาพ แต่คำว่า มาส่งเอกสาร ถูกเน้นอย่างจงใจ ราวกับต้องการกำหนดสถานะให้เธอต่อหน้าทุกคน

ม่านไหมยังไม่ทันตอบ รตีรัตน์ก็หัวเราะเบา ๆ

“ดีจังเลยนะคะ คุณคินมีคนคอยช่วยจัดการเรื่อง              เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แบบนี้ คงสะดวกขึ้นมาก”

พนักงานที่อยู่บริเวณนั้นทำทีเป็นก้มหน้าทำงาน แต่ม่านไหมรู้ว่าหลายคนกำลังฟังอยู่

คำพูดว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้แก้มของเธอร้อนผ่าว

ภาคินมองรตีรัตน์ด้วยสายตานิ่ง “คุณมีธุระอะไร”

รตีรัตน์ไม่สะทกสะท้าน เธอเดินไปยืนใกล้ภาคินอย่างคุ้นเคย “รตีนัดคุยกับทีมประชาสัมพันธ์ไว้ค่ะ คุณแม่ฝากย้ำเรื่องงานเลี้ยงด้วย ท่านอยากให้              คุณคินเลือกธีมงานเอง”

“เรื่องนั้นให้ฝ่ายงานจัดการ”

“แต่ถ้าคุณคินเลือกเอง งานคงออกมาดีกว่า” รตีรัตน์พูดพลางยิ้ม แล้วหันมาหาม่านไหมอีกครั้ง “ขอโทษนะคะ คุณม่านไหมอาจต้องรอสักหน่อย วันนี้คุณคินคงยุ่งทั้งวัน”คำพูดนั้นฟังเหมือนเกรงใจแต่ความหมายจริงคือการบอกให้เธอรู้ว่า คนที่มีสิทธิ์อยู่ข้างภาคินในเวลางานคือรตีรัตน์ ไม่ใช่เธอ

ม่านไหมกำสายกระเป๋าแน่นขึ้น แต่ยังคงยิ้มสุภาพ“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันส่งเอกสารเสร็จแล้ว กำลังจะกลับพอดี”

รตีรัตน์เลิกคิ้วเล็กน้อย “อ้อ…ดีแล้วค่ะ ที่นี่คนค่อนข้างเยอะ บางทีคนที่ไม่คุ้นอาจรู้สึกอึดอัด”

ม่านไหมรู้สึกเหมือนถูกผลักให้ออกไปจากที่ที่เธอไม่ควรอยู่ ทั้งที่ผู้ชายตรงหน้าคือสามีของเธอ ทั้งที่ทะเบียนสมรสของเธอกับเขาเป็นของจริง แต่เธอกลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนอยู่ตรงนี้อย่างสง่างาม

ภาคินปิดแฟ้มเอกสารในมือ เสียงกระดาษกระทบกันดังแผ่ว ๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบลง

“ม่านไหม”

เธอหันไปมองเขาทันทีหัวใจส่วนลึกยังคงหวังอย่างโง่งมว่า เขาอาจพูดอะไรสักอย่าง อาจแนะนำเธอ

อาจบอกคนอื่นว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงแปลกหน้าอาจปกป้องเธอสักครั้งแต่ภาคินเพียงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“กลับไปก่อน”สั้น ง่ายและเจ็บลึกจนแทบหายใจไม่ออก

ม่านไหมมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง เธอพยายามอ่านแววตาของเขา หวังจะเห็นคำอธิบาย หวังจะเห็นความจำเป็น หรืออย่างน้อยที่สุด หวังจะเห็นความรู้สึกผิดสักนิดแต่ดวงตาของภาคินยังนิ่งเหมือนเดิม

รตีรัตน์ก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มบางอย่างที่มุมปาก

ม่านไหมรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกดศีรษะเธอให้ต่ำลงต่อหน้าทุกคน เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพยักหน้ารับอย่างสงบ“ค่ะ”

ม่านไหมหันหลังเดินไปทางลิฟต์ ทุกก้าวช้าและมั่นคงเท่าที่เธอจะทำได้ เธอรู้สึกถึงสายตาของพนักงานหลายคู่ที่มองตามมา ได้ยินเสียงกระซิบ              เบา ๆ ดังไล่หลัง

“ตกลงเป็นใครกันแน่”

“ท่านประธานให้กลับไปก่อนแบบนั้น…”

“คงไม่ใช่คนสำคัญเท่าไรหรอกมั้ง”คำพูดเหล่านั้นแทงเข้ากลางหลังเธอทีละคำ

ม่านไหมก้าวเข้าไปในลิฟต์ ประตูโลหะค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ ตัดภาพภาคิน รตีรัตน์ และสายตาของผู้คนออกจากโลกของเธอ เมื่อเหลืออยู่เพียงลำพัง รอยยิ้มที่ฝืนประคองไว้ก็แตกสลายเธอยกมือขึ้นแตะหน้าอก ตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นแรงเกินไป เหมือนมันพยายามประท้วงว่าเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว

ภาพในลิฟต์สะท้อนผู้หญิงคนเดิมกลับมาผู้หญิงที่แต่งงานแล้วผู้หญิงที่มีสามีเป็นถึงท่านประธานบริษัทใหญ่ ผู้หญิงที่ควรได้รับเกียรติจากเขาแม้เพียงเล็กน้อย

แต่ในความเป็นจริง เธอเป็นได้แค่ผู้มาติดต่อ เป็นคนที่เขาบอกให้กลับไปก่อนเป็นภรรยาที่ไม่มีใครรู้

ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่าง ม่านไหมสูดลมหายใจลึก เช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนเดินออกจากอาคารด้วยท่าทางปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

ฝนด้านนอกยังตกพรำ ๆ เธอยืนอยู่ใต้กันสาดหน้าอาคาร มองรถยนต์ราคาแพงเคลื่อนเข้าออกไม่ขาดสาย ผู้คนต่างมีจุดหมาย มีตำแหน่ง มีตัวตนในชีวิตของใครบางคน แล้วเธอล่ะตัวตนของเธออยู่ตรงไหนในชีวิตภาคิน

ม่านไหมกอดกระเป๋าแน่นขึ้น ความเย็นของฝนลอยมากระทบผิวหน้า เธอนึกย้อนกลับไปถึงวันที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น

หนึ่งปีก่อน วันที่เธอนั่งอยู่ในสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ตรงข้ามภาคิน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีชุดเจ้าสาว มีเพียงโต๊ะไม้สีเข้ม เอกสารหลายแผ่น และปากกาหมึกซึมหนึ่งด้าม

ภาคินในวันนั้นสวมสูทสีดำเหมือนทุกครั้ง ใบหน้าคมคายไร้ความรู้สึก เขานั่งตรงข้ามเธอโดยมีทนายของตระกูลอัครเดชาธรอยู่ด้านข้าง

“คุณม่านไหมอ่านเอกสารครบแล้วใช่ไหมครับ” ทนายถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ

เธอพยักหน้า แม้ในความจริง ดวงตาของเธอพร่าเกินกว่าจะอ่านตัวอักษรทุกบรรทัดได้ชัดเจน

แม่ของเธอนอนรอการผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่เธอจะหาได้ทัน พ่อของเธอจากไปพร้อมหนี้สินและความลับบางอย่างที่เธอไม่เคยเข้าใจ เหลือเพียงคำพูดของผู้ใหญ่ฝ่ายภาคินที่บอกว่า ปู่ของเขาเคยรับปากกับพ่อของเธอไว้ ว่าจะดูแลเธอกับแม่หากวันหนึ่งครอบครัวเธอลำบาก ความช่วยเหลือนั้นมาพร้อมเงื่อนไข การจดทะเบียนสมรสกับภาคินตามพินัยกรรมของปู่เขา

ม่านไหมยังจำสายตาของภาคินในวันนั้นได้ดี

เย็นชา ห่างเหินและเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด

“คุณไม่จำเป็นต้องทำสีหน้าลำบากใจขนาดนั้น” เขาพูดขึ้นหลังจากทนายออกไปเตรียมเอกสารอีกห้อง “ในเมื่อสุดท้ายคุณก็ได้สิ่งที่ต้องการ”

ม่านไหมเงยหน้ามองเขา “สิ่งที่ไหมต้องการหรือคะ”

“เงินรักษาแม่ของคุณ และความคุ้มครองจากตระกูลอัครเดชาธร”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เธอเจ็บ แต่เธอไม่มีแรงโต้แย้ง

“ไหมไม่ได้อยากแต่งงานเพราะเงิน”

ภาคินยิ้มบาง ทว่ารอยยิ้มนั้นเย็นยิ่งกว่าคำพูด “แต่คุณก็ไม่ปฏิเสธ”

ม่านไหมนิ่งงัน ใช่ เธอไม่ปฏิเสธ เพราะแม่ของเธอกำลังป่วยเพราะเธอไม่มีทางเลือกมากพอจะรักษาศักดิ์ศรีโดยปล่อยให้คนที่รักที่สุดตาย เพราะบางครั้ง ชีวิตก็โหดร้ายจนบังคับให้คนเรายอมถูกมองต่ำ เพื่อรักษาคนสำคัญเอาไว้

วันนั้น เธอเซ็นชื่อในทะเบียนสมรสด้วยมือ           สั่น ๆ

ภาคินเซ็นชื่อของเขาอย่างมั่นคง เย็นชา และรวดเร็ว

หลังจากเจ้าหน้าที่ประทับตราลงบนเอกสาร ทนายยิ้มแสดงความยินดี แต่ไม่มีใครพูดคำว่าเจ้าบ่าว เจ้าสาว หรือชีวิตคู่

ภาคินลุกขึ้นก่อน เขามองเธอด้วยสายตานิ่งลึกแล้วพูดว่า“ตั้งแต่วันนี้ คุณจะอยู่ในความดูแลของผม แต่เรื่องการแต่งงานนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย”

ม่านไหมกำปากกาไว้แน่น “เพราะอะไรคะ”

“เพราะมันไม่ใช่การแต่งงานที่เกิดจาก              ความรัก” เขาตอบโดยไม่ลังเล คำตอบนั้นทำให้หัวใจของเธอหนาวเย็นตั้งแต่วันแรกที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขา

รถคันหนึ่งแล่นผ่านแอ่งน้ำหน้าอาคาร เสียงน้ำกระเซ็นทำให้ม่านไหมสะดุ้งและหลุดจากความทรงจำ เธอกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนพบว่าน้ำตาไหลลงมาแล้ว           จริง ๆ

เธอรีบเช็ดมันออก ไม่ควรร้องไห้ตรงนี้ ไม่ควรร้องไห้ในที่ที่คนของเขาอาจมองเห็น ม่านไหมกำลังจะเรียกรถกลับคอนโด แต่เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เธอหยุดชะงัก

“คุณม่านไหมคะ”

เธอหันกลับไป เห็นรตีรัตน์เดินออกมาจากประตูอาคารพร้อมร่มสีดำในมือ ร่างงดงามหยุดอยู่ใต้กันสาดไม่ไกลนัก ใบหน้าสวยยังคงประดับรอยยิ้มอ่อนหวานเหมือนเดิม

“ยังไม่กลับหรือคะ”

“กำลังจะกลับค่ะ”

รตีรัตน์ก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาคู่สวยมองม่านไหมด้วยแววที่ไม่มีคนอื่นเห็น

“เมื่อครู่ต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าคำพูดของรตีทำให้คุณไม่สบายใจ”

ม่านไหมมองอีกฝ่ายอย่างระวัง “ไม่เป็นไรค่ะ”

“ดีแล้วค่ะ รตีไม่อยากให้คุณคิดมาก” รตีรัตน์ยิ้ม “โลกของคุณคินค่อนข้างซับซ้อน มีคนมากมายจับตามองเขา คนที่จะยืนข้างเขาได้ต้องเหมาะสมทั้งฐานะ หน้าตา วงสังคม และผลประโยชน์ทางธุรกิจ”

ม่านไหมนิ่ง

รตีรัตน์ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ลดเสียงลงอย่างนุ่มนวล“ผู้หญิงบางคน ต่อให้อยู่ใกล้เขาแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีสิทธิ์ยืนข้างเขานะคะ”คำพูดนั้นเหมือนถูกห่อด้วยผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่ข้างในเป็นใบมีดคมกริบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป