บทที่ 7 ตอนที่7 เจ็บแค่ไหน
ตอนที่7
เจ็บแค่ไหน
ม่านไหมจ้องหน้าอีกฝ่าย ความเจ็บแล่นขึ้นมาถึงปลายนิ้ว ทว่าเธอยังบังคับตัวเองให้ยืนตรง
“คุณรตีหมายถึงใครคะ”
รตีรัตน์หัวเราะเบา ๆ “รตีพูดทั่วไปค่ะ คุณอย่าเข้าใจผิดเลย”
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นไหมก็คงไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิด”
รอยยิ้มของรตีรัตน์ชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาเรียบงามดังเดิม
“คุณดูใจเย็นกว่าที่คิดนะคะ”
ม่านไหมประสานมือไว้หน้าตัวเอง แม้ในใจเจ็บจนแทบยืนไม่ไหว แต่ดวงตาของเธอกลับนิ่งขึ้น
“บางครั้งคนที่ไม่มีสิทธิ์พูดมาก ก็ต้องฝึกใจเย็นค่ะ”
รตีรัตน์มองเธอลึกขึ้น คล้ายเพิ่งเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้อ่อนปวกเปียกอย่างที่คิด“หวังว่าคุณจะรู้จักที่ของตัวเองนะคะ”
ม่านไหมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ“ไหมรู้ค่ะ”
รตีรัตน์ยิ้มอย่างพอใจ แต่ม่านไหมพูดต่อ“เพียงแต่บางครั้ง คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่าที่ของไหมต่ำกว่าความจริง”รอยยิ้มของรตีรัตน์เลือนลงเล็กน้อย
ม่านไหมไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ เธอหันไปเรียกรถแท็กซี่ที่เพิ่งจอดส่งผู้โดยสารหน้าอาคาร แล้วก้าวออกไปกลางฝนพรำโดยไม่ขอใช้ร่มจากใคร
รตีรัตน์มองตามหลังเธอ ดวงตาสวยเฉี่ยวเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
ม่านไหมนั่งอยู่เบาะหลังรถแท็กซี่ มองอาคารสูงของอัครเดชาธรกรุ๊ปค่อย ๆ ไกลออกไปในกระจกหลัง หยดฝนบนกระจกทำให้ภาพตึกพร่าเลือน เหมือนชีวิตของเธอกับภาคินที่ไม่เคยชัดเจนคำพูดของรตีรัตน์ยังวนเวียนอยู่ในหัว
ม่านไหมหลับตาลงช้า ๆ เธออยากตอบกลับไปเหลือเกินว่า เธอไม่ได้แค่อยู่ใกล้ภาคิน เธอเป็นภรรยาของเขา เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นผู้หญิงที่มีชื่ออยู่บนทะเบียนสมรสร่วมกับเขาแต่ความจริงนั้นกลับเป็นความลับที่เธอไม่มีสิทธิ์พูดเพราะผู้ชายที่ควรจับมือเธอไว้ กลับเป็นคนสั่งให้เธอซ่อนตัว
เมื่อกลับถึงคอนโด ม่านไหมถอดรองเท้า วางกระเป๋าลงบนโซฟา แล้วเดินไปยังห้องนอนอย่างอ่อนแรง เธอเปิดลิ้นชักเล็กข้างเตียง หยิบกล่องเอกสารสีขาวออกมา ภายในนั้นมีทะเบียนสมรสของเธอกับภาคินอยู่กระดาษแผ่นเดียวที่ยืนยันว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง เธอมีสามี เธอแต่งงานแล้ว เธอเป็นคนของ อัครเดชาธร ตามกฎหมาย
ปลายนิ้วของม่านไหมแตะชื่อของตัวเองบนเอกสารเบา ๆ ก่อนเลื่อนไปยังชื่อของภาคิน ชื่อของทั้งสองอยู่ใกล้กันบนกระดาษแต่ในชีวิตจริง กลับห่างไกลกันเหลือเกิน
ประตูห้องเปิดออกในช่วงเย็น ภาคินกลับมาพร้อมสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนเดิม เขาเห็นม่านไหมยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง แต่ไม่ได้ทักทันที
“วันนี้ที่บริษัท…” เขาเริ่มพูดหลังจากถอดสูทวางพาดเก้าอี้ “เธอไม่ควรคุยกับรตีรัตน์นานเกินไป”
ม่านไหมหันมามองเขา ทั้งวันเขาไม่ถามว่าเธอถูกใครพูดอะไรใส่ ไม่ถามว่าเธอรู้สึกอย่างไร ไม่ถามว่าเธอเสียใจไหมที่ถูกคนในบริษัทมองด้วยสายตาแบบนั้นแต่เขากลับเตือนเธอว่าไม่ควรคุยกับรตีรัตน์นานเกินไป
“ไหมไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มค่ะ”
“รตีรัตน์เป็นคนสำคัญของงานหลายโครงการ ฉันไม่อยากให้เกิดปัญหา”
ม่านไหมรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นลง“แล้วไหมล่ะคะ”
ภาคินมองเธอนิ่ง“อะไร”
“ไหมเป็นอะไรในชีวิตคุณคินคะ”คำถามนั้นหลุดออกมาอย่างแผ่วเบา แต่กลับทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิท
ภาคินไม่ได้ตอบทันที ม่านไหมมองเขาด้วยดวงตาที่เก็บความเจ็บมาทั้งวัน “ที่บริษัท ทุกคนมองไหมเหมือนผู้หญิงไร้สถานะ คุณรตีพูดเหมือนไหมไม่มีสิทธิ์อยู่ใกล้คุณ แล้วคุณก็ให้ไหมกลับไปก่อนต่อหน้าทุกคน”
ภาคินถอนหายใจ “ฉันทำแบบนั้นเพราะไม่อยากให้เรื่องยุ่ง”
“เรื่องยุ่งที่ว่า คือการที่คนอื่นรู้ว่าไหมเป็นภรรยาคุณหรือคะ”คำถามนั้นทำให้แววตาของภาคินเข้มขึ้นเล็กน้อย
“ม่านไหม”เสียงเรียกชื่อเธอของเขาต่ำลง เป็นสัญญาณเตือนว่าเธอกำลังพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากฟัง
แต่ครั้งนี้ม่านไหมไม่หยุด
“ไหมไม่ได้เรียกร้องให้คุณประกาศกับทั้งโลกวันนี้ แต่ไหมแค่อยากรู้ว่าในสายตาคุณ ไหมมีค่าพอให้คุณปกป้องบ้างไหม”
ภาคินเงียบไป ความเงียบของเขาค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนบีบหัวใจเธอแน่นสุดท้าย เขาพูดเพียงว่า
“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา”
ม่านไหมหัวเราะเบามาก เสียงนั้นสั่นจนแทบไม่ใช่เสียงหัวเราะ“แล้วเวลาไหนคะ”
ภาคินไม่ตอบ ม่านไหมพยักหน้าช้า ๆ ราวกับเข้าใจทุกอย่างแล้ว
“ค่ะ ไหมเข้าใจแล้ว”เธอไม่ได้เข้าใจว่าเขามีเหตุผลอะไรแต่เข้าใจว่า ไม่ว่าเหตุผลนั้นคืออะไร เธอก็ยังคงต้องเป็นคนที่ถูกซ่อนอยู่ดี
ภาคินมองใบหน้าซีดลงของเธอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายเขาอยากพูดบางอย่าง แต่ความเคยชินในการเก็บความรู้สึกทำให้เขาเลือกเงียบ
ม่านไหมหันกลับไปมองเมืองด้านนอกหน้าต่าง ไฟจากตึกสูงเริ่มสว่างขึ้นอีกครั้ง เหมือนคืนก่อน
เธอคิดถึงเค้กในตู้เย็น คิดถึงบัตรผู้มาติดต่อที่แขวนอยู่บนคอเมื่อเช้า คิดถึงคำว่า กลับไปก่อน ที่ภาคินพูดต่อหน้ารตีรัตน์และคิดถึงทะเบียนสมรสในกล่องสีขาวที่ไม่มีใครรู้ว่ามันมีอยู่จริง
น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอกะพริบตาไล่มันกลับไป เธอไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าเขา ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอเจ็บแค่ไหนเพราะต่อให้เขาเห็น เขาก็อาจไม่เข้าใจอยู่ดี
ภาคินเดินเข้าห้องทำงานไปหลังจากนั้นไม่นาน ประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบเหมือนทุกครั้ง
ม่านไหมยืนอยู่ลำพังในห้องรับแขกกว้างใหญ่ เธอยกมือแตะลำคอ ตรงตำแหน่งที่เมื่อเช้ายังมีบัตรผู้มาติดต่อคล้องอยู่ บัตรใบนั้นเธอคืนให้พนักงานไปแล้วแต่ความรู้สึกของการเป็นคนนอกกลับยังคงติดอยู่กับเธอ ไม่ยอมหายไปไหน
คืนนั้น ม่านไหมเปิดกล่องเอกสารอีกครั้ง เธอมองทะเบียนสมรสอยู่เนิ่นนาน ก่อนพับเก็บเข้าที่เดิมอย่างเบามือ กระดาษแผ่นนี้อาจยืนยันสถานะของเธอตามกฎหมายได้แต่ไม่อาจยืนยันตำแหน่งของเธอในหัวใจภาคินและบางที…การเป็นภรรยาที่ไม่มีใครรู้ อาจเจ็บปวดกว่าการไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเลยเสียอีก
