บทที่ 10 EP. 10
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง ชนินารถก็รีบวางมือจากรีโมททีวี แล้วจ้ำอ้าวไปเปิดประตูให้ชลฉัตรเข้ามาภายใน คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่สำรวจห้อง เธอไม่พบเขา แต่เห็นว่ามีอาหารจำนวนมากจัดเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม รวมถึงป้ายอวยพรวันเกิดของชนินารถที่ถูกตกแต่งอย่างน่ารักด้วยดอกไม้หลากสี ผูกด้วยลูกโป่งทั้งเล็กใหญ่สลับกันลอยอยู่ติดเพดาน
“พี่ไม่รู้ว่าเป็นวันเกิดน้องแฟ เลยไม่ได้เตรียมของขวัญมาให้ด้วย พี่ขอโทษนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ม่อนแฟไม่ซีเรียส อีกอย่างการได้เจอและรู้จักกับพี่ม่อน ก็ถือว่าเป็นของขวัญชิ้นสำคัญแล้วล่ะค่ะ”
“อะแฮ่ม” เสียงดังกระแอมในลำคอ ทำเอาสองสาวหันไปมอง
“งั้นพี่ก็ไม่สำคัญแล้วสินะ”
ชนวีร์พูดอย่างน้อยใจ ชลฉัตรรู้ว่าเขาคงพูดเล่น ทั้งสองคนเผลอสบสายตากัน และชลฉัตรก็เป็นฝ่ายหลบเสียเอง ทุกเหตุการณ์อยู่ในสายตาของสาวน้อยวัยสิบเก้าปี ชนินารถแอบอมยิ้ม เพราะเธอก็พึงพอใจในตัวชลฉัตรอยู่ไม่น้อย และมั่นใจว่าหญิงสาวคงไม่รู้ว่าพี่ชายเธอนั้นเป็นลูกใครและมีฐานะร่ำรวยเพียงใด ซึ่งข้อนี้ชนินารถคิดผิด ตัวชลฉัตรเองต่างหากที่รู้ทุกอย่าง ส่วนเธอกับพี่ชายไม่รู้อะไรเลย
ทั้งสามคนรับประทานอาหารและพูดคุยกัน ชลฉัตรถนัดเป็นฝ่ายฟังเสียมากกว่า เธอแอบยิ้มขำกับสองพี่น้องอยู่หลายครา ชนวีร์เป็นสุภาพบุรุษมาก ตักโน่นนี่ให้เธอจนแทบจะล้นจาน หญิงสาวได้แต่ก้มหน้าก้มตาทานจนอิ่ม และแล้วเมื่อบริกรเข้ามายกอาหารออกไปไฟในห้องก็ดับลง บริการอีกคนก็ได้ยกขนมเค้กก้อนโตที่ประดับประดาไปด้วยเทียนสว่างไสวเข้ามาในห้อง ชนินารถโผเข้ากอดพี่ชายทันที
“ขอบคุณค่ะพี่ฟิลด์ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”
ชนวีร์ก้มลงจูบหน้าผากน้องสาวอย่างอบอุ่น หลังจากร้องเพลงอวยพรจบ เจ้าของวันเกิดก็เป่าเทียนและตัดขนมเค้กเธอแบ่งไว้ครึ่งหนึ่ง ก่อนจะออกไปเรียกบริกรเข้ามารับไปแจกจ่ายพนักงานด้วยกัน ชลฉัตรยืนมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถือเครื่องดื่มติดมือออกมายืนรับลมที่หน้าระเบียง ด้วยท้องฟ้าที่ระยับด้วยแสงดาว และแสงนวลตาจากพรจันทร์เดือนหงาย ทำให้หญิงสาวเดินลงไปด้านล่าง ร่างบางนั่งลงบนพื้นหญ้า ยันแขนทั้งสองข้างไปด้านหลัง เอียงตัวตามเล็กน้อย สายตาจับจ้องมองไปยังท้องฟ้า ยืดขาทั้งสองข้างเหยียดตรงไปด้านหน้าด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย เธอสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะรู้สึกว่ามีใครอีกคนมานั่งลงข้างๆ เธอ
“คุณ”
“ขอนั่งด้วยคนสิ”
“แล้วน้องแฟล่ะคะ” คนถามหันมองหาแต่ก็ไม่เห็น
“กำลังถ่ายรูปขนมเค้กที่เหลืออัพลงเฟซบุ๊กกระมัง”
ชลฉัตรยิ้มละไม แม้จะเป็นช่วงค่ำคืน แต่เขาก็เห็นรอยยิ้มนั้นด้วยแสงสว่างของพระจันทร์ ที่สาดส่องลงมาอย่างตั้งใจ
“แล้วนี่มาเที่ยวคนเดียวที่บ้านเขาไม่ว่าเหรอ”
คนถูกถามหันมองทันที นี่เขาคิดว่าเธออายุเท่าไหร่กัน ทั้งๆ ที่เธอกำลังจะมาเป็นแม่เลี้ยงเขาในอีกไม่นานนี้แล้วแท้ๆ ชลฉัตรเห็นเขาเอนกายลงนอนกับพื้นหญ้า ประสานมือไว้ที่ท้ายทอยเพื่อรองศีรษะ
“หรือเป็นเด็กมีปัญหาหนีออกจากบ้าน”
“คุณฟิลด์ ม่อนโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วค่ะ”
“โตแต่ตัวน่ะสิ ความคิดจะไปโตอะไร”
“ม่อนเรียนจบแล้วค่ะ และกำลังจะมีงานทำ” หญิงสาวพูดกำกวม แต่คนไม่รู้ก็ไม่ได้คิดอะไรตาม
“นี่เธอเรียนจบแล้วจริงๆ เหรอ โกหกฉันหรือเปล่า”
“ม่อนอายุ 23 ปีแล้วนะคะ”
คนที่นอนอยู่ผงกศีรษะขึ้นมองสำรวจ ทำเอาหญิงสาวเขินจัดจนใบหน้าแดงก่ำ ดีที่เป็นช่วงเวลากลางคืนไม่อย่างนั้นเขาคงเห็น แต่เธอเริ่มไม่มั่นใจเมื่อเห็นรอยยิ้มเขานี่แหละ หญิงสาวยกมือขึ้นมาโอบรอบกายเพื่อป้องกันตัวเองจากสายตาคนที่กำลังมองมา
“ทำไมเธอถึงได้ชื่อม่อนล่ะ”
ชนวีร์เองก็แปลกใจที่ถามเธอออกไปแบบนั้น ปกติแล้วเขาไม่ใช่ผู้ชายที่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของผู้หญิงคนไหน อย่ากระนั้นเลยกับคู่นอนบางคนเขายังไม่รู้ชื่อพวกหล่อนเลยด้วยซ้ำ แต่กับชลฉัตรแล้วเขากลับอยากรู้อยากถามเธออีกหลายเรื่อง
“พ่อกับแม่พบรักกันที่ม่อนค่ะ” เขาพยักหน้าแล้วอมยิ้ม
“โน่นไงคะ ม่อนดาว เขาว่ากันว่าจะเป็นม่อนที่เห็นดวงดาวได้สวยที่สุด”
มือเรียวเล็กชี้ไปยังภูเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง ไม่ห่างจากที่เธออยู่มากนัก ชนวีร์หันมองตาม ม่อนดาวเขาเองก็เคยได้ยินชื่อของมันเหมือนกัน ประวัติของหญิงสาวค่อนข้างโรแมนติกทีเดียว
“แล้วทำไมไม่ชวนพ่อกับแม่ของเธอมารำลึกความรักด้วยกันล่ะ มาคนเดียวเหงานะ”
ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเมื่อสักครู่หุบลงอย่างอัตโนมัติ มือบางประสานกับนิ่งบนตักในท่านั่งขัดสมาธิ ชลฉัตรกำลังคิดหาคำพูดที่สวยหรู เพื่อไม่ให้เขาคิดว่าเธอดราม่าเรียกร้องความสนใจ
“พ่อม่อนเสียแล้วค่ะ” คนฟังอึ้งไปเล็กน้อย แต่เพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเขาจึงชวนเธอคุยต่อ
“นั่นแหละยิ่งต้องพาแม่มาด้วยท่านจะได้ไม่เหงา” ชลฉัตรส่ายหน้าช้าๆ
