บทที่ 3 EP. 03
“แม่คะ ออกมาทานข้าวเถอะค่ะ ม่อนทำของโปรดของแม่ไว้หลายอย่างเลยค่ะ”
ชลฉัตรเคาะประตูห้องนอนมารดาหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าคนในห้องจะยอมเปิด หญิงสาวยืนน้ำตาคลออยู่สักพัก กำลังหมุนกายจะเดินลงไปยังชั้นล่าง เสียงประตูถูกเปิดออก ใบหน้าเปื้อนน้ำตารีบหันมอง ในแววตาคู่นั้นมีน้ำกลอกกลิ้งไปมา เธอยิ้มทั้งๆ ที่น้ำตากำลังจะไหล อย่างน้อยๆ ก็รู้ว่ามารดาอภัยให้เธอสำหรับเรื่องเมื่อกลางวัน
“ฉันไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องทานนะคะแม่ วันนี้ม่อนทำสุดฝีมือเลยนะคะ”
“ฉันกินไม่ลงหรอก”
“ทานข้าวก่อนนะคะ แล้วเราค่อยคุยเรื่องของเรากัน”
คนพูดปลอบมารดาน้ำตาพานจะไหลเสียเอง เพราะเธอรู้ว่าสุดท้ายผลมันจะออกมาเช่นไร หญิงสาวพยายามฝืนยิ้มให้มารดา แต่นั่นมันก็ทำให้คนฟังตาลุกวาวรีบเดินเข้ามาหาลูกสาว นางจับหัวไหล่ของเธอทั้งสองข้างแล้วเขย่าเบาๆ ด้วยความดีใจ ก่อนจะจับร่างบางเข้ากอดในอ้อมอก ชลฉัตรกอดตอบน้ำตาไหลอาบแก้ม และรีบเช็ดมันออกเมื่อมารดาผละจากเธอเล็กน้อย
“ขอบใจมากนะลูก ขอบใจมากๆ ที่ม่อนจะช่วยแม่”
ชลฉัตรได้แต่ยิ้มพยักหน้าตอบรับช้าๆ สองแม่ลูกเดินจูงมือเดินไปยังโต๊ะอาหาร ของโปรดของมารดาที่อุตส่าห์ทำสุดฝีมือ กลับทำให้เธอกลืนลงคออย่างยากลำบาก แต่แค่เห็นแม่ยิ้มและทานได้เธอก็มีความสุขแล้ว แม้ความทุกข์จะสุมทรวงเพียงใดก็ตาม เมื่อทานอาหารกันเสร็จก็ชวนกันมาพูดคุยนั่งเล่นดูทีวีกันต่อ
“ดูนางเอกคนนี้สิแม่ไม่ชอบเลย เหมือนเด็กปัญญาอ่อน”
“น่ารักนี่คะแม่ ดูน่าเอ็นดูดี”
“เออจริงสิ เวลาไปอยู่กับคุณนิรุจแกก็อย่าทำตัวน่าเบื่อล่ะ ออดอ้อนออเซาะน่ะทำเป็นไหม มารยาเข้าไว้คนแก่ชอบนักเชียว นี่แม่แนะนำด้วยความหวังดีนะ”
ชลฉัตรได้แต่พยักหน้าฟังคำพูดของนางอย่างไม่โต้แย้ง ชีวิตนี้ของเธอก็มีแค่ท่านคนเดียวตลอดมา หากมันคือการทดแทนพระคุณ ที่ท่านทำให้เธอมีชีวิตและเลี้ยงดูเธอมาจนอายุ 23 ปี เธอก็จะทำมัน แม้มันจะดูโง่และเหมือนกับผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี เพราะต้องเอาตัวเข้าแลกกับเศษเงินของคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ก็ตาม
“พรุ่งนี้แม่จะไปหาคุณนิรุจเขา แล้วแกก็อย่าไปนั่งร้องไห้ที่บ้านเขาอีกล่ะ เพราะคุณนิรุจเขาไม่ชอบบังคับขืนใจใคร เดี๋ยวเราจะชวดกันหมด หนี้สินก็ไม่ได้ปลด บ้านก็ถูกยึด เอาไหมล่ะแบบนี้น่ะ แม่รู้ว่าแกน่ะเอาตัวรอดได้ แล้วแม่ล่ะ แล้วบ้านหลังนี้ บ้านของเราล่ะ แกจะให้คนอื่นมายึดไปเหรอ”
“ม่อนยอมแล้วค่ะแม่ แม่จัดการเถอะค่ะ”
นางจิตรลดายิ้มกริ่มนึกถึงเรื่องราวดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างน้อยชีวิตของลูกสาวก็คงสุขสบาย นางก็ไม่ต้องเป็นกังวล ถ้าวันใดวันหนึ่งนางไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ชลฉัตรคงเข้าใจหัวอกของแม่มากกว่านี้
“อีกเรื่องนะม่อน ไปอยู่ที่นั่นถ้ามีผู้หญิงคนไหนมาระรานแก บอกแม่เลยแม่จะไปจัดการมันเอง”
“เขามีผู้หญิงอีกหลายคนใช่ไหมคะ”
“ก็ตามประสาคนมีเงินน่ะ อีกอย่างคุณนิรุจก็ยังดูเท่ สมาร์ท แล้วก็หล่อเอาการอยู่”
เสียงถอนหายใจของลูกสาวดังขึ้น รีบทำให้คนเป็นแม่รีบชวนพูดไปเรื่องอื่น เกรงเธอจะเปลี่ยนใจแล้วคนที่จะลำบากคือนาง คนเป็นแม่คิดได้เพียงเท่านี้จริงๆ
“ว่าแต่ม่อนเจอกับลูกชายคุณนิรุจไหม รายนั้นก็หล่อไม่เบาเลยนะได้เชื้อพ่อมาเต็มๆ รู้สึกจะชื่อคุณชนวีร์”
หญิงสาวหัวใจไหววูบ แม่คงพูดถึงผู้ชายคนนั้น คนที่เธอได้สบสายตากับเขา ผู้ชายที่ทำให้เธอใจเต้นแรง แม้จะมองเห็นเขาในระยะไกล แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเธอมั่นใจว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน
“แต่จะเห็นได้ยังไงเนอะ ก็แกมัวแต่นั่งร้องไห้อยู่นี่”
“ม่อนขอตัวไปนอนก่อนนะคะแม่”
“ไปสิ อย่านอนดึกเดี๋ยวตื่นมาใต้ตาจะดำคล้ำไม่สวย เออนี่แม่ว่ามาร์คหน้าก่อนนอนก็ดีนะม่อน”
ชลฉัตรได้แต่ยิ้มรับ แล้วลุกเดินจากไปเหมือนคนละเมอ หากคนเป็นแม่ชายตามองสักนิด ก็จะรู้ถึงความผิดปกติของลูก แต่สำหรับนางจิตรลดาแล้ว ความสุขของนางต้องมาก่อนเสมอเท่านั้น
ภาพถ่ายครอบครัวเมื่อในอดีตถูกหยิบขึ้นมาแนบไว้กับอกน้ำตาไหลพราก หากวันนี้บิดายังมีชีวิตอยู่ เธอคงไม่ต้องมารับทุกข์กับชะตากรรมแบบนี้ ชลฉัตรนั่งลงบนเตียงนุ่มร้องไห้จนตัวโยน มือยังคงกอดภาพไว้แน่น จริงอยู่ถ้าเธอคิดจะเอาตัวรอดเธอทำได้ แล้วมารดาล่ะ เธอต้องกลายเป็นลูกอกตัญญู หนีไปมีความสุขคนเดียว ปล่อยให้มารดาต้องทุกข์ทรมาน ถ้าเป็นแบบนั้นเธอขอเป็นคนทุกข์เสียเองดีกว่า
หญิงสาววางภาพลงที่เดิมแล้วปาดน้ำตาทิ้ง เธอลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบกระเป๋าเป้ออกมาวาง หยิบเสื้อมาพับใส่กระเป๋าอย่างตั้งใจ น้ำตาก็ไหลรินไม่ขาดสาย ของใช้เล็กๆ น้อยๆ ถูกหยิบใส่จนเรียบร้อย เธอเลื่อนกระเป๋าสัมภาระไว้ใต้เตียง ก่อนจะพยายามข่มตานอนให้หลับ พรุ่งนี้ยังมีอะไรให้เธอได้ทำอีกหลายสิ่ง
