บทที่ 1 เตโช & บัวสวรรค์ 1
ภายในห้องพักของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ร่างสูงกำยำเดินออกมาจากห้องน้ำ ท่อนบนเปลือยเปล่า โชว์แผงอกกว้างและกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นลอนสวยไร้ไขมันส่วนเกิน ต่ำลงไปตรงเอวสอบเป็นรูปวีไลน์ชัดเจนอย่างคนที่ออกกำลังกายจนได้รูปร่างที่เรียกว่าเต็มไปด้วยเซ็กส์แอพพีล ใบหน้าขาวประกอบด้วยหน้าผากกว้าง ดวงตาเรียวสองชั้นดำสนิทและมีความคมกริบพราวระยับยามเจ้าของต้องใจสิ่งที่อยู่ในคลองจักษุ แววตาฉายชัดถึงความฉลาดเฉลียวแกมเจ้าเล่ห์ เวลาที่ยกมุมปากหยักจนเกิดรอยยิ้มเก๋ก็มักพาให้เหล่าบรรดาสาวๆ รู้สึกใจละลายไปตามๆ กัน
"เตขา... มาต่อกันดีกว่าค่ะ... ซียังไม่หายคิดถึงคุณเลย... ซีเพิ่งมาถึงเมืองไทย คุณต้อนรับซีแค่นี้เองเหรอคะดาร์ลิง"
เสียงหวานพลิ้วร้องเรียกจากหญิงสาวรูปร่างอวบอั๋น เจ้าหล่อนทอดกายในท่านอนเอียงใช้มือรองศีรษะมองร่างสูงด้วยดวงตาพราวเสน่ห์ เนื้อตัวมีเพียงผ้าห่มบางปกปิดทรวงอกเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่เต็มที เห็นโนมเนื้อโผล่มาครึ่งอก อีกนิดก็จะเห็นยอดถันแล้ว ซึ่งเจ้าตัวคงรู้ดีว่ามันเป็นท่าแสนเซ็กซี่และเย้ายวนตา ยั่วกิเลสไฟราคะของผู้ชายที่ได้เห็นแค่ไหน ชายหนุ่มเดินไปยังตู้เสื้อผ้าและหยิบคว้ามาสวมอย่างรวดเร็ว เสื้อเชิ้ตสีควันบุหรี่กับกางเกงยีนส์สีดำ เป็นชุดลำลองแต่กลับทำให้เขาดูทรงอำนาจและเต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนมอง ท่วงท่าของเขาเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มที่ศิริษามองอย่างหลงใหลคลั่งไคล้ หล่อนดีใจที่ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยหลังจากอยู่ที่อเมริกาเป็นเวลาสิบกว่าปี
เตโช โชติวีรศักดิ์ ชายหนุ่มวัย 31 ปี ที่ศิริษาสนิทสนมคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเขาไปเรียนที่นิวยอร์ก ศิริษาพบเขาที่มหาวิทยาลัยเพราะเรียนปริญญาตรีที่เดียวกัน จนกระทั่งเขาอายุยี่สิบห้าปี จบปริญญาโทก็กลับมาช่วยรับช่วงธุรกิจของครอบครัว นั่นก็เป็นเวลาหกปีมาแล้ว เขากับหล่อนยังคงติดต่อกันเรื่อยมา ยามเมื่อศิริษามาเที่ยวเมืองไทยก็นัดเจอกันกับเขาทุกครั้ง และการกลับมาครั้งนี้ของหล่อนเป็นการกลับมาอย่างถาวร... หล่อนต้องการเขา... ผู้ชายคนเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยสีสันเสียจริง
"คุณเพิ่งมาถึง... พักก่อนสิ ผมมีธุระจริงๆ"
เตโชเอ่ยกับหญิงสาว เขาหวีผมลวกๆ แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าเงิน โทรศัพท์และกุญแจรถ นาฬิกาบอกเวลาเก้าโมงนิดๆ เขารู้สึกเพลียไม่น้อย เพราะเมื่อคืนนี้หลังจากรับศิริษาจากแอร์พอร์ตก็พามาเข้าพักที่นี่ จากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงว่าทำอะไรกันจนเกือบสว่าง หล่อนไม่มีญาติสักคนที่เมืองไทยเนื่องจากบิดามารดาอพยพไปอยู่อเมริกาเป็นสิบๆ ปี ศิริษาเกิดที่โน่น ได้สัญชาติอเมริกันและรู้สึกเสมอว่าอเมริกาคือบ้านของหล่อน เขากับหล่อนเป็นเสมือนวัวเคยขา ม้าเคยขี่กันมานาน ความสัมพันธ์แบบ Friends with benefits เป็นเพื่อนที่นอนด้วยกันได้ยามมีความต้องการตรงกัน ศิริษาเป็นสาวสมัยใหม่ที่เป็นอเมริกันจ๋า เรื่องแบบนี้สังคมตะวันตกไม่มีใครถือสากันอยู่แล้ว
"เก้าโมงครึ่งเองนะเตขา... คุณมีธุระไปไหนคะ แล้วทำไมไม่พาซีไปอยู่ที่บ้านคุณล่ะคะ"
เสียงหวานเอ่ย สีหน้ากระเง้ากระงอดอย่างมีจริตปรุงแต่ง
"ผมนัดกับเพื่อนเอาไว้ เรื่องสำคัญน่ะ..."
เขาตอบเพียงแค่คำถามแรก ส่วนที่เหลือไม่พูดถึง ศิริษารู้ว่าครอบครัวของชายหนุ่มร่ำรวยมาก เรียกว่าเป็นครอบครัวมหาเศรษฐี มีบ้านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เห็นว่ามีธุรกิจหลายอย่างในมือ ซึ่งหล่อนไม่เคยสนใจไถ่ถามเขามาก่อนในอดีต รู้ว่าเขารวยก็พอแล้ว แต่ต่อไปนี้เห็นทีจะต้องใส่ใจมากกว่าเก่า เพราะศิริษาไม่ได้หวังแค่เป็นเพื่อนนอนของเขาเท่านั้น แต่หวังมากกว่านั้น
เตโชมองร่างเซ็กซี่เย้ายวนบนเตียงอีกครั้ง เขาจุดยิ้มมุมปากนิดหนึ่ง... บ้านของเขาหลังที่อยู่กรุงเทพฯ น่ะหรือจะเปิดต้อนรับเจ้าหล่อน... บ้านหลังนั้นเป็นที่อยู่ของมารดาและพี่ชายคนโต... แม่ไม่นิยมให้พาผู้หญิงที่ควงชั่วคราวเข้าไปเพ่นพ่าน ยกเว้นแต่จะเป็นคนที่เขาจริงจังด้วยเท่านั้น เนื่องจากท่านเป็นคนขี้รำคาญและเบื่อระอากับพฤติกรรมเจ้าชู้ของสามี แม่จึงขอหย่าขาดและเลือกที่จะอยู่กรุงเทพฯ กับ ติณณ์ พี่ชายของเขา ในขณะที่พ่อของเขานั้นอยู่ที่เชียงใหม่กับผู้หญิงคนล่าสุด แต่เดิมพ่ออยู่ที่จังหวัดแพร่ แต่พอเตโชเรียนจบกลับมาจากเมืองนอก พ่อก็ย้ายไปอยู่บ้านที่เชียงใหม่ทันที และโยนธุรกิจในเมืองแพร่ให้เขาดูแลรับผิดชอบอย่างเต็มตัว
ชายหนุ่มยิ้มกว้างอีกนิดหนึ่งเมื่อนึกจินตนาการถึงภาพที่แม่ได้เจอศิริษา... คงไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของคุณนายศรัญญาแน่นอน รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์และเสียงหัวเราะหึเบาๆ ในลำคอคล้ายขบขันกับสิ่งที่คิดในหัว แต่กลับทำให้คนที่นอนทอดร่างอยู่บนเตียงเข้าใจไปว่ารอยยิ้มกริ่มดวงตาพราวนั้นเขาส่งมาให้หล่อนโดยเฉพาะ จึงยิ้มหวานตอบอย่างแพรวพราว... ศิริษายกมือขึ้นดึงผ้าที่คลุมอกอวบขนาดเท่าหัวเด็กทารกออก เชื่อว่าเขาจะไม่อาจทนต่อความยั่วยวนนี้ได้ แต่ก็ต้องซ่อนความผิดหวังไว้แทบไม่มิดเมื่อร่างสูงก้าวยาวไปยังประตูอย่างไม่แยแส เอื้อมมือไปจับลูกบิดและหันมามองอีกครั้ง
"อืม... คุณคงไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวนะซี จำได้ใช่ไหมว่าเมืองไทยน่ะ ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ เพียงแค่ยกหูโทรศัพท์กริ๊งเดียวเท่านั้น... ผมไปล่ะนะ"
"เดี๋ยวสิคะเต... แล้วจะกลับกี่โมงคะ ซีเหงานะ คุณก็รู้ว่าที่นี่ซีไม่มีใครเลย นอกจากคุณคนเดียวเท่านั้น" เสียงออดอ้อนดังตามมา ชายหนุ่มทำท่าครุ่นคิดอยู่วินาทีหนึ่
"ผมไม่แน่ใจนะ... เอาเป็นว่า ผมจะโทรบอกก็แล้วกัน และถ้าไม่ดึก คืนนี้จะพาไปเที่ยวผับเปิดใหม่"
กล่าวเสร็จ เตโชก็เดินออกไปจากห้อง ประตูปิดและล็อกอัตโนมัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของโรงแรม ศิริษาหน้าบึ้งตึงลงไปทันทีที่ยั่วและดึงรั้งเขาเอาไว้ไม่สำเร็จ แต่ไม่เป็นไร... ต่อไปนี้หล่อนมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำให้เขาตกหลุมเสน่ห์ให้ได้ เวลานี้มันมาถึงวัยที่หล่อนกับเขาควรจะจริงจังกับชีวิตกันเสียที
ร่างสูงเพรียวทะมัดทะแมงปราดเปรียวอย่างนักกีฬาสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์เข่าขาด รองเท้าผ้าใบคู่โปรดก้าวลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีอ่อนนุชอย่างเร่งรีบ ผมยาวมัดรวบง่ายๆ ใบหน้ามีแว่นกันแดดสีชาค้างอยู่บนสันจมูกโด่งคมนั้นก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือด้วยทีท่าร้อนใจ เวลาเก้าโมงครึ่งแล้ว หญิงสาวนัดกับทนายความเอาไว้ที่สำนักกฎหมายในซอยแถวนี้ในเวลาสิบโมง
เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนสาวของเธอคือ มณีลักษณ์ กับสามีของหล่อนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองวันก่อน และขณะนี้ทั้งสองก็อยู่ในอาการสาหัส ทิ้งลูกสาววัยห้าขวบเอาไว้กับพี่เลี้ยง ได้มีทนายความโทรถึงบัวสวรรค์ว่ามณีลักษณ์ได้ใส่ชื่อของเธอเป็นญาติและคนที่ติดต่อได้ถ้าหากหล่อนกับสามีเป็นอะไรไป
มณีลักษณ์และสาโรจน์ผู้เป็นสามีนั้น ต่างก็เป็นเด็กกำพร้าไม่มีญาติด้วยกันทั้งคู่ เติบโตมาด้วยกันในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่โชคดีมีผู้อุปการะส่งเสียให้ร่ำเรียนจนจบปริญญาตรี ทั้งสองทำงานบริษัท แต่งงานสร้างครอบครัวและมีลูกสาววัยน่ารักหนึ่งคน ซึ่งบัวสวรรค์ก็มาเยี่ยมทุกครั้งยามที่ได้เข้ามากรุงเทพฯ หญิงสาวรู้สึกเศร้าสลดใจมากกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่นึกเลยว่าคนดีอย่างสามีภรรยาคู่นี้จะมาประสบเคราะห์กรรมในวัยเพียงแค่นี้
มณีลักษณ์เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของบัวสวรรค์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย อายุก็แค่ 25 ปีเท่านั้นในเวลานี้ ส่วนสาโรจน์นั้นอายุ 31 ปี เขาเรียนจบก่อนก็ทำงานก่อน คบหากับมณีลักษณ์จนกระทั่งหล่อนเรียนจบก็ดึงเข้าไปทำงานที่บริษัทเดียวกัน วันที่เกิดอุบัติเหตุนั้นเป็นวันที่ทั้งสองเดินทางกลับจากธุระที่สระบุรี บัวสวรรค์ได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์คุ้มครองทั้งสองให้รอดพ้นขีดอันตรายและหายจากการเจ็บป่วยในไม่ช้า
เมื่อบัวสวรรค์ได้รับการติดต่อเมื่อวานนี้ก็รีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯทันที มาถึงเมื่อเช้านี้เอง พักโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเดินทาง สำนักงานกฎหมายดังกล่าวตั้งอยู่ในตึกสูงหลายชั้น เมื่อขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้นตามที่อยู่ บัวสวรรค์ก็พบป้ายชื่อเหนือประตูกระจกสีชา หญิงสาวจึงผลักเข้าไปทันที
