บทที่ 1 เจ้าสาวที่ไม่ถูกเลือก
ตอนที่ 1
เจ้าสาวที่ไม่ถูกเลือก
หมอกสีขาวบางเบาลอยคลอเคลียอยู่เหนือสันเขา ราวกับผืนผ้าแพรที่ฟ้าทอดลงมาคลุมยอดไม้ยามเช้า อากาศบนไร่ภูผาตะวันเย็นจัดจนปลายจมูกของแขกหลายคนขึ้นสีแดง แต่ไม่มีใครสนใจความหนาวนัก เพราะลานกว้างหน้าบ้านไม้หลังใหญ่ถูกตกแต่งไว้ด้วยดอกไม้สีขาวแซมใบสนอย่างประณีต งดงามเสียจนคล้ายภาพฝัน
ซุ้มแต่งงานตั้งอยู่ตรงริมผาที่มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน ด้านล่างเป็นไร่องุ่นทอดยาวลงไปตามไหล่เขา อีกฝั่งเป็นแปลงชาเขียวเข้มที่ไล่ระดับเป็นขั้นบันได ท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามสาย สถานที่แห่งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่งดงามหากแต่เจ้าสาวที่ยืนอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้กลับรู้ดีว่า งานแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้งดงามอย่างที่ทุกคนเห็น
พิมพ์พรรณ พิชญ์ธีร์ ยืนอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวเรียบหรู ผ้าลูกไม้บางเบาคลุมไหล่บอบบางของเธอไว้ แต่กลับไม่อาจปกปิดอาการสั่นน้อย ๆ ที่เกิดจากทั้งความหนาวและความหวาดหวั่นได้ ใบหน้าหวานแต่งแต้มอย่างประณีต ดวงตากลมใสมีประกายน้ำบาง ๆ ซ่อนอยู่ลึก ๆ แต่เธอกลั้นมันไว้ ไม่ยอมให้หยดน้ำตาตกลงมาทำลายเครื่องสำอางบนใบหน้า
วันนี้เธอเป็นเจ้าสาวแต่ไม่ใช่เจ้าสาวที่เจ้าบ่าวต้องการข้างกายเธอคือ ศิลา รัตนภพ ชายหนุ่มเจ้าของไร่ภูผาตะวัน ผู้เป็นที่กล่าวขานทั้งเรื่องความร่ำรวย ความเด็ดขาด และความเย็นชาราวกับหินผา เขาสูงสง่าในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าคมสันไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบมองหญิงสาวที่กำลังจะกลายเป็นภรรยาของตน
พิมพ์พรรณรู้สึกถึงความห่างเหินนั้นชัดเจนกว่าความหนาวของภูเขา
เสียงพิธีกรกล่าวถ้อยคำหวานซึ้งเกี่ยวกับการเริ่มต้นชีวิตคู่ เสียงแขกปรบมือดังขึ้นเป็นระยะ ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ความสมบูรณ์แบบนี้มีความผิดพลาดครั้งใหญ่ซ่อนอยู่
เจ้าสาวที่ควรยืนตรงนี้ไม่ใช่เธอแต่เป็น ชุติมา พิชญ์ธีร์ พี่สาวต่างแม่ของเธอ
ชุติมาคือคนที่ครอบครัวตกลงกับตระกูลรัตนภพไว้ตั้งแต่แรก เป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกว่า สวยกว่า กล้าพูดกล้าจา และถูกเลี้ยงดูมาให้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมชั้นสูง ส่วนพิมพ์พรรณเป็นเพียงน้องสาวที่อยู่ในมุมเงียบ ๆ ของบ้าน เป็นคนที่ใครต่อใครมักนึกถึงเมื่อมีเรื่องให้เสียสละเท่านั้น
สามวันก่อนงานแต่ง ชุติมาหายตัวไปพร้อมเงินก้อนใหญ่ บ้านพิชญ์ธีร์แทบพังทลาย พ่อของ พิมพ์พรรณซึ่งป่วยเรื้อรังอยู่แล้วอาการทรุดลง แม่เลี้ยงของเธอร้องไห้ ด่าทอ สาปแช่ง แล้วสุดท้ายก็หันมาหาเธอด้วยแววตาเดียวกับที่เคยมองเธอมาตลอดชีวิต แววตาที่บอกว่าเธอควรรับผิดแทนทุกคน
“พิม แกต้องช่วยบ้านเรา”คำพูดนั้นยังดังก้องอยู่ในหัว
“ถ้างานแต่งล่ม ตระกูลรัตนภพเอาเรื่องเราแน่ หนี้สินที่เขาช่วยพยุงไว้ก็จะถูกเรียกคืนทั้งหมด พ่อแกจะเอาเงินที่ไหนไปรักษาตัว แกจะปล่อยให้พ่อแกตายหรือ”
เธออยากปฏิเสธ อยากบอกว่าชีวิตของเธอก็เป็นของเธอเหมือนกันแต่เมื่อเห็นพ่อนอนหายใจเหนื่อยอยู่บนเตียง เห็นใบหน้าซีดเซียวของคนที่เป็นทั้งความรักและความผูกพันเพียงไม่กี่อย่างในชีวิต พิมพ์พรรณก็พูดคำนั้นไม่ออกสุดท้ายเธอจึงมายืนตรงนี้ใต้ซุ้มดอกไม้แสนสวยข้างผู้ชายที่เกลียดเธอตั้งแต่ยังไม่ทันได้รู้จัก
เสียงผู้ใหญ่ในพิธีถามขึ้นตามธรรมเนียม พิมพ์พรรณรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น เธอหันมองศิลาเพียงเสี้ยววินาที หวังอย่างโง่เขลาว่าอย่างน้อยเขาอาจมองเธอบ้าง แต่อีกฝ่ายยังคงนิ่ง ดวงตาของเขาเย็นจัดและแข็งกระด้าง ราวกับการแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงธุรกรรมอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ชีวิตของคนสองคน
“คุณศิลา รัตนภพ จะรับคุณพิมพ์พรรณ พิชญ์ธีร์ เป็นภรรยาหรือไม่”รอบข้างเงียบลง
ลมเย็นพัดผ่านปลายผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวจนไหวเบา ๆ
ศิลานิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“รับครับ”เสียงนั้นไม่มีความอบอุ่น ไม่มีความยินดี ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเต็มใจ
พิมพ์พรรณเจ็บแปลบในอก ทั้งที่บอกตัวเองแล้วว่าจะไม่หวังอะไร แต่การได้ยินที่เขาพูดว่ารับจากปากคนที่ดูเหมือนไม่อยากรับเธอไว้ในชีวิต ทำให้หัวใจเธอเจ็บอย่างประหลาด
เมื่อถึงคราวของเธอ พิมพ์พรรณต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อไม่ให้เสียงสั่น
“รับค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้นทันที แขกหลายคนยิ้ม บางคนซุบซิบกันเบา ๆ ถึงเจ้าสาวที่เปลี่ยนตัวกะทันหัน บางสายตามองเธออย่างสงสาร บางสายตามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น และบางสายตามองเธอราวกับเป็นของชำรุดที่ถูกนำมาใช้แทนของจริง
พิมพ์พรรณก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้พิธีดำเนินต่อไป แหวนแต่งงานเย็นเฉียบเมื่อศิลาสวมให้เธอ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสนิ้วเธอเพียงแผ่วเบาและรวดเร็ว คล้ายไม่ต้องการแตะต้องนานเกินความจำเป็น พิมพ์พรรณมองแหวนบนนิ้วนางของตัวเอง แหวนเพชรเม็ดงามส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางแสงแดด
สิ่งที่ควรเป็นสัญลักษณ์ของความรัก กลับหนักอึ้งเหมือนโซ่ตรวน
เมื่อเธอต้องสวมแหวนให้เขา มือของเธอสั่นจนเกือบทำแหวนหลุด ศิลาหรี่ตามองเธออย่างไม่พอใจเล็กน้อย พิมพ์พรรณรีบก้มหน้าและสวมแหวนให้เขาจนสำเร็จ
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง“จูบเจ้าสาวเลยครับ!”เสียงใครบางคนในกลุ่มแขกเอ่ยแซวขึ้นอย่างสนุกสนาน หลายคนหัวเราะตาม พิมพ์พรรณตัวแข็งทันที ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย เธอไม่กล้ามองศิลา ไม่กล้าคาดหวัง และไม่กล้าหายใจแรง
ศิลาหันมามองเธอในที่สุดนั่นเป็นครั้งแรกในพิธีที่เขามองเธอเต็มตา
ดวงตาคมลึกคู่นั้นไม่มีความหวาน ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความเย็นชาและการกล่าวโทษ เงียบ ๆ ราวกับเธอเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด พิมพ์พรรณรู้สึกเหมือนตัวเองเล็กลงเรื่อย ๆ ใต้สายตานั้น
ศิลาก้มลงมา เขาไม่ได้จูบริมฝีปากเธอ เพียงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเธออย่างเร็วและห่างเหิน
แต่แค่นั้นก็พอให้เสียงปรบมือและเสียงโห่แซวดังขึ้นรอบตัว
พิมพ์พรรณหลับตาลงชั่วครู่ สัมผัสอุ่นวูบหนึ่งบนหน้าผากหายไปเร็วเกินกว่าจะเรียกว่าอ่อนโยน เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไรกับจูบแรกในฐานะภรรยา จูบที่เหมือนไม่ได้มอบให้เธอ แต่ทำไปเพื่อให้พิธีจบลงโดยไม่เสียหน้า
