บทที่ 10 คืนฝนตกกับหัวใจที่อ่อนแอ
ตอนที่ 8
คืนฝนตกกับหัวใจที่อ่อนแอ
เมฆสีเทาหม่นเริ่มรวมตัวกันเหนือยอดเขาตั้งแต่ช่วงบ่าย ลมเย็นพัดแรงกว่าทุกวัน จนใบชาบนเนินเขาไหวเป็นคลื่นยาวต่อเนื่องกัน เสียงไม้ไผ่ท้ายไร่เสียดสีกันดังแกรกกราก บอกลางถึงพายุที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ คนงานหลายคนเร่งเก็บอุปกรณ์กลางแจ้งกลับเข้าโรงเก็บของ ขณะที่ป้าจันทร์สั่งให้เด็กในบ้านปิดหน้าต่างทุกบานก่อนฝนจะเทลงมา
พิมพ์พรรณยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นล่าง มองท้องฟ้าที่มืดครึ้มลงเรื่อย ๆ ด้วยความกังวล
เธอไม่เคยอยู่บนภูเขาตอนพายุเข้าแบบนี้มาก่อน
ที่กรุงเทพฯ เวลาฝนตกก็มีเพียงเสียงน้ำกระทบหลังคา เสียงรถบนถนน และแสงไฟจากตึกสูง แต่ที่ไร่ภูผาตะวัน เมื่อเมฆดำปกคลุมยอดเขา ทุกอย่างดูเหมือนถูกธรรมชาติกลืนกิน ลมพัดเย็นจัดจนแทรกเข้าไปถึงกระดูก เสียงฟ้าร้องสะท้อนตามแนวเขากว้างและลึกกว่าที่เคยได้ยิน
“คุณพิมเข้าข้างในเถอะค่ะ เดี๋ยวฝนสาด”
ป้าจันทร์เดินเข้ามาเตือนพร้อมถือผ้าขนหนูหลายผืน
พิมพ์พรรณหันไปยิ้มบาง ๆ “ค่ะป้า พิมแค่มองดูเฉย ๆ”
“บนเขาเวลาฝนตกน่ากลัวกว่าข้างล่างเยอะค่ะ โดยเฉพาะคืนนี้ ลมแรงแบบนี้ไฟอาจดับได้”
“ไฟดับบ่อยหรือคะ”
“ถ้าพายุหนักก็ดับค่ะ แต่บ้านเรามีเครื่องปั่นไฟอยู่ ไม่ต้องกลัวนะคะ”พิมพ์พรรณรู้สึกอุ่นขึ้นเล็กน้อย
ในบ้านหลังนี้มีคนไม่กี่คนที่พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงแบบนั้น
น้ำเสียงที่บอกว่าเธอก็เป็นคนคนหนึ่งที่อาจกลัวและควรได้รับการปลอบ
“คุณศิลายังอยู่ที่สำนักงานไร่หรือคะ” เธอถามออกไปโดยไม่ทันคิด
ป้าจันทร์ชะงักนิดหนึ่ง ก่อนตอบ “ออกไปตรวจโรงบ่มไวน์ตั้งแต่บ่ายค่ะ เห็นว่าหลังคาด้านหนึ่งมีปัญหา กลัวน้ำรั่วเข้าไป”พิมพ์พรรณพยักหน้าเบา ๆ
ศิลาเป็นคนแบบนั้นไม่ว่าจะเย็นชากับเธอเพียงใด เขากลับดูจริงจังกับไร่เสมอ เขารู้ทุกจุดของภูผาตะวันเหมือนรู้เส้นเลือดในร่างกายตนเอง หากมีอะไรผิดปกติเพียงนิด เขาก็จะรีบไปจัดการด้วยตัวเอง
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่คนงานทั้งรักทั้งเกรงเขา
เจ้าของไร่ที่เข้มงวดแต่ไม่เคยทอดทิ้งผืนดินของตัวเอง
“คุณพิมเป็นห่วงคุณศิลาเหรอคะ”คำถามของป้าจันทร์ทำให้พิมพ์พรรณรีบหลบตา
“เปล่าค่ะ พิมแค่ถามเฉย ๆ”
ป้าจันทร์ยิ้มจาง ๆ แต่ไม่แซว เธออยู่มานานพอจะรู้ว่าเรื่องของนายใหญ่กับภรรยาคนใหม่ซับซ้อนเกินกว่าจะพูดเล่นได้
“คุณศิลาดูแลตัวเองเก่งค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก”
พิมพ์พรรณไม่ตอบ เธอไม่ได้ห่วง เธอบอกตัวเองเช่นนั้นผู้ชายคนนั้นไม่ต้องการความห่วงใยจากเธอ เขามีทั้งคนงาน มีธันวา มีลลิตา และมีชีวิตของเขาที่เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้าไป เธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่สวมแหวนแต่งงานวงเดียวกับเขาเท่านั้นเสียงฟ้าร้องดังครืนขึ้นเหนือหลังคา
พิมพ์พรรณสะดุ้งเล็กน้อย ป้าจันทร์รีบพูด “เข้าข้างในเถอะค่ะคุณพิม”
หญิงสาวพยักหน้าแล้วเดินตามเข้าไปในบ้าน
ไม่นาน ฝนเม็ดแรกก็ตกลงมา จากเบาเป็นหนัก
จากเสียงซ่าเป็นเสียงกระหน่ำราวกับท้องฟ้าถูกฉีกขาด
ค่ำวันนั้น บ้านใหญ่ของไร่ภูผาตะวันถูกล้อมด้วยเสียงฝน หน้าต่างทุกบานปิดสนิท แต่ลมยังพัดลอดเข้ามาตามรอยไม้จนม่านสีอ่อนขยับไหวเป็นระยะ ไฟในบ้านกะพริบสองสามครั้ง ก่อนดับวูบลงพร้อมเสียงอุทานของเด็กครัวที่อยู่ด้านล่างความมืดกลืนทุกอย่างในพริบตา
พิมพ์พรรณซึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขกตัวแข็ง มือที่ถือหนังสืออยู่ชะงักกลางอากาศ หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เธอไม่ได้กลัวความมืดนักแต่ความมืดกลางพายุบนภูเขาให้ความรู้สึกต่างออกไปมันกว้าง มันลึก
และเหมือนทำให้คนที่อยู่ลำพังรู้ตัวชัดขึ้นว่าไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ
“คุณพิมคะ ไม่ต้องตกใจนะคะ!”
เสียงป้าจันทร์ดังมาจากทางเดิน พร้อมแสงตะเกียงเจ้าพายุที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามา
พิมพ์พรรณลุกขึ้น “พิมไม่เป็นไรค่ะป้า”
“เครื่องปั่นไฟคงกำลังติด เดี๋ยวไฟก็มา แต่ช่วงนี้ใช้ตะเกียงก่อนนะคะ”
ป้าจันทร์วางตะเกียงไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มอบอุ่นส่องให้เห็นใบหน้าซีดเล็กน้อยของพิมพ์พรรณ
“ป้าต้องไปดูครัวกับห้องเก็บของด้านหลัง คุณพิมอยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ”
“ให้พิมไปช่วยไหมคะ”
“ไม่ต้องค่ะ ฝนแรงมาก พื้นลื่น เดี๋ยวป้ากับ เด็ก ๆ จัดการเอง”พูดจบป้าจันทร์ก็รีบเดินออกไป ทิ้งพิมพ์พรรณไว้กับแสงตะเกียงและเสียงฝนที่ดังรอบบ้าน
หญิงสาวนั่งลงอีกครั้ง พยายามอ่านหนังสือต่อ แต่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษกลับไม่เข้าใจแม้แต่บรรทัดเดียว เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงเงาดำของต้นไม้ที่ไหวโยกแรงตามลมผ่านไปไม่กี่นาที เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากด้านหลังบ้าน
แกรก…
พิมพ์พรรณเงยหน้าขึ้นทันทีเธอฟังนิ่ง ๆ เสียงฝนยังคงดังกลบทุกอย่าง แต่ไม่นานเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้คล้ายเสียงอะไรบางอย่างข่วนไม้แล้วตามด้วยเสียงร้องแหลมเล็ก
พิมพ์พรรณตัวแข็งเธอลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปทางหน้าต่างด้านหลังบ้าน พยายามมองผ่านความมืด แต่เห็นเพียงเงาราง ๆ ของซุ้มไม้เลื้อยที่อยู่ใกล้โรงเก็บของ เสียงร้องเล็ก ๆ ดังขึ้นอีกไม่ใช่เสียงคน คล้ายเสียงสัตว์ หญิงสาวลังเล
ป้าจันทร์บอกให้เธออยู่ในบ้าน ศิลาก็ไม่อยู่คนงานส่วนใหญ่อยู่ไกลออกไปที่โรงเก็บของและคอกม้า เธอควรเรียกใครสักคน ไม่ใช่ออกไปเองแต่เสียงร้องนั้นดังขึ้นอีกครั้ง อ่อนแรงน่าสงสารพิมพ์พรรณกำมือแน่น ก่อนหยิบเสื้อคลุมตัวหนาที่แขวนอยู่ใกล้ประตูมาสวม เธอคว้าตะเกียงเล็กอีกดวงหนึ่งแล้วเปิดประตูหลังบ้านออกลมฝนปะทะเข้ามาทันทีจนเธอแทบถอยกลับ
“แค่ดูว่าอะไรติดอยู่ ถ้าอันตรายค่อยไปเรียกคน”เธอบอกตัวเองเสียงเบาแล้วก้าวออกไปในฝน
พื้นไม้ระเบียงลื่นจนต้องจับราวไว้แน่น เมื่อเดินลงบันไดหลังบ้าน น้ำฝนก็สาดใส่หน้าและตัวจนเปียกในเวลาไม่กี่วินาที แสงตะเกียงในมือสั่นไหวตามแรงลม พิมพ์พรรณต้องใช้มืออีกข้างบังเปลวไฟไม่ให้ดับเสียงร้องดังมาจากซุ้มไม้เลื้อยจริง ๆ
ซุ้มไม้ที่ป้าจันทร์เคยบอกว่าคนงานใช้เป็นที่พักร่มตอนกลางวัน ตอนนี้ส่วนหนึ่งของมันล้มลงเพราะแรงลม กิ่งไม้และโครงไม้ไผ่ทับกันยุ่งเหยิง
“อยู่ตรงไหน…”พิมพ์พรรณก้มลงมอง ใช้ตะเกียงส่องเข้าไปในช่องแคบ ๆ ใต้ซุ้ม แล้วเธอก็เห็นมัน ลูกสุนัขตัวเล็กขนสีน้ำตาลอ่อนติดอยู่ใต้โครงไม้ ขาหน้าข้างหนึ่งถูกกิ่งไม้ทับไว้ มันร้องหงิง ๆ ตาใสเต็มไปด้วยความกลัว
“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวฉันช่วย”พิมพ์พรรณวางตะเกียงไว้บนพื้นใต้ชายคาสั้น ๆ แล้วคุกเข่าลงท่ามกลางโคลน เธอพยายามยกกิ่งไม้ขึ้น แต่ไม้เปียกน้ำทั้งหนักและลื่น มือบางไม่มีแรงมากพอจะขยับมันออกในครั้งเดียว
ลูกสุนัขร้องอีกครั้ง เสียงนั้นทำให้หัวใจเธอบีบแน่น “อดทนหน่อยนะ”
เธอใช้ทั้งสองมือดันโครงไม้ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กิ่งไม้แหลมเกี่ยวเข้าที่ฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บแปลบ เลือดอุ่นซึมออกมาผสมกับน้ำฝน แต่เธอไม่มีเวลาสนใจ เธอกัดฟัน ดันแรงขึ้นอีก ในที่สุดโครงไม้ก็เผยอขึ้นพอให้ลูกสุนัขขยับตัวได้ พิมพ์พรรณรีบเอื้อมมือเข้าไปคว้าตัวมันออกมาแนบอก
“ได้แล้ว…”เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ลูกสุนัขตัวสั่นเทา ขนเปียกลู่ติดตัว มันซุกหน้าเข้ากับอกเธอราวกับรู้ว่าปลอดภัยแล้ว พิมพ์พรรณกอดมันไว้แน่น พยายามลุกขึ้น แต่พื้นโคลนลื่นจนเธอเสียหลัก เข่ากระแทกพื้นอย่างแรง
“โอ๊ย…”
เธอกัดริมฝีปากแน่น ไม่ให้เสียงร้องดังเกินไป มือข้างที่มีแผลปวดแสบจนชา แต่เธอยังกอดลูกสุนัขไว้ไม่ให้หลุดในจังหวะนั้นเอง แสงไฟหน้ารถก็สาดเข้ามาจากทางลานหน้าบ้านเสียงเครื่องยนต์ดังฝ่าสายฝนเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดลงกะทันหัน
พิมพ์พรรณพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ก้าว เสียงตะโกนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“พิมพ์พรรณ!”เธอหันไปตามเสียง
ศิลาวิ่งฝ่าฝนมาจากทางหน้าบ้าน เสื้อเชิ้ตของเขาเปียกแนบลำตัว ใบหน้าคมเคร่งจัด ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจและโกรธในเวลาเดียวกันเขามาถึงตัวเธอในไม่กี่วินาที
“เธอมาทำอะไรตรงนี้!”น้ำเสียงนั้นดังแข่งกับเสียงฝน
พิมพ์พรรณสะดุ้งเล็กน้อย กอดลูกสุนัขแน่นขึ้น
“มีลูกสุนัขติดอยู่ค่ะ พิมได้ยินเสียงมันร้อง…”
“แล้วเธอก็ออกมาตากฝนคนเดียวกลางพายุ?”เขาคว้าข้อมือเธอไว้
พิมพ์พรรณสะดุ้งเพราะมือข้างนั้นมีแผล
ศิลารู้สึกถึงอาการสะดุ้งของเธอทันที เขาก้มมองมือของเธอ แล้วเห็นเลือดที่ผสมกับน้ำฝนไหลลงมาตามฝ่ามือ ดวงตาคมเข้มขึ้น“มือเธอ”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่โดนกิ่งไม้เกี่ยว”
“ไม่เป็นไร” เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงกดต่ำ “ตัวเปียกทั้งตัว มือเลือดออก เข่าก็เปื้อนโคลน แล้วเธอยังบอกว่าไม่เป็นไร”
พิมพ์พรรณไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอรู้ว่าเขาโกรธแต่ไม่แน่ใจว่าโกรธเพราะเธอสร้างเรื่อง หรือเพราะเขาเป็นห่วงจริง ๆ
“ลูกสุนัขมันติดอยู่ค่ะ ถ้าไม่ช่วยมันอาจตาย”
ศิลามองลูกสุนัขในอ้อมแขนเธอ
มันตัวเล็กมากจริง ๆเล็กจนซ่อนอยู่ในอกเธอแทบมิดความโกรธในแววตาเขาไหววูบหนึ่ง แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับมาแข็งกระด้าง
“กลับเข้าบ้าน”เขาพูดสั้น ๆ
“พิมเดินเองได้ค่ะ”เธอพูดทันที เมื่อเห็นเขาทำท่าจะประคอง
ศิลาหรี่ตา “อย่าดื้อ”
พิมพ์พรรณเม้มริมฝีปาก“พิมไม่ได้ดื้อ”
“ถ้าไม่ดื้อ เธอคงไม่ออกมายืนกลางฝนแบบนี้”
พูดจบเขาก็ดึงลูกสุนัขออกจากอ้อมแขนเธออย่างระมัดระวัง ส่งให้คนงานที่เพิ่งวิ่งตามมา ก่อนจะจับแขนเธอพาเดินกลับบ้าน
