บทที่ 2 อย่างน้อยก็เป็นนายหญิง
ตอนที่ 2
อย่างน้อยก็เป็นนายหญิง
หลังพิธี แขกทยอยเข้ามาแสดงความยินดี พิมพ์พรรณยิ้มจนริมฝีปากแทบชา เธอจับมือคนมากมาย รับคำอวยพรนับไม่ถ้วน แต่ในใจกลับว่างเปล่าอย่างน่ากลัว
“ยินดีด้วยนะคะ เจ้าสาวสวยมากเลย”
“ได้ข่าวว่าเปลี่ยนตัวเจ้าสาวกะทันหันหรือคะ”
“น้องสาวแทนพี่สาวนี่เอง โชคชะตาแปลกดีนะคะ”
“อย่างน้อยก็ได้เป็นคุณนายไร่ภูผาตะวัน คุ้มแล้วละมั้ง”คำพูดบางคำถูกเอ่ยเบา ๆ แต่พิมพ์พรรณได้ยินชัดทุกพยางค์ เธอได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบโต้ ไม่อธิบาย เพราะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ ต่อให้เธอพูดความจริงว่าเธอไม่ได้อยากได้อะไรเลย ก็ไม่มีใครเชื่อผู้คนมักเชื่อสิ่งที่ตนอยากเชื่อมากกว่า
ศิลายืนอยู่ข้างเธอเพียงเพราะหน้าที่ เขาพูดกับแขกอย่างสุภาพ แต่ไม่เคยเอ่ยถึงเธอมากกว่า “ครับ” หรือ “ขอบคุณครับ” มือของเขาไม่เคยแตะหลังเธอ ไม่เคยประคอง ไม่เคยมองว่าเธอยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความอ่อนล้าแค่ไหน
พิมพ์พรรณบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เธอผ่านวันนี้ไปให้ได้ก็พอ
ช่วงบ่าย งานเลี้ยงค่อย ๆ จบลง แขกทยอยกลับ บ้านใหญ่ที่ครึกครื้นด้วยเสียงผู้คนเริ่มเงียบลง เหลือเพียงคนงานที่ช่วยกันเก็บโต๊ะ เก็บดอกไม้ และจัดการความเรียบร้อย พิมพ์พรรณยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของระเบียง มองซุ้มแต่งงานที่เริ่มถูกรื้อออกทีละส่วน
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วราวกับความฝันเพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอกลายเป็นภรรยาของผู้ชายคนหนึ่ง
ภรรยาที่เขาไม่ต้องการ
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังเข้ามาใกล้ พิมพ์พรรณหันไปมอง เห็นศิลายืนอยู่ไม่ไกล เขาถอดสูทตัวนอกออกแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ใบหน้าคมยังคงเคร่งขรึมและห่างเหินเหมือนเดิม
“เก็บของเสร็จหรือยัง”
น้ำเสียงของเขาไม่ใช่คำถามที่แสดงความห่วงใย แต่เป็นการเร่งให้จบธุระ
พิมพ์พรรณกำมือเข้าหากันเบา ๆ “ของของพิมมีไม่มากค่ะ ป้าจันทร์ให้คนเอาขึ้นไปไว้บนบ้านแล้ว”
ศิลาเลิกคิ้วน้อย ๆ กับสรรพนามที่เธอใช้แทนตัว แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาหันหลังเดินนำไปทางบ้านใหญ่
“ตามมา”คำพูดที่เฉยชา
พิมพ์พรรณก้มหน้าลงแล้วเดินตามเขาไป เงียบ ๆ
บ้านใหญ่ของไร่ภูผาตะวันเป็นบ้านไม้สองชั้นผสมหินธรรมชาติ ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินสูงที่สุดของไร่ ระเบียงกว้างล้อมรอบ มองเห็นวิวภูเขาได้แทบทุกทิศ ทางเดินด้านในปูด้วยไม้สีเข้ม เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเรียบหรูและมีรสนิยม แต่บรรยากาศกลับเงียบขรึมจนพิมพ์พรรณรู้สึกเหมือนตัวเองเดินเข้ามาในสถานที่ที่ไม่ต้อนรับ
ป้าจันทร์ แม่บ้านใหญ่ของไร่ ยืนรออยู่ตรงโถงบันได หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าใจดี แต่แววตามีความระแวดระวังตามประสาคนที่ผ่านเรื่องราวในบ้านมามาก
“คุณพิมคะ ห้องอยู่ชั้นบน ป้าจัดของให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
พิมพ์พรรณยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “ขอบคุณมากนะคะป้าจันทร์”
ป้าจันทร์ชะงักเล็กน้อย คงไม่คิดว่าเจ้าสาวใหม่ของนายใหญ่จะยกมือไหว้แม่บ้านอย่างจริงใจเช่นนี้ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณพิมเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ขึ้นไปพักเถอะค่ะ”
ศิลาไม่พูดอะไร เขาเดินขึ้นบันไดนำไป พิมพ์พรรณตามขึ้นไปอย่างระมัดระวัง ชุดเจ้าสาวยาวกรุยกรายทำให้เดินลำบาก แต่เธอไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากเขา
ห้องนอนใหญ่ตั้งอยู่สุดทางเดิน ประตูไม้บานหนาถูกเปิดออก เผยให้เห็นห้องกว้างตกแต่งด้วยสีขาว เทา และน้ำตาลเข้ม เตียงใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด มีดอกกุหลาบโปรยไว้บาง ๆ ตามธรรมเนียมห้องหอ
หัวใจพิมพ์พรรณเต้นแรงขึ้นโดยไม่อาจควบคุม
ไม่ใช่เพราะความคาดหวัง แต่เพราะความกลัว
ศิลาเดินเข้าไปในห้อง มองเตียงที่ถูกจัดไว้อย่างประณีตเพียงแวบเดียว ริมฝีปากได้รูปกระตุกคล้ายเยาะหยัน
“ใครจัดอะไรไร้สาระแบบนี้”
พิมพ์พรรณยืนเงียบอยู่ข้างประตู ไม่รู้ควรพูดอะไร
ศิลาหันมามองเธอ สายตาของเขาทำให้ห้องทั้งห้องเย็นลงทันที
“เข้ามาสิ หรือจะยืนรอให้ใครมาอุ้มเข้า”
พิมพ์พรรณเม้มริมฝีปาก เธอก้าวเข้าไปในห้องอย่างช้า ๆ พยายามไม่สะดุดชายกระโปรง เขาปิดประตูตามหลัง เสียงประตูปิดดังแผ่วเบา แต่กลับเหมือนเสียงตัดขาดเธอจากโลกภายนอก ทั้งห้องเงียบลงเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
ศิลายืนห่างจากเธอหลายก้าว เขามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ใช่สายตาชื่นชมเจ้าสาว แต่เป็นสายตาประเมินสิ่งของชิ้นหนึ่ง
“ฉันไม่รู้ว่าครอบครัวเธอคิดอะไรอยู่ ถึงส่งเธอมาแทนชุติมา”
พิมพ์พรรณเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หัวใจหล่นวูบ
ในที่สุดช่วงเวลาที่เธอกลัวก็มาถึง
“แต่เธอควรรู้ไว้ตั้งแต่คืนแรก” ศิลาพูดต่อ น้ำเสียงเรียบ แต่บาดลึกกว่าการตะคอก “ฉันไม่ได้แต่งงานกับเธอเพราะต้องการเธอ”
พิมพ์พรรณกำชายกระโปรงแน่น “พิมทราบค่ะ”
“รู้แล้วก็ดี” เขาเดินไปหยุดริมหน้าต่าง มองออกไปยังความมืดของภูเขา “สำหรับฉัน การแต่งงานครั้งนี้เป็นแค่การรักษาหน้าทางธุรกิจ และเป็นการรับผิดชอบข้อตกลงที่ครอบครัวเธอทำไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมีสิทธิ์อะไรในชีวิตฉัน”
ทุกคำเหมือนมีดเล่มเล็ก ๆ กรีดลงบนหัวใจ
พิมพ์พรรณพยายามกลืนน้ำลาย แต่ลำคอแห้งผาก “พิมไม่ได้ต้องการสิทธิ์อะไรค่ะ”
ศิลาหันกลับมาทันที ดวงตาคมหรี่ลง
“ไม่ต้องการ?” เขาทวนคำ คล้ายไม่เชื่อ “ผู้หญิงบ้านเธอคนหนึ่งหนีงานแต่งพร้อมเงิน อีกคนยอมแต่งแทน แล้วเธอจะให้ฉันเชื่อว่าเธอไม่ต้องการอะไรเลยงั้นหรือ”
พิมพ์พรรณหน้าซีด “พิมไม่ได้เอาเงินของใครไปค่ะ”
“แต่เธอได้ประโยชน์จากมัน”
เธอนิ่งงัน เพราะส่วนหนึ่งของคำพูดเขาไม่ผิด
การแต่งงานครั้งนี้ช่วยพยุงครอบครัวเธอไว้ ช่วยให้พ่อยังมีค่ารักษา ช่วยให้บ้านพิชญ์ธีร์ไม่ถูกฟ้องจนหมดตัว ต่อให้เธอไม่ได้อยากได้อะไรเพื่อตัวเอง ผลลัพธ์ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ดี
“พิมขอโทษค่ะ” เธอพูดได้เพียงเท่านั้น
ศิลามองเธออย่างเย็นชา “คำขอโทษของเธอไม่ได้ทำให้คนที่ควรยืนตรงนั้นกลับมายืนได้”
ประโยคนั้นทำให้พิมพ์พรรณเจ็บจนหายใจสะดุด เพราะที่เขาพูดคือเรื่องจริงเธอไม่ใช่คนที่ควรยืนตรงนั้นไม่ใช่คนที่เขาเลือกไม่ใช่คนที่ใครต้องการ
“ถ้าคุณศิลาอยากให้พิมทำอะไร พิมจะพยายามทำตามค่ะ” เธอพูดเสียงเบา แต่พยายามให้มั่นคงที่สุด “พิมจะไม่ก้าวก่ายชีวิตคุณ จะไม่สร้างปัญหา และถ้าวันหนึ่งคุณต้องการหย่า พิมก็จะไม่เรียกร้องอะไร”
ศิลานิ่งไปเล็กน้อย อาจเพราะไม่คิดว่าเธอจะพูดเช่นนั้นแต่ความอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาทีก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“ดี จำคำตัวเองไว้”เขาเดินผ่านเธอไปทางประตู
พิมพ์พรรณหันตามโดยอัตโนมัติ “คุณจะไปไหนคะ”คำถามหลุดออกไปก่อนที่เธอจะห้ามตัวเองได้
ศิลาหยุดมือที่กำลังแตะลูกบิดประตู แล้วหันมามองเธอช้า ๆ สายตาของเขาทำให้เธอรู้ทันทีว่าไม่ควรถาม
“เรือนรับรอง”
“แล้ว…” เธอเหลือบมองเตียงอย่างลำบากใจ “ห้องนี้…”
“เธอนอนที่นี่ไป” เขาตอบทันที “ฉันไม่จำเป็นต้องนอนร่วมเตียงกับผู้หญิงที่ฉันไม่ได้เลือก”
พิมพ์พรรณรู้สึกราวกับถูกตบกลางหน้า ทั้งที่เขาไม่ได้แตะต้องเธอเลย
เธอก้มหน้าลง “ค่ะ”
ศิลามองเธออีกครั้ง แววตาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่พูด เขาเปิดประตูออกและเดินจากไป ทิ้งให้เธอยืนอยู่กลางห้องหอเพียงลำพัง เสียงฝีเท้าของเขาห่างออกไปเรื่อย ๆจนเงียบสนิท
พิมพ์พรรณยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นนานมาก ราวกับร่างกายลืมวิธีเคลื่อนไหว เธอมองประตูที่ปิดลง มองเตียงใหญ่ที่โปรยด้วยกลีบกุหลาบ มองแหวนบนนิ้วนางของตัวเอง แล้วความเข้มแข็งที่พยายามประคองมาตลอดวันก็เริ่มแตกร้าว
น้ำตาหยดแรกไหลลงมาเงียบ ๆ เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตา แต่ยิ่งปาดก็ยิ่งไหล เธอพยายามหายใจเข้าลึก ๆ ทว่าความเจ็บในอกกลับขยายใหญ่ขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
พิมพ์พรรณเดินไปนั่งลงปลายเตียงอย่างหมดแรง ชุดเจ้าสาวที่สวยงามแผ่รอบตัวเหมือนกลีบดอกไม้ร่วงโรย เธอก้มมองมือตัวเอง มือที่สวมแหวนแต่งงาน มือที่เพิ่งสั่นระหว่างพิธี มือที่ไม่มีใครจับไว้อย่างแท้จริง
เธอเคยคิดว่าแต่งงานโดยไม่มีความรักก็คงเจ็บระดับหนึ่ง แต่ไม่เคยคิดว่าการเป็นภรรยาที่ไร้ค่าในสายตาสามี จะเจ็บลึกได้ถึงเพียงนี้
นอกหน้าต่าง หมอกยามค่ำเริ่มโรยตัวลงคลุมไร่ภูผาตะวันอีกครั้ง ไฟตามทางเดินในไร่ส่องแสงสีส้มจาง ๆ ท่ามกลางความมืด ภูเขาไกล ๆ เงียบสงัดและเย็นชาไม่ต่างจากเจ้าของไร่
พิมพ์พรรณลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปที่หน้าต่าง เธอเปิดม่านออกเล็กน้อย มองออกไปยังเรือนรับรองที่อยู่ห่างออกไป แสงไฟในนั้นสว่างขึ้น ไม่นานเงาร่างสูงของศิลาก็ปรากฏผ่านหน้าต่างชั่วครู่ ก่อนม่านฝั่งนั้นจะถูกปิดลง เขาเลือกอยู่ห่างจากเธอ แม้ในคืนแต่งงาน
หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตาให้กับความจริงอันขมขื่นนั้น ดีแล้วบางทีการไม่ถูกแตะต้องอาจดีกว่าการถูกแตะต้องด้วยความรังเกียจ
เธอปลดผ้าคลุมหน้าออกอย่างช้า ๆ วางมันลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง กลีบดอกไม้เล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนผืนผ้าร่วงลงพื้น พิมพ์พรรณมองเงาของตัวเองในกระจก ผู้หญิงในนั้นสวมชุดเจ้าสาวงดงาม แต่ดวงตากลับเศร้าจนน่าสงสาร
“อย่าร้องไห้เลยพิม”เธอกระซิบบอกตัวเอง
“แค่หนึ่งปีเท่านั้น” เธอจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จะไม่สร้างปัญหา จะไม่เรียกร้อง จะไม่หวังสิ่งที่ไม่มีวันได้ และเมื่อครบเวลา เธอจะขอจากไปอย่างเงียบ ๆ
บางทีเมื่อถึงวันนั้น ศิลาอาจได้อิสระจากภรรยาที่เขาไม่ต้องการส่วนเธอ…อาจได้ชีวิตของตัวเองคืนมา
แต่ในค่ำคืนแรกของการแต่งงาน พิมพ์พรรณยังไม่รู้เลยว่า หนึ่งปีที่เธอคิดว่าจะอดทนให้ผ่านไป จะกลายเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
เธอไม่รู้ว่าไร่ภูผาตะวันซึ่งหนาวเหน็บในคืนนี้ จะเป็นทั้งที่ที่ทำให้เธอเจ็บที่สุด และเป็นที่ที่เธอได้รู้จักความรักลึกที่สุด
เธอไม่รู้ว่าเจ้าของไร่ผู้เย็นชาคนนั้น จะกลายเป็นชายที่ทำให้หัวใจเธอแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และเธอไม่รู้เลยว่า ในคืนที่เขาปฏิเสธเธออย่างไร้เยื่อใยนี้ โชคชะตาได้เริ่มผูกเธอกับเขาไว้ด้วยด้ายเส้นหนึ่งแล้วด้ายที่บางจนมองไม่เห็นแต่เหนียวแน่นพอจะดึงคนสองคนให้กลับมาเจอกัน แม้ต้องผ่านความเจ็บปวดอีกมากมายก็ตาม
พิมพ์พรรณปิดไฟในห้อง เหลือเพียงแสงจันทร์ซีดจางที่ส่องลอดม่านเข้ามา เธอนอนลงบนเตียงกว้างเพียงลำพัง กลิ่นกุหลาบอ่อน ๆ ลอยอยู่รอบตัว แต่แทนที่จะหวาน กลับขมติดลมหายใจ
เธอหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลซึมลงบนหมอนเงียบ ๆ
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของไร่ ศิลายืนอยู่ริมหน้าต่างเรือนรับรอง มือข้างหนึ่งถือแก้วเหล้า แต่เขายังไม่ได้ดื่ม สายตาคมมองไปยังบ้านใหญ่ซึ่งมีหน้าต่างห้องหอสว่างอยู่เพียงครู่ ก่อนแสงไฟในห้องนั้นจะดับลง เขาควรรู้สึกโล่งใจควรรู้สึกพอใจที่จัดการทุกอย่างให้ห่างเหินตามที่ต้องการแต่ไม่รู้ทำไม ภาพเจ้าสาวตัวเล็กที่ยืนก้มหน้ารับคำกล่าวหาโดยไม่ตอบโต้ กลับวนเวียนอยู่ในหัวเขาไม่หยุดดวงตาของเธอในพิธีแต่งงาน…มันไม่ได้มีความเจ้าเล่ห์ ไม่ได้มีความยินดีที่ได้สมรสกับเจ้าของไร่มั่งคั่งอย่างเขามันมีแต่ ความเหนื่อยล้า หวาดกลัว และเจ็บปวด
ศิลากำแก้วในมือแน่นขึ้น ก่อนจะยกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
“อย่าใจอ่อน ศิลา”เขาบอกตัวเองเสียงต่ำ
“ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นคนของบ้านพิชญ์ธีร์เหมือนกัน”
