บทที่ 3 บ้านไร่ที่หนาวกว่าฤดูหนาว
ตอนที่ 3
“ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นคนของบ้านพิชญ์ธีร์เหมือนกัน”
บ้านที่หลอกเขา บ้านที่ส่งผู้หญิงอีกคนมาแทนคนที่ควรแต่งบ้านที่ทำให้เขาต้องกลายเป็นตัวตลกในงานแต่งของตัวเอง
เขาจะไม่ยอมให้แววตาน่าสงสารของพิมพ์พรรณมาทำให้เขาลืมความจริงข้อนี้เด็ดขาด
หากแต่ยิ่งพยายามย้ำกับตัวเอง ภาพน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวกลับยิ่งชัดเจนขึ้น ศิลาสบถเบา ๆ แล้วปิดม่านลงอย่างหงุดหงิด
คืนนี้เป็นคืนแต่งงานของเขาแต่เขากลับรู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นสงครามที่ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร
ส่วนบนบ้านใหญ่ พิมพ์พรรณหลับไปพร้อมคราบน้ำตา ท่ามกลางความเงียบของห้องหอที่ไม่มีเจ้าบ่าวและหมอกหนาวของภูผาตะวันก็โอบคลุมทั้งสองคนไว้ในคืนเดียวกัน คนหนึ่งหนีจากความรู้สึกของตัวเองอีกคนกอดความเจ็บปวดไว้เพียงลำพัง
บ้านไร่ที่หนาวกว่าฤดูหนาว
แสงเช้าแทรกผ่านม่านบางสีครีมเข้ามาในห้องนอนอย่างเงียบงัน
พิมพ์พรรณลืมตาขึ้นช้า ๆ เปลือกตาหนักอึ้งราวกับผ่านคืนที่ยาวนานกว่าปกติหลายเท่า ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาไม่ใช่ความสดชื่นของเช้าวันใหม่ แต่เป็นความว่างเปล่าเย็นเยียบ
เธอขยับตัวเล็กน้อย ผ้าปูเตียงฝั่งข้าง ๆ ยังคงเรียบสนิท ไม่มีร่องรอยของการถูกใช้งาน
ความจริงตอกย้ำอีกครั้ง
คืนแต่งงาน…เธอนอนคนเดียว
พิมพ์พรรณหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อย ๆ ผ่อนออก เธอไม่อยากเริ่มวันแรกในบ้านหลังนี้ด้วยน้ำตา แม้หัวใจจะยังเจ็บหนึบอยู่ก็ตาม
หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยืนหน้ากระจก ภาพสะท้อนของตัวเองในชุดเจ้าสาวที่ยับย่นเล็กน้อยทำให้เธอรู้สึกแปลกแยก เธอถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้น วางมันลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง เหมือนกำลังถอดบทบาทบางอย่างออกจากตัวเอง
“วันนี้ต้องเริ่มใหม่แล้วนะพิม”เธอกระซิบบอกเงาในกระจกเบา ๆ
เธอเลือกชุดเดรสเรียบง่ายสีอ่อน เปลี่ยนจากเจ้าสาวในงานเลี้ยงเมื่อวาน มาเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตในบ้านของคนแปลกหน้า
เมื่อเปิดประตูออกไป กลิ่นกาแฟอ่อน ๆ ลอยมาตามทางเดิน บรรยากาศในบ้านเงียบกว่าที่คิด ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีความวุ่นวายเหมือนบ้านของคนมีครอบครัว มีเพียงเสียงฝีเท้าของคนงานเดินผ่านไปมาเป็นระยะ
พิมพ์พรรณลงบันไดอย่างระมัดระวัง ป้าจันทร์กำลังยืนสั่งงานคนครัวอยู่ในห้องอาหาร เมื่อเห็นเธอเดินลงมา หญิงวัยกลางคนก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรีบยิ้มต้อนรับ
“อ้าว คุณพิมตื่นแล้วเหรอคะ”
“ค่ะป้า พิมตื่นสายไปหน่อย” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ไม่สายหรอกค่ะ ปกติคุณศิลาออกไปไร่ตั้งแต่เช้าแล้ว”คำตอบนั้นทำให้พิมพ์พรรณเผลอนิ่งไปเสี้ยววินาที
เขาออกไปแล้ว ไม่แม้แต่จะรอเจอหน้าภรรยาคนใหม่ในเช้าวันแรก
“คุณพิมจะรับอะไรดีคะ ป้าจะให้เด็กยกมาให้”
“ไม่เป็นไรค่ะพิมช่วยได้” เธอรีบตอบ
ป้าจันทร์มองเธออย่างลังเล “เอ่อ…ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเลอะมือคุณพิม…”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ” พิมพ์พรรณยิ้มบาง “พิมอยู่บ้านก็ช่วยทำงานครัวอยู่แล้ว”คำพูดนั้นทำให้คนครัวหลายคนหันมามองเธอด้วยสายตาแปลกใจ
เจ้าสาวของนายใหญ่…ลงมือทำครัวเองบรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย ก่อนที่ป้าจันทร์จะถอนหายใจเบา ๆ
“งั้น…ช่วยจัดโต๊ะก็ได้ค่ะ”
“ค่ะ” พิมพ์พรรณรับจาน ช้อน ส้อม มาจัดวางบนโต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อย การเคลื่อนไหวของเธอคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติ ไม่ได้แสดงอาการเก้ ๆ กัง ๆ อย่างคนไม่เคยทำงาน คนครัวเริ่มกระซิบกัน เบา ๆ “ดูไม่เหมือนคุณหนูนะ…”
“จริงสิ…”
“แต่ก็เป็นแค่เจ้าสาวแทนไม่ใช่เหรอ…”เสียงซุบซิบเหล่านั้นเบา…แต่ไม่เบาพอสำหรับหูของพิมพ์พรรณ เธอได้ยินทุกคำแต่เลือกจะไม่หันไปมอง
เมื่อจัดโต๊ะเสร็จ อาหารเช้าถูกยกมาเรียงอย่างสวยงาม กลิ่นหอมของไข่ดาว เบคอน และขนมปังอบใหม่ลอยฟุ้ง พิมพ์พรรณยืนมองโต๊ะอาหารที่จัดเสร็จแล้วอย่างเงียบ ๆ
เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรนั่งตรงไหน ควรเริ่มต้นอย่างไร ควรเป็นภรรยาแบบไหนในบ้านที่ไม่ต้อนรับเธอ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากด้านนอกพิมพ์พรรณหันไปมอง
ศิลาเดินเข้ามาในบ้าน เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีเข้ม กางเกงผ้าสีสุภาพ เสื้อผ้าของเขาดูเรียบแต่คุณภาพดี กลิ่นเหงื่อจาง ๆ ผสมกลิ่นแดดอ่อนจากภายนอก ทำให้รู้ว่าเขาเพิ่งกลับมาจากไร่
สายตาคมกวาดมองโต๊ะอาหาร ก่อนจะหยุดที่พิมพ์พรรณ เพียงเสี้ยววินาที แล้วก็เลื่อนผ่านไปเหมือนไม่มีเธอยืนอยู่ตรงนั้น
“กาแฟ”เขาพูดสั้น ๆ คนครัวรีบยกกาแฟมาให้ แต่ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ ศิลากลับเอ่ยขึ้นอีก
“เอาไปที่สำนักงาน”
พิมพ์พรรณชะงัก แปลว่า…เขาจะไม่กินข้าวที่นี่
คนครัวรีบพยักหน้า “ค่ะคุณศิลา”
เขาหันหลังจะเดินออกไปทันทีพิมพ์พรรณไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดหรือไม่ แต่สุดท้ายเธอก็รวบรวมความกล้า
“คุณยังไม่ได้กินอะไรเลยนะคะ”คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง ศิลาหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับมา
“ไม่จำเป็น”น้ำเสียงเรียบเย็นแล้วเขาก็เดินออกไป ประตูปิดลงเบา ๆ แต่เสียงนั้นดังสะเทือนในอกของพิมพ์พรรณอย่างชัดเจน
เธอยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่ ก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงที่เก้าอี้ปลายโต๊ะ โต๊ะอาหารที่เธอช่วยจัดอย่างตั้งใจ…ไม่มีใครแตะต้อง แม้แต่คนเดียว
ป้าจันทร์มองเธอด้วยสายตาเห็นใจเล็กน้อย“คุณพิมกินก่อนเถอะค่ะ ไม่ต้องรอเขาหรอก”
พิมพ์พรรณยิ้มบาง “ค่ะ”
เธอตักอาหารใส่จาน แต่แทบไม่รู้รสชาติของมัน เช้าวันแรกในฐานะภรรยา เธอกินข้าวคนเดียว
และเริ่มเข้าใจอย่างชัดเจนว่าบ้านหลังนี้…หนาวกว่าภูเขาข้างนอกมากนัก
