บทที่ 4 อย่าทำให้สงสาร
ตอนที่4
อย่าทำให้สงสาร
ช่วงสายพิมพ์พรรณเดินออกไปยังบริเวณไร่
แสงแดดยามสายอุ่นขึ้นเล็กน้อย หมอกเริ่มจาง เผยให้เห็นทิวเขาไกลสุดสายตา ลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและใบชาเข้ามาแตะปลายจมูก
เธอหยุดยืนมองภาพตรงหน้า สวยงามแต่โดดเดี่ยวเหมือนชีวิตของเธอในตอนนี้
คนงานในไร่กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น บางคนเก็บใบชา บางคนตรวจแถวองุ่น ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง มีเพียงเธอที่ไม่รู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร
“คุณพิม”เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เธอหันไป
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาสูงโปร่ง ใบหน้าคมแต่ไม่ดุ ดวงตาอบอุ่นแตกต่างจากศิลาอย่างชัดเจน
“ผมธันวาครับ ผู้จัดการไร่”
พิมพ์พรรณรีบยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ”
ธันวารีบยกมือรับไหว้ “ไม่ต้องไหว้ผมหรอกครับ”เขายิ้มบาง ๆ
“เมื่อคืนผมติดงาน เลยไม่ได้มาร่วมพิธี ขอโทษด้วยนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบอย่างสุภาพ
ธันวาสังเกตใบหน้าของเธอเล็กน้อยซีด
และมีร่องรอยของการนอนไม่พอ“คุณพิม…โอเคไหมครับ”คำถามนั้นเรียบง่ายแต่กลับทำให้พิมพ์พรรณรู้สึกเหมือนมีใครสักคนมองเห็นเธอจริง ๆ
เธอยิ้มบาง “โอเคค่ะ” ธันวาไม่ได้ถามต่อ
เขาพยักหน้าเล็กน้อย เหมือนเข้าใจว่าคำตอบนั้นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
“ถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกผมได้เลยนะครับ”
พิมพ์พรรณพยักหน้า “ขอบคุณค่ะ”ทั้งสองยืนเงียบกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ธันวาจะชี้ไปทางแปลงชา
“อยากลองเดินดูไหมครับ”
“ได้ค่ะ”เธอตอบโดยไม่ลังเลบางที…การได้เดินออกไปในที่กว้าง ๆ อาจช่วยให้หายใจได้ง่ายขึ้น ทั้งสองเดินไปตามทางดินแคบ ๆ ระหว่างแปลงชา ใบชาสีเขียวสดเรียงตัวเป็นระเบียบ ลมพัดผ่านทำให้ใบชาไหวเป็นคลื่นเล็ก ๆ
“ไร่นี้ใหญ่ไหมคะ” พิมพ์พรรณถาม
“ใหญ่พอสมควรครับ” ธันวายิ้ม “คุณศิลาดูแลเองแทบทุกอย่าง”
พิมพ์พรรณพยักหน้าเธอไม่แปลกใจ
ผู้ชายที่ควบคุมทุกอย่างได้ขนาดนั้น คงไม่ยอมปล่อยอะไรให้ใครง่าย ๆ
“เขาเป็นคนแบบนี้มาตลอดหรือคะ”คำถามหลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจ
ธันวานิ่งไปเล็กน้อย“หมายถึง…เย็นชาแบบนี้เหรอครับ”
พิมพ์พรรณไม่ตอบแต่แววตาของเธอบอกคำตอบ ธันวาถอนหายใจเบา ๆ “เมื่อก่อน…เขาไม่ได้เป็นแบบนี้”
พิมพ์พรรณหันไปมองเขา “แต่คนเรามันก็เปลี่ยนได้…เมื่อเจออะไรบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิต” คำพูดนั้นลอยค้างอยู่ในอากาศ
พิมพ์พรรณไม่ถามต่อ เธอไม่แน่ใจว่าควรรู้เรื่องอดีตของเขามากแค่ไหน หรือควรรู้เลยหรือไม่
ช่วงบ่าย ศิลายืนอยู่ที่สำนักงานไร่หน้าต่างบานใหญ่เปิดออก เห็นแปลงชาและคนงานอยู่ไกล ๆ แต่สายตาของเขาไม่ได้มองงานเขามองไปที่จุดหนึ่งตรงที่พิมพ์พรรณกำลังเดินอยู่กับธันวาทั้งสองพูดคุยกัน
เธอมีรอยยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นในบ้าน
กรามของศิลากระตุกเล็กน้อยความรู้สึกบางอย่างแล่นผ่าน ไม่ชอบ ไม่พอใจ ทั้งที่ไม่มีเหตุผล
“นาย”เสียงเรียกของเขาทำให้ธันวาหันมอง
“มีอะไรครับ”
“งานเสร็จแล้วเหรอ ถึงมีเวลาพาเมียฉันเดินเล่น”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดทันที
พิมพ์พรรณชะงัก ธันวาขมวดคิ้ว “ผมแค่...”
“ฉันไม่ได้ถามว่าแค่หรือไม่แค่”ศิลาตัดบท
น้ำเสียงเย็นเฉียบ
พิมพ์พรรณรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรผิด ทั้งที่เธอเพียงแค่เดินดูไร่
เธอก้มหน้า “ขอโทษค่ะ”คำขอโทษนั้นทำให้ศิลาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เขาไม่ชอบที่เธอยอมง่ายแบบนี้
“กลับบ้าน”เขาสั่งสั้น ๆ
พิมพ์พรรณพยักหน้า แล้วเดินกลับทันทีโดยไม่หันกลับมามองใคร
เย็นวันนั้น บ้านใหญ่เงียบเหมือนเดิม พิมพ์พรรณนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องรับแขก มือกำชายกระโปรงแน่นเธอไม่รู้ว่าควรทำอะไรไม่รู้ว่าควรพูดอะไรไม่รู้ว่าควรอยู่ตรงไหนในชีวิตของเขา
เสียงฝีเท้าดังขึ้นศิลาเดินเข้ามาเขาหยุดมองเธอ
“สนิทกันเร็วดีนะ”
พิมพ์พรรณเงยหน้าขึ้น “คะ ยังไงคะ”
“กับธันวา”น้ำเสียงนั้นมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่
เธอรีบส่ายหน้า “พิมแค่....”
“แค่...แค่อะไร”เขาก้าวเข้ามาใกล้“เพิ่งมาอยู่วันแรก ก็หาคนปลอบใจได้แล้วเหรอ”คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดซ้ำลงบนแผลเดิม
พิมพ์พรรณหน้าซีด “พิมไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ”
“แล้วคิดแบบไหน”เธอเงียบเพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้คนที่ไม่คิดจะเชื่อเข้าใจ
ศิลาหัวเราะเบา ๆ“อย่าคิดว่าการทำตัวน่าสงสารจะทำให้เธอมีค่า”คำพูดนั้นทำให้บางอย่างในตัวพิมพ์พรรณขาดลงเธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆดวงตาที่เคยอ่อนโยนมีประกายบางอย่าง
“พิมไม่ได้พยายามทำให้ใครเห็นใจค่ะ”น้ำเสียงเธอไม่ดังแต่มั่นคง
ศิลาชะงัก “แล้วที่คุณเห็น…มันอาจไม่ใช่การทำตัวน่าสงสาร”เธอกลืนน้ำลายก่อนจะพูดต่อ“แต่อาจเป็นเพราะพิมไม่มีที่ไปจริง ๆ”ความเงียบปกคลุมทั้งห้อง
ศิลามองเธอเป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้จะตอบอะไร
พิมพ์พรรณลุกขึ้น“พิมขอตัวนะคะ”เธอเดินผ่านเขาไป
โดยไม่รอคำอนุญาต
คืนนั้น พิมพ์พรรณนั่งอยู่ริมหน้าต่างอีกครั้งมองหมอกที่เริ่มลงคลุมภูเขาบ้านหลังนี้ยังคงหนาว
แต่หัวใจเธอเริ่มชาเธอกอดตัวเองเบา ๆแล้วหลับตาลง
เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกอะไรไปมากกว่านี้
ในขณะที่อีกมุมหนึ่งของบ้านศิลายืนอยู่ในความมืดภาพผู้หญิงตัวเล็กที่กล้าตอบเขากลับในวันนี้
ยังคงติดอยู่ในหัวเขาไม่ชอบมันแต่ก็ไล่มันออกไปไม่ได้
และเขาเริ่มรู้ตัวช้า ๆ ว่า ภรรยาที่เขาคิดว่าไร้ค่า
อาจไม่ใช่อย่างที่เขาเคยเชื่อแต่เขายังไม่ยอมรับมัน
ไม่ใช่ตอนนี้ไม่ใช่เร็วขนาดนี้เด็ดขาด
