บทที่ 5 ภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์
ตอนที่ 5
ภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์
เช้าวันที่สามของการอยู่ในไร่ภูผาตะวัน พิมพ์พรรณตื่นก่อนฟ้าสางไม่ใช่เพราะเธอนอนเต็มอิ่ม หากเป็นเพราะร่างกายยังไม่คุ้นกับเตียงกว้างที่มีเพียงเธอนอนอยู่คนเดียว ความเงียบของบ้านใหญ่ในยามดึกทำให้เธอหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน พอลืมตาขึ้นมาก็ไม่อาจข่มตาหลับต่อได้อีก
นอกหน้าต่าง หมอกยังหนาอยู่มาก แสงแรกของวันยังไม่ทันโผล่พ้นสันเขา ไร่ทั้งไร่จมอยู่ในความขาวมัวราวกับโลกอีกใบหนึ่ง พิมพ์พรรณยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาพับผ้าห่มให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า
เธอเลือกสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงผ้าฝ้ายสีอ่อน รวบผมยาวไว้ด้านหลังอย่างง่าย ๆ ไม่มีเครื่องประดับหรูหรา นอกจากแหวนแต่งงานที่ยังคงอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย
แหวนวงนั้นส่องประกายเงียบ ๆ ใต้แสงไฟ
พิมพ์พรรณมองมันแล้วเผลอถอนหายใจ มันเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอคือภรรยาของศิลา รัตนภพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เธอไม่มีสิทธิ์ใดในชีวิตของเขาเลย
ไม่มีสิทธิ์ถามว่าเขาจะกลับมากินข้าวหรือไม่ ไม่มีสิทธิ์ถามว่าเขาไปไหน ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้ว่าในบ้านหลังนี้ เธอควรวางตัวเป็นอะไร นายหญิงหรือแขก ลูกหนี้หรือเพียงเงาของผู้หญิงอีกคนที่ควรยืนอยู่ตรงนี้แทนเธอ
หญิงสาวหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงความคิดเหล่านั้นกลับเข้าที่ เธอไม่มีเวลาจมอยู่กับความเจ็บปวดมากนัก เพราะหากเธอไม่ทำอะไรเลย ความว่างเปล่าคงกัดกินหัวใจจนพัง
พิมพ์พรรณลงไปยังชั้นล่าง ห้องครัวยังมีเพียงไฟสลัว ๆ ป้าจันทร์กับคนครัวสองคนกำลังเตรียมอาหารเช้า กลิ่นข้าวต้มร้อน ๆ กับกาแฟคั่วใหม่ลอยอวลอยู่ในอากาศ
“คุณพิม ตื่นเช้าจังเลยค่ะ”
ป้าจันทร์หันมาเห็นเธอแล้วรีบวางมือจากหม้อซุป
“พิมนอนไม่ค่อยหลับค่ะ เลยลงมาดูว่ามีอะไรให้ช่วยไหม”
“โธ่ ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณพิมเป็นนายหญิงของบ้าน จะให้มาช่วยงานครัวได้ยังไง”พิมพ์พรรณชะงักไปเล็กน้อย
เธอยิ้มจาง ๆ “พิมยังไม่ใช่นายหญิงของใครหรอกค่ะป้า ให้พิมช่วยเถอะนะคะ อยู่เฉย ๆ แล้วใจมันฟุ้งซ่าน”ป้าจันทร์มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา
พิมพ์พรรณไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ไม่มีความถือตัว ไม่มีท่าทีอยากเรียกร้องความสงสาร มีเพียงความอ่อนล้าเจืออยู่ลึก ๆ ในแววตาเท่านั้น
สุดท้ายป้าจันทร์จึงยอมพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นช่วยหั่นผักตรงนี้ก็ได้ค่ะ ระวังมีดด้วยนะคะ”
“ค่ะ”พิมพ์พรรณรับมีดเล็กมาถือ แล้วลงมือหั่นผักอย่างคล่องแคล่ว มือของเธอไม่ใช่มือของคนที่ไม่เคยทำงานบ้าน ทุกจังหวะเรียบร้อยและระมัดระวังจนคนครัวแอบมองกันอย่างแปลกใจ
“คุณพิมทำครัวเป็นด้วยหรือคะ” เด็กครัวคนหนึ่งถามอย่างลืมตัว
“เป็นนิดหน่อยค่ะ เมื่อก่อนพิมทำให้คุณพ่อกินบ่อย ๆ”น้ำเสียงของเธอนุ่มลงเมื่อพูดถึงบิดา
“คุณพ่อคุณพิมป่วยหรือคะ”
พิมพ์พรรณพยักหน้า “ค่ะ ป่วยมาหลายปีแล้ว”
บรรยากาศในครัวเงียบลงเล็กน้อย คนที่เคยนินทาเธอว่าเป็นเจ้าสาวขัดดอกเริ่มหลบตาอย่าง เก้อ ๆ ป้าจันทร์มองเห็นทุกอย่าง แต่ไม่พูดอะไร เพียงตักข้าวต้มใส่หม้ออย่างเงียบ ๆ
พิมพ์พรรณไม่ได้อยากให้ใครสงสาร เธอเพียงตอบตามความจริง
หลังอาหารเช้าถูกจัดเรียงบนโต๊ะ พิมพ์พรรณยังคงช่วยวางถ้วยชามเหมือนสองวันที่ผ่านมา แม้รู้ดีว่าศิลาอาจไม่แตะมันอีกเช่นเคย แล้วก็เป็นอย่างที่คิด
ศิลาเดินเข้ามาในห้องอาหารตอนเจ็ดโมงตรง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีกรมท่า กางเกงสีดำ ใบหน้าคมขรึมเหมือนทุกวัน ดวงตากวาดผ่านโต๊ะอาหารที่มีข้าวต้มร้อน ๆ น้ำผลไม้ และกาแฟวางไว้ ก่อนจะหยุดที่พิมพ์พรรณเพียงชั่วครู่
วันนี้เธอยืนอยู่ข้างโต๊ะ ไม่ได้เอ่ยทักเขาก่อนศิลามองเธอเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็หันไปสั่งป้าจันทร์
“กาแฟ”
“ค่ะคุณศิลา”
ป้าจันทร์ยกกาแฟดำส่งให้เขา พิมพ์พรรณยืนนิ่ง มือประสานกันด้านหน้า พยายามไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ศิลารับแก้วกาแฟแล้วหันหลังจะเดินออกไป
“คุณศิลา”เสียงของป้าจันทร์ดังขึ้นอย่างระมัดระวัง
ชายหนุ่มหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับมา
“คุณพิมตื่นแต่เช้ามาช่วยทำข้าวต้มค่ะ ลองกินสักหน่อยไหมคะ”
พิมพ์พรรณรีบหันไปมองป้าจันทร์ ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย เธอไม่ได้ตั้งใจให้ป้าพูดเช่นนั้น
ศิลาค่อย ๆ หันกลับมา สายตาของเขาเลื่อนไปยังหม้อข้าวต้ม แล้วมาหยุดที่ใบหน้าของพิมพ์พรรณ
“ฉันไม่ได้ขอ”ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท
พิมพ์พรรณรู้สึกเหมือนปลายนิ้วเย็นวาบ เธอรีบก้มหน้าลง
“ค่ะ พิมทราบค่ะ”
