บทที่ 6 ใจดีไม่สนฐานะ
ตอนที่6
ใจดีไม่สนฐานะ
ศิลาเห็นท่าทางของเธอแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เขาควรพอใจที่เธอไม่โต้เถียงแต่กลับไม่พอใจที่เธอรับความเจ็บนั้นอย่างเงียบ ๆ
“ต่อไปไม่ต้องลำบากทำอะไรที่ไม่มีใครสั่ง”คำพูดนั้นรุนแรงกว่าที่ตั้งใจ
พิมพ์พรรณเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ค่ะ”เพียงคำเดียว ไม่มีน้ำตาแต่ศิลากลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างประหลาดเขาหมุนตัวเดินออกไปทันที พร้อมแก้วกาแฟในมือ
เมื่อเสียงประตูปิดลง คนครัวสองคนรีบก้มหน้าทำงานต่อ ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ป้าจันทร์ถอนหายใจอย่างสงสาร
“คุณพิม…”
“ไม่เป็นไรค่ะป้า” พิมพ์พรรณยิ้มบาง แต่รอยยิ้มนั้นจางเสียจนแทบมองไม่เห็น “พิมทำเพราะอยากช่วย ไม่ได้หวังให้เขากินอยู่แล้วค่ะ”เธอพูดเหมือนไม่เป็นอะไร แต่ป้าจันทร์เห็นชัดว่า มือของหญิงสาวที่กำลังเก็บช้อนสั่นเล็กน้อย
หลายวันต่อมา พิมพ์พรรณพยายามหาที่ทางของตัวเองในไร่ภูผาตะวัน
เมื่อช่วยงานครัวไม่ได้ เธอก็ย้ายไปช่วยดูแลสวนดอกไม้หน้าบ้าน ดอกกุหลาบป่า ดอกไฮเดรนเยีย และดอกดาวเรืองเมืองหนาวกำลังบานสวย พิมพ์พรรณค่อย ๆ ตัดกิ่งแห้ง พรวนดิน รดน้ำ และจัดแจกันเล็ก ๆ วางตามมุมบ้าน
ตอนแรกคนงานสวนไม่กล้าให้เธอจับงานหนัก แต่เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ทำเล่น ๆ ก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น
หลังจากนั้นเธอยังช่วยป้าจันทร์ตรวจรายการของใช้ในบ้าน จัดตู้ยาใหม่ และช่วยเด็กครัวคำนวณวัตถุดิบประจำสัปดาห์ เพราะเธอเคยช่วยดูแลบัญชีเล็ก ๆ ในบ้านพิชญ์ธีร์มาก่อน
เธอทำทุกอย่างเงียบ ๆ ไม่เรียกร้อง ไม่สั่งใคร ไม่วางตัวเหนือคนอื่นและเพราะความเงียบนั้นเอง คนในบ้านจึงเริ่มมองเธอต่างจากวันแรก
“คุณพิมใจดีนะ”
“ใช่ เมื่อเช้าฉันทำแก้วแตก คุณพิมยังช่วยเก็บเลย ไม่ดุสักคำ”
“ไม่เหมือนคุณชุติมาที่เคยมาดูตัวครั้งก่อนนะ คนนั้นแค่เดินผ่านครัวยังทำหน้ารังเกียจ”เสียงเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อยแต่ไม่ใช่ทุกคน
ยังมีบางคนมองเธอด้วยสายตาดูแคลนบางคนยังเรียกเธอลับหลังว่าเจ้าสาวแทนและพิมพ์พรรณก็ยังคงได้ยินบ้างเป็นครั้งคราว
เธอไม่ตอบโต้เพราะรู้ว่าความจริงบางอย่างต้องใช้เวลาพิสูจน์แต่คนที่ไม่ต้องการให้เธอมีพื้นที่ในบ้านนี้มากที่สุด กลับไม่ใช่คนงานคนใดหากเป็นเจ้าของบ้านเอง
บ่ายวันหนึ่ง พิมพ์พรรณถือแฟ้มเอกสารค่าใช้จ่ายในครัวที่ป้าจันทร์ให้ช่วยตรวจ เดินผ่านหน้าห้องทำงานของศิลาโดยไม่ตั้งใจ ประตูห้องแง้มอยู่เล็กน้อย เธอเห็นเอกสารกองสูงบนโต๊ะ และแก้วกาแฟที่วางทิ้งไว้จนเย็น
ด้วยนิสัยเคยชิน เธอคิดจะเรียกแม่บ้านมาช่วยเก็บ แต่ขณะยืนลังเลอยู่หน้าห้อง เสียงเย็น ๆ ก็ดังขึ้นด้านหลัง
“ใครอนุญาตให้เธอมายืนตรงนี้”
พิมพ์พรรณสะดุ้ง หันกลับไปทันที ศิลายืนอยู่ตรงทางเดิน ใบหน้าของเขาเคร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมจับอยู่ที่แฟ้มในมือเธอ
“พิมไม่ได้จะเข้าไปค่ะ แค่เดินผ่าน”
“แล้วแฟ้มนั่นคืออะไร”
“รายการค่าใช้จ่ายในครัวค่ะ ป้าจันทร์ให้พิมช่วยตรวจ”
ศิลาเดินเข้ามาใกล้ เขาดึงแฟ้มจากมือเธอไปเปิดดูอย่างไม่ขออนุญาต พิมพ์พรรณเม้มริมฝีปาก แต่ไม่ได้พูดอะไร
“ใครสั่งให้เธอยุ่งกับบัญชีในบ้าน”
“ไม่มีใครสั่งค่ะ พิมแค่เห็นว่าช่วยได้…”
“ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำอะไรที่ไม่มีใครสั่ง”เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่กดต่ำจนบีบหัวใจคนฟัง
พิมพ์พรรณเงยหน้ามองเขา “พิมไม่ได้ยุ่งกับงานไร่นะคะ แค่ค่าใช้จ่ายในครัว”
“ทุกอย่างในบ้านนี้เกี่ยวกับฉัน”เธอนิ่งงัน
ศิลาปิดแฟ้มลงดังปึก
“ตั้งแต่นี้ไป เธอไม่ต้องแตะเอกสารอะไรอีก ไม่ต้องเข้าใกล้ห้องทำงาน ไม่ต้องออกความเห็นเรื่องในบ้าน และไม่ต้องแสดงตัวว่ามีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรในฐานะภรรยา”พิมพ์พรรณเจ็บจนลมหายใจสะดุด
เขาพูดเหมือนตำแหน่งนั้นเป็นสิ่งที่เธอแย่งมา
ทั้งที่เธอเองก็ไม่เคยอยากได้มันตั้งแต่แรก
“พิมเข้าใจค่ะ”
ศิลาหรี่ตา “เข้าใจจริง?”
“ค่ะ ต่อไปพิมจะไม่ยุ่งกับอะไรที่คุณไม่อนุญาต”เธอพูดอย่างสงบเกินไป สงบเสียจนศิลาเผลอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ไม่มีแววท้าทาย
ไม่มีแววโกรธ มีเพียงความเหนื่อยล้าลึก ๆ ที่เหมือนคนกำลังค่อย ๆ ปิดประตูใจทีละบาน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบผ่านอกเขา แต่เขาไม่ต้องการสนใจมัน “ดี” เขาส่งแฟ้มคืนให้เธอ
“เอาไปคืนป้าจันทร์ แล้วบอกว่าไม่ต้องให้เธอทำอีก”
พิมพ์พรรณรับแฟ้มกลับมา “ค่ะ”เธอเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
ศิลายืนอยู่ตรงนั้น มองแผ่นหลังเล็กที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ทำไมเขาต้องรู้สึกเหมือนตัวเองทำเกินไป
ทั้งที่สิ่งที่เขาพูด…ก็แค่กำหนดขอบเขตให้ชัดเจนในสิ่งที่ควรเป็นตั้งแต่แรกเธอไม่ใช่ภรรยาที่เขาเลือกเธอจึงไม่ควรมีสิทธิ์เข้ามาในชีวิตเขามากกว่านี้
เย็นวันนั้น พิมพ์พรรณนำแฟ้มไปคืนป้าจันทร์ตามที่ศิลาสั่ง
ป้าจันทร์รับแฟ้มไว้ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“คุณศิลาเอาอีกแล้วหรือคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะป้า เขาคงไม่อยากให้พิมวุ่นวาย”
“แต่คุณพิมช่วยป้าได้มากจริง ๆ นะคะ”
พิมพ์พรรณยิ้มบาง “ถ้าป้ามีอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเอกสาร ให้พิมช่วยได้ค่ะ”
ป้าจันทร์ถอนหายใจ“คุณพิมนี่…ใจเย็นเหลือเกิน”
พิมพ์พรรณก้มมองมือตัวเอง“บางครั้งไม่ใช่ใจเย็นหรอกค่ะป้า แค่ไม่รู้จะสู้ไปทำไม”คำพูดแผ่วเบานั้นทำให้ป้าจันทร์พูดไม่ออกและในขณะที่บ้านใหญ่กำลังจมอยู่กับความเงียบอีกครั้ง เสียงรถคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดหน้าเรือนรับรองไม่นาน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ก็ดังขึ้นเป็นจังหวะมั่นใจ
