บทที่ 9 แค่พยายามอยู่ให้ได้
วันต่อมา ลลิตากลับมาที่ไร่อีกครั้งคราวนี้เธอไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มีคนขับรถยกกล่องไวน์ตัวอย่างและของฝากหลายอย่างเข้ามาในบ้านใหญ่ เธอทำตัวราวกับคุ้นเคยกับที่นี่ทุกซอกทุกมุม เดินผ่านโถงบ้านไปอย่างเป็นธรรมชาติ สั่งให้คนวางของตรงนั้นตรงนี้เหมือนยังมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้
พิมพ์พรรณกำลังจัดดอกไม้ในแจกันหน้าห้องรับแขก เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นลลิตาเดินเข้ามา
“คุณพิม” ลลิตายิ้มหวาน “ขยันจังนะคะ”
“พิมว่างค่ะ เลยช่วยจัดดอกไม้”
ลลิตามองแจกันดอกไม้“สวยดีค่ะ แต่ศิลาไม่ชอบดอกไม้กลิ่นแรงนะคะ เมื่อก่อนฉันเคยจัดกุหลาบไว้ตรงนี้ เขาบอกว่ากลิ่นรบกวนเวลาทำงาน”
พิมพ์พรรณชะงักเล็กน้อยเธอไม่รู้
ไม่มีใครบอก“ถ้าอย่างนั้นพิมจะเปลี่ยนค่ะ”
ลลิตายิ้ม “ไม่ต้องก็ได้ค่ะ บางทีตอนนี้เขาอาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้”คำพูดนั้นฟังดูเหมือนปลอบแต่กลับทำให้พิมพ์พรรณรู้สึกเหมือนถูกย้ำว่า ลลิตารู้จักศิลาดีกว่าเธอมากเพียงใด
“คุณลลิตามาที่นี่บ่อยหรือคะ”พิมพ์พรรณถามออกไปอย่างสุภาพ
ลลิตาหัวเราะเบา ๆ “เมื่อก่อนบ่อยมากค่ะ ที่นี่แทบจะเป็นบ้านอีกหลังของฉัน”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเสริม“ก่อนที่หลายอย่างจะเปลี่ยนไป”
พิมพ์พรรณไม่ตอบ ลลิตาเดินเข้ามาใกล้ หยิบดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมาหมุนเล่น
“คุณคงลำบากน่าดูนะคะ ต้องมาอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยเรื่องของคนอื่น”
พิมพ์พรรณสบตาเธอ “ทุกบ้านก็มีอดีตทั้งนั้นค่ะ”
ลลิตาชะงักคำตอบของพิมพ์พรรณยังคงสุภาพ
แต่ไม่อ่อนแอเท่าที่เธอคิด
“คุณพูดเก่งกว่าที่หน้าตาดูนะคะ”
“พิมไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทค่ะ”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”
ลลิตายิ้มอีกครั้งก่อนเสียงของศิลาจะดังขึ้น
“ลิตา”ทั้งสองหันไปพร้อมกัน
ศิลาเดินเข้ามาจากหน้าบ้าน เขามองลลิตา ก่อนเหลือบมองพิมพ์พรรณที่ยืนอยู่ข้างแจกันดอกไม้
ลลิตารีบยิ้มสดใส“ฉันเอาไวน์ตัวอย่างมาให้ค่ะ แล้วก็มีเอกสารเรื่องงานเลี้ยงลูกค้าสัปดาห์หน้า”
ศิลาพยักหน้า “ไปคุยที่สำนักงาน”
เขาหันหลังจะเดินออกไปกับลลิตา
พิมพ์พรรณยืนอยู่ที่เดิมแต่ก่อนศิลาจะพ้นประตู เธอก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“คุณศิลา”เขาหยุดเดิน
“ดอกไม้ตรงนี้…ถ้ากลิ่นรบกวน พิมจะเปลี่ยนให้นะคะ”คำถามนั้นเรียบง่ายแต่ศิลารู้ทันทีว่าใครเป็นคนพูดเรื่องนี้
เขาหันไปมองลลิตาแวบหนึ่งลลิตายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ศิลาหันกลับมามองพิมพ์พรรณ“ไม่ต้อง”พิมพ์พรรณนิ่ง
“วางไว้อย่างนั้นแหละ”พูดจบเขาก็เดินออกไป
ลลิตาหันมามองพิมพ์พรรณ รอยยิ้มบนริมฝีปากยังคงอยู่ แต่ดวงตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
พิมพ์พรรณก้มลงจัดดอกไม้ต่อหัวใจเธอเต้นแรงกว่าที่ควรเพราะคำว่าไม่ต้องของศิลาในครั้งนี้ ไม่ได้ทำร้ายเธอเหมือนทุกครั้งมันเกือบเหมือนการปกป้องเล็ก ๆเล็กมากจนเธอไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง
บ่ายแก่ ๆ พิมพ์พรรณออกไปเดินที่สวนหลังบ้านเพื่อหลบความอึดอัด ลมเย็นพัดผ่านใบไม้เป็นเสียงซ่าเบา ๆ เธอหยุดยืนใต้ต้นสนสูง มองไปยังสำนักงานไร่ที่อยู่ไม่ไกล
ศิลาและลลิตายังคงอยู่ที่นั่นเธอเห็นทั้งสองเดินออกมาพร้อมกัน ลลิตาถือแฟ้มเอกสาร ศิลายืนคุยกับเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ไม่ได้ผลักไสเหมือนที่ทำกับพิมพ์พรรณ ภาพนั้นทำให้เธอรู้สึกแปลกไม่ใช่หึงเธอบอกตัวเองเช่นนั้นเธอไม่มีสิทธิ์หึงไม่มีสิทธิ์เสียใจแต่ความเจ็บเล็ก ๆ ในอกกลับไม่ฟังเหตุผลเหล่านั้น
“คุณพิมครับ”เสียงของธันวาดังขึ้นจากด้านหลัง
เธอหันไป“คุณธันวา”
ธันวาเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าของเขามีความเป็นห่วง“คุณโอเคไหมครับ”
พิมพ์พรรณเผลอหัวเราะเบา ๆ“ทำไมทุกคนชอบถามพิมแบบนี้คะ”
“เพราะหน้าคุณเหมือนคนไม่โอเคครับ”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เธอนิ่งไป ก่อนจะยิ้มเศร้า
“พิมแค่ยังไม่คุ้นกับที่นี่ค่ะ”
ธันวาหันไปมองสำนักงานไร่ เห็นลลิตากำลังยิ้มให้ศิลาอยู่ไกล ๆ เขาถอนหายใจเบา ๆ
“อย่าเอาคำพูดของคุณลลิตามาใส่ใจมากนะครับ”
พิมพ์พรรณมองเขา “เธอสำคัญกับคุณศิลามากใช่ไหมคะ”
ธันวานิ่งไปครู่หนึ่ง“เคยสำคัญครับ”
พิมพ์พรรณเจ็บขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“แล้วตอนนี้ล่ะคะ”ธันวาไม่ได้ตอบทันที
“เรื่องนั้น…คงต้องให้คุณศิลาเป็นคนตอบเอง”
พิมพ์พรรณยิ้มจาง “เขาคงไม่ตอบพิมหรอกค่ะ”
ธันวาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เพียงเอ่ยอย่างนุ่มนวล
“คุณพิมไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองเล็กลงเพื่อให้เข้ากับที่นี่นะครับ” เธอหันมามองเขา
“บางทีไร่นี้ต่างหากที่ต้องเรียนรู้ว่าคุณมีค่ามากกว่าที่หลายคนคิด”คำพูดนั้นอบอุ่นเกินไป อบอุ่นจน พิมพ์พรรณรู้สึกแสบตา
“ขอบคุณนะคะ”เธอพูดจากใจจริง
และในวินาทีนั้นเอง ศิลาก็มองมาเห็น
จากระยะไกล เขาเห็นพิมพ์พรรณยืนคุยกับธันวาใต้ต้นสน เห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของเธอ เห็นแววตาที่เขาไม่เคยได้รับมือของศิลากำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ลลิตามองตามสายตาของเขา ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้น“ดูเหมือนภรรยาของคุณจะปรับตัวได้ดีนะคะ”ศิลาไม่ตอบ ลลิตาเอ่ยต่ออย่างไม่รีบร้อน
“ธันวาก็เป็นคนใจดี ใครอยู่ใกล้ก็คงสบายใจ”
ศิลาหันมามองเธอ“เธอต้องการพูดอะไร”
ลลิตายิ้ม “เปล่าค่ะ แค่คิดว่าคุณพิมโชคดี มีคนคอยดูแลตั้งแต่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน”คำพูดเหมือนไม่มีอะไรแต่เมล็ดพันธุ์ของความระแวงถูกหย่อนลงในใจของศิลาอย่างแม่นยำ เขามองกลับไปที่พิมพ์พรรณอีกครั้งรอยยิ้มของเธอหายไปแล้ว แต่ภาพเมื่อครู่ยังคงค้างอยู่ในสายตา
คืนนั้น พิมพ์พรรณกำลังจะเข้านอน เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอเปิดประตูออก เห็นศิลายืนอยู่หน้าห้อง หัวใจเธอกระตุกนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาหาเธอถึงห้องนับจากคืนแต่งงาน
“คุณมีอะไรหรือคะ”
ศิลาไม่ตอบทันที เขามองเข้าไปในห้อง เห็นทุกอย่างเรียบร้อยเกินไป เตียงฝั่งหนึ่งยังว่างเปล่าเหมือนเดิม โต๊ะเครื่องแป้งมีดอกไม้ป่าช่อเล็ก ๆ ปักอยู่ในแก้วน้ำธรรมดา
“วันนี้เธอคุยอะไรกับธันวา”พิมพ์พรรณนิ่งไป
แล้วความหวังเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเพราะเขามาหาถึงห้องก็ดับลงทันทีที่แท้…เขามาเพราะเรื่องนี้“ไม่ได้คุยอะไรสำคัญค่ะ”
“ไม่สำคัญ แต่ยิ้มให้กันได้?”น้ำเสียงนั้นเย็นเฉียบ
พิมพ์พรรณกำมือกับขอบประตู“คุณธันวาแค่ถามว่าพิมโอเคไหม”
“แล้วเธอไม่โอเคเรื่องอะไร”คำถามนั้นทำให้เธอมองเขานิ่งเขาถามเหมือนไม่รู้จริง ๆเหมือนไม่เคยเห็นว่าเขาเป็นคนทำให้เธอไม่โอเคที่สุด
พิมพ์พรรณสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ“ไม่มีอะไรค่ะ พิมโอเค”
ศิลาหัวเราะหยัน“เก่งดีนะ ต่อหน้าฉันทำเป็นนิ่ง ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นน่าสงสาร”คำพูดนั้นทำให้ความอดทนของเธอสั่นไหว
“พิมไม่ได้ทำตัวน่าสงสารค่ะ”
“แล้วทำตัวแบบไหน”
“ทำตัวให้รอดค่ะ”ความเงียบปกคลุมทันที
ศิลาชะงัก พิมพ์พรรณมองเขาด้วยดวงตาที่เริ่มแดง แต่ยังไม่มีน้ำตาไหล
“คุณศิลาอาจคิดว่าพิมมาอยู่ที่นี่เพื่อเอาอะไรจากคุณ แต่ความจริงพิมแค่พยายามอยู่ให้ได้ในบ้านที่ไม่มีใครต้องการพิม”
เธอพูดช้า ๆ ทุกคำชัดเจน“พิมไม่มีสิทธิ์ยุ่งกับงานของคุณ ไม่มีสิทธิ์นั่งร่วมโต๊ะกับคุณ ไม่มีสิทธิ์ถามว่าคุณไปไหน ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้ว่าผู้หญิงที่เดินเข้าออกบ้านนี้เป็นใครสำหรับคุณ”
ศิลานิ่งงัน พิมพ์พรรณยิ้มเศร้า“ถ้าพิมยิ้มให้ใครสักคนที่ถามว่าพิมไหวไหม นั่นไม่ใช่เพราะ พิมอยากให้เขาสงสาร แต่เพราะอย่างน้อยในบ้านหลังนี้ ยังมีคนหนึ่งที่มองเห็นว่าพิมเป็นคน”คำพูดนั้นกระแทกใจศิลาอย่างจัง
เขาอยากโต้กลับอยากพูดว่าเธอไม่มีสิทธิ์ต่อว่าเขาแต่เมื่อสบตาเธอ คำพูดทั้งหมดกลับหายไป
เพราะในแววตาของพิมพ์พรรณ ไม่มีความเกลียด
มีแต่ความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าอย่างลึกซึ้ง
“พิมขอพักนะคะ”เธอพูดเบา ๆก่อนจะปิดประตูลงช้า ๆ
ศิลายืนอยู่หน้าห้องนานหลายนาทีประตูไม้บานนั้นไม่ได้ปิดแรงแต่เขากลับรู้สึกเหมือนมันปิดใส่หน้าเขาดังที่สุด
ในห้อง พิมพ์พรรณยืนพิงประตู มือสั่นจนต้องกำเข้าหากันแน่น น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลลงมาเงียบ ๆ
เธอไม่ได้อยากอ่อนแอแต่วันนี้เธอเหนื่อยเหลือเกิน
เหนื่อยกับการถูกมองเป็นคนผิดเหนื่อยกับการเป็นตัวแทนของคนอื่นเหนื่อยกับการมีชื่อว่าเป็นภรรยา แต่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเจ็บปวดอย่างเปิดเผย
นอกประตู ศิลายังคงยืนอยู่เขายกมือขึ้นเหมือนจะเคาะอีกครั้งแต่สุดท้ายก็ลดมือลงคำพูดของเธอยังดังก้องอยู่ในหัว
“พิมแค่พยายามอยู่ให้ได้ในบ้านที่ไม่มีใครต้องการพิม”เป็นครั้งแรกที่ศิลาเริ่มไม่แน่ใจว่าเขากำลังปกป้องตัวเองจากผู้หญิงบ้านพิชญ์ธีร์หรือกำลังทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีทางเลือกตั้งแต่ต้นกันแน่
ทว่าความไม่แน่ใจนั้นยังไม่มากพอจะทำให้เขายอมรับผิด เขาหันหลังเดินจากไป ทิ้งพิมพ์พรรณไว้กับความเงียบหลังประตูและทิ้งคำพูดของเธอไว้ในหัวใจของตัวเอง เหมือนหนามเล็ก ๆ ที่ฝังลึกโดยไม่รู้ตัว
คืนนั้น หมอกลงหนากว่าทุกคืน บ้านใหญ่ของไร่ภูผาตะวันยังคงสงบงามในสายตาคนนอกแต่ภายในบ้าน หัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มแตกเป็นรอยร้าว
และหัวใจของผู้ชายอีกคนเริ่มถูกบังคับให้มองเห็นรอยร้าวนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
